ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 1596 ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการพิเศษ
บทที่ 1596 ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการพิเศษ
“ตำแหน่งใหม่เหรอครับ?”
เมื่อหลินชีเยี่ยได้ยินคำนี้ สีหน้าจึงเต็มไปด้วยความสงสัย
เขารับเอกสารที่จั่วชิงส่งมาให้ พลิกดูอย่างละเอียดสองสามหน้า ในดวงตาปรากฏแววประหลาดใจ
“หนังสือแต่งตั้งเหรอครับ?”
“ใช่” จั่วชิงพยักหน้า “ฉันอยากให้นายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการพิเศษของหน่วยพิทักษ์ราตรี หนึ่งในเจ็ดผู้บริหารระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรี… และเป็นตำแหน่งที่ฉันเคยดำรงอยู่ก่อนจะได้เป็นผู้บัญชาการใหญ่”
หลินชีเยี่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง “คุณหมายถึง ให้ผมเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรี?”
“ถูกต้อง”
“ทำไมล่ะครับ?”
จั่วชิงจิบชาร้อนอย่างไม่เร่งรีบ แล้วค่อย ๆ เอ่ยว่า “ฉันคิดว่านายคงเคยได้ยินมาบ้าง… ตอนที่ฉันเพิ่งเข้ามาดูแลหน่วยพิทักษ์ราตรีใหม่ ๆ ฉันใช้วิธีการที่ค่อนข้างรุนแรง ปลดผู้บริหารระดับสูงจากเจ็ดคนเหลือแค่สี่คน
แม้จะกำจัดเนื้อร้ายออกไปได้ แต่การดำเนินงานของหน่วยพิทักษ์ราตรีก็เกิดปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไรก็ตาม ฉันทั้งเลื่อนตำแหน่งคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูง และแบ่งงานที่ไม่มีคนดูแลให้ผู้บริหารระดับสูงสี่คนที่เหลือรับผิดชอบ จึงไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
อ้อใช่ หัวหน้าหน่วยเส้าผิงเกอที่นายสนิทด้วย ก็เป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงที่ต้องแบกรับงานเพิ่ม… เขาจึงต้องแบ่งงานให้หยวนกังทำ และบ่นฉันมาตลอด
สรุปคือ หลังจากกำจัดเนื้อร้ายและปรับเปลี่ยนบุคลากรใหม่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยพิทักษ์ราตรีก็ค่อย ๆ เข้าที่เข้