พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 202 พระเจ้าเลนเต้ทรงพิโรธ
บทที่ 202 พระเจ้าเลนเต้ทรงพิโรธ
พระราชวัง ภายในห้องทรงอักษร
เพล้ง!
พระเจ้าเลนเต้เขวี้ยงแจกันลายครามบนโต๊ะลงพื้นจนแแตกละเอียด
“เจ้าว่าอะไรนะ พูดอีกครั้งสิ!”
โฮจิ๋นปาดเหงื่อเย็น คร่ำครวญอยู่ในใจไม่หยุด เหตุใดเรื่องพวกนี้เขาต้องเป็นคนพูดด้วย?
“ฝ่าบาท กวนจงมีรายงานใหม่มาว่า เตียวอุ๋นพ่ายให้กับกองทัพซีเหลียง ถูกศัตรูซุ่มโจมตีจนสูญเสียทหารไปหลายหมื่น!”
แม้จะช่วยอะไรไม่ได้ แต่โฮจิ๋นก็ไม่กล้าขัดพระบัญชา รายงานผลการรบพ่ายให้พระเจ้าเลนเต้อีกครั้ง
“เตียวอุ๋นผู้นี้มีสมองหมูหรือไร? ฮองฮูสงเพิ่งถูกซุ่มโจมตีไปไม่ทันไร เขายังติดกับพวกกบฏถูกซุ่มโจมตีอีก! โง่หรือไร!”
“สรุปแล้วเสียกองกำลังไปเท่าไร!”
โฮจิ๋นเหลือบมองฝ่าบาท แล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง ไม่กล้าตอบคำถามนี้
“บอกมา สูญเสียไปกี่คน!”
พระเจ้าเลนเต้ตบโต๊ะอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่ากริ้วมาก
“สี่หมื่นกว่าคนพ่ะย่ะค่ะ…”
เสียงของโฮจิ๋นเบาหวิว ด้วยกลัวว่าฮ่องเต้จะพาลระบายความโกรธใส่ตนอีกครั้ง
ทว่าเหนือจากที่แม่ทัพใหญ่คาดไว้ พระเจ้าเลนเต้เพียงแค่หอบหายใจ ไม่ระเบิดโทสะอีก
“เล่าเจี้ยงเล่า? เขาเข้าร่วมรบด้วยหรือไม่?”
โฮจิ๋นชะงักไปเล็กน้อย เมื่อคิดถึงแม่ทัพหลัง ในหัวก็เต็มเปี่ยมด้วยความชิงชัง น่าเสียดายหนนี้เจ้าบ้านั่นสร้างผลงานอีกแล้ว!
เตียวเหยียงเห็นแม่ทัพใหญ่ไม่พูดอะไร จึงเป็นฝ่ายรายงานต่อพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท ช่วงที่เตียวอุ๋นเข้าสู้รบกับกองทัพซีเหลียง แม่ทัพหลังเพิ่งมาถึงเมืองเหมยหยาง ทหารยังหมดแรงเหนื่อยล้า มิอาจต่อสู้ได้ จึงเป็นฝ่ายขอรับหน้าที่เฝ้ารักษาเมือง”
“ทว่าสุดท้ายแม่ทัพหลังก็พลิกสถานการณ์ได้ นำกองทัพเข้าโจมตีกลุ่มกบฏซีเหลียง ถึงช่วยเตียวอุ๋นและทหารหลายหมื่นคนไว้ได้ ไม่เช่นนั้นเตียวอุ๋นและกองกำลังของเขาคงถูกทำลายล้างไปหมดแน่”
“ไม่เพียงเท่านี้ แม่ทัพหลังยังได้ตระเตรียมการภายในเมือง ปราบกบฏซีเหลียงที่มาโจมตีเมืองเหมยหยาง และสังหารกบฏไปนับไม่ถ้วน อีกทั้งริบม้าศึกมาได้มากมายพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้ได้ยินผลการรบของว่าที่ราชบุตรเขยก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“แม่ทัพใหญ่ เรื่องเป็นเช่นนี้ไหม?”
โฮจิ๋นไม่คาดคิดเลยว่าพระเจ้าเลนเต้จะขอคำยืนยันจากตัวเอง เขาอยากบอกว่า ‘ไม่ใช่’ มาก ทว่าสิ่งที่เตียวเหยียงพูดนั้นล้วนเป็นเรื่องจริง ไม่มีปรุงแต่ง เขาทำได้เพียงพยักหน้าอย่างกลัดกลุ้ม
“ทูลฝ่าบาท ขันทีเตียวพูดถูก เป็นแม่ทัพหลังที่พลิกสถานการณ์จริงพ่ะย่ะค่ะ…”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้า ทว่าเริ่มลำบากใจขึ้นมาอีกครั้ง ต่อไปควรทำอย่างไรดี? หรือต้องเลื่อนตำแหน่งให้เล่าเจี้ยงอีก?
“ฝ่าบาท!”
ทันใดนั้น อ้วนหงุยก็ลุกออกมา และเสนอความเห็นของตัวเองให้ฮ่องเต้
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าตอนนี้ควรถอดเตียวอุ๋นออกจากตำแหน่งแม่ทัพทหารม้าเกราะหนัก จับกุมเขากลับมาลงโทษที่เมืองหลวง และเลือกบุคคลมีความสามารถอีกคนไปสู้รบที่ซีเป่ยต่อพ่ะย่ะค่ะ!”
“โอ้ มหาราชครูมีใครในใจหรือ?”
พระเจ้าเลนเต้ไม่มีความเห็นใดต่อการถอดเตียวอุ๋นออกจากตำแหน่ง ทว่ามีปัญหาตรงที่ไม่มีใครเหมาะสมให้เลือก
“หึหึ เหตุใดฝ่าพระบาททรงทิ้งหยกงามเพื่อหินแข็งเล่า? แม่ทัพหลังเป็นผู้นำทัพที่ยอดเยี่ยม และยังมีดีกว่าเตียวอุ๋นมากมาย ไยไม่มอบอำนาจเรื่องสงครามทางซีเป่ยทั้งหมดให้เขาเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากอ้วนหงุยพูดจบ พระเจ้าเลนเต้ยังไม่แสดงท่าทีอะไร พลันโฮจิ๋นร้อนใจขึ้นมาทันที เขาส่งสายตามองมหาราชครูด้วยความโกรธ และก่นด่าในใจไม่ขาด
เจ้าเฒ่านี่บ้าไปแล้วหรือ ยังจะเลื่อนขั้นให้เล่าเจี้ยงอีก? ลืมไปแล้วหรือว่าเขาต่อต้านตระกูลอ้วนเจ้าอย่างเปิดเผยน่ะ?
เล่าเจี้ยงเพิ่งอายุสิบหกก็ได้เป็นแม่ทัพหลังแล้ว เจ้ายังจะเลื่อนขั้นให้เขาอีก!
เลื่อนเป็นอะไร ขุนพลองครักษ์? ขุนพลม้าทะยาน? หรือให้ข้ามอบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ให้เขาเลย!? *[1]
เมื่อเขาได้ตำแหน่งนั้น ไม่นั่งอยู่บนหัวตระกูลอ้วนเจ้าหรอกหรือ!
“ฝ่าบาท แม้แม่ทัพหลังจะกล้าหาญ กระนั้นก็ยังหนุ่ม ในความเห็นอันต่ำต้อยของกระหม่อมยังไม่ควรมอบความรับผิดชอบอันหนักหน่วงนี้ให้กับเขาพ่ะย่ะค่ะ”
ในเวลานี้พระเจ้าเลนเต้เองก็ลำบากใจเช่นกัน แต่ไม่คิดเลยว่าโฮจิ๋นจะช่วยหาทางลงให้เขา
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ เล่าเจี้ยงกล้าหาญ ได้รับชัยชนะอยู่เสมอ แต่เรากังวลว่าเขาจะลำพองตัว จนดูแคลนศัตรูแลจบลงด้วยการพลาดเรื่องใหญ่ไป”
“ไม่ทราบว่าแม่ทัพใหญ่มีใครในใจหรือไม่?”
เดิมทีโฮจิ๋นดีใจมากอยู่แล้ว พระเจ้าเลนเต้ก็มีความเห็นเหมือนกับตัวเอง คือไม่อยากเลื่อนขั้นให้เล่าเจี้ยง ทว่าทันทีที่คำถามนี้ออกมา ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“เอ่อ… คือว่า…”
โฮจิ๋นอึก ๆ อัก ๆ ออกมา ความจริงหาใช่เขาไม่มีใครในใจ แต่ไม่อยากรับผิดชอบผลที่ตามมา
ฮองฮูสงถูกโจมตีจนแพ้ราบคาบ เตียวอุ๋นยังสูญเสียกองกำลังไปหลายหมื่นอีก! กองทัพซีเหลียงนี้จัดการได้ง่ายดายนักหรือ?
ส่งใครสักคนไปนั้นง่ายก็จริง ถึงอย่างไรโฮจิ๋นยังมีแแม่ทัพใต้บัญชาไม่น้อย แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาการอย่างแท้จริงได้!
แม่ทัพใหญ่ไม่กล้าเอ่ยชื่อใครออกมาอย่างมั่ว ๆ หากเกิดว่ารบพ่าย กองทัพซีเหลียงบุกเข้ายึดดินแดนซานฟู่ บุกสุสานหลวง โฮจิ๋นจะรับผิดชอบไหวหรือ เขาจะมีกี่หัวพอให้พระเจ้าเลนเต้ตัดกัน!
“ฝ่าบาท กระหม่อมเองก็ไม่มีใครที่เหมาะสมเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ…”
พระเจ้าเลนเต้พ่นลมหายใจ ไม่เหนือความคาดหมายอะไรเลย เขาสิ้นหวังกับความสามารถของโฮจิ๋นไปแล้ว ในใจกระจ่างแจ้งดีว่าคงพึ่งพาอีกฝ่ายไม่ได้
“พอแค่นี้ก่อน พวกเจ้าออกไปเถิด ให้เราได้คิดอย่างรอบคอบอีกที”
พวกขุนนางไม่พูดอะไรอีก ต่างกุมมือคำนับจากไปทีละคน โดยเฉพาะโฮจิ๋นเหมือนยกภูเขาออกจากอกเดินออกไปเป็นคนแรก
“ฝ่าบาท วันหน้า ด้วยความสามารถของแม่ทัพหลัง ก็เพียงพอปราบกบฏได้แล้ว เหตุใดฝ่าบาทถึงมอบหน้าที่ออกรบสงครามซีเป่ยให้เขาด้วยพ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อรอบบริเวณไม่มีใคร เตียวเหยียงก็เอ่ยความเห็นของตัวเอง
พระเจ้าเลนเต้ยิ้ม จากนั้นส่ายหน้าเบา ๆ
“ความสามารถของเล่าเจี้ยงมีหรือเราจะไม่รู้ เพียงแต่ตอนนี้ข้ามิอาจเลื่อนขั้นเขาได้อีกจริง ๆ”
“กระหม่อมไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้รู้สึกดีกับท่าทางของเตียวเหยียงอย่างเห็นได้ชัด และไม่ระแวงความสงสัยของอีกฝ่ายเลย
“เล่าเจี้ยงยังเด็กเกินไป เขายังไม่ถึงวัยสวมกว้านเลย! ครั้งก่อนเรามอบตำแหน่งแแม่ทัพหลังให้เขา เราก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมากมายเช่นกัน”
เตียวเหยียงมีสีหน้าหนักใจ เรื่องนี้เขาเองก็รู้ ตั้งแต่เล่าเจี้ยงได้เลื่อนตำแหน่ง ขุนนางหลายคนเข้าเฝ้าพระเจ้าเลนเต้ เป็นการส่วนตัวเพราะคิดว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสม ทว่าก็ถูกฮ่องเต้หักล้างไปทีละคน
“ฝ่าบาทเป็นโอรสสวรรค์ คำพูดย่อมมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ การเลื่อนขั้นแม่ทัพหลังเพื่องานใหญ่ของบ้านเมือง ไม่มีอะไรพอที่จะวิจารณ์ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้ถอนหายใจเบา ๆ แม้จะเป็นฮ่องเต้ แต่กลับมีความจนใจมากมาย
“แม้จะกล่าวเช่นนี้ กระนั้นทุกอย่างหาใช่เราจะทำโดยพลการได้! เรื่องของตระกูลทรงอิทธิพลก็เป็นเช่นนี้ เรื่องพระญาติเองก็ใช่ เรื่องเล่าเจี้ยงเองก็ด้วย”
“หากเล่าเจี้ยงอายุมากกว่านี้สักสิบปี ข้าคงไม่ต้องกังวลมากขนาดนี้”
“แต่ตอนนั้น ฮั่วชวี่ปิ้งก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลม้าทะยานตอนอายุสิบเก้า แม้แม่ทัพหลังจะยังเด็ก ปีนี้อายุสิบหก ก็พอ ๆ กับฮั่วชวี่ปิ้งนี่พ่ะย่ะค่ะ”
เตียวเหยียงเองไม่รู้วันนี้ทำไมถึงอยากพูดแทนเล่าเจี้ยงเป็นพิเศษ จึงพูดคุยกับพระเจ้าเลนเต้ต่อ
“หึหึ แล้วเจ้ารู้ไหมว่าฮั่วชวี่ปิ้งตายตอนอายุเท่าไร?”
พระเจ้าเลนเต้มองไปที่เตียวเหยียง และยิ้มให้อย่างมีเลศนัย
“นี่…”
เตียวเหยียงเหงื่อแตกพลั่กทันใด เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าฮั่วชวี่ปิ้งตายเมื่อใด ชายผู้นั้นรับตำแหน่งขุนพลม้าทะยานได้แค่ห้าปี เขาก็ลาลับจากโลกนี้ไปตลอดกาล!
“การเลื่อนตำแหน่งให้เขาเร็วเกินไปมีแต่จะส่งผลเสียต่อเจ้าตัว สุดท้ายก็จะชักนำไปสู่หายนะ เจ้าคิดว่าอ้วนหงุยมีเจตนาดีมากนักหรือ เขาอยากเลื่อนขั้นให้เล่าเจี้ยงจากจริงใจหรือ”
เตียวเหยียงแอบโอดครวญว่าตัวเองโง่เขลาไปชั่วขณะ จนเกือบจะทำให้พระเจ้าเลนเต้เสียงานใหญ่!
“ฝ่าบาทอภัยให้กระหม่อมด้วย กระหม่อมเลอะเลือนจริง ๆ!”
“ไม่เป็นไร เรายังไม่ได้ตาฟ่าฟาง ตราบใดที่เรายังอยู่ ตระกูลอ้วนของพวกเขาสร้างปัญหาไม่ได้หรอก!”
พระเจ้าเลนเต้ในสายตาของเตียวเหยียง จู่ ๆ ก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม จึงอดสงสัยในตัวเองไม่ได้
ตัวเองเข้าใจพระเจ้าเลนเต้เจ้าแห่งต้าฮั่นผู้นี้จริงหรือ?
ความดุดันเช่นนี้ เหมือนเขาไม่เคยเห็นมาก่อน!
[1] ตำแหน่งขุนพลระดับสูงสุดมีสี่ตำแหน่ง ไล่จากสูงไปต่ำคือ แม่ทัพใหญ่หรือมหาขุนพล (大將軍) เทียบเท่าผู้บัญชาการทหารสูงสุด ถัดมาคือขุนพลทหารม้าทะยาน (驃騎將軍) ขุนพลทหารม้ารถศึก (車騎將軍) และขุนพลองครักษ์ หรือ ขุนพลองครักษ์ (衞將軍) ถัดลงมาคือแม่ทัพสี่ทิศได้แก่ ซ้าย ขวา หน้า หลัง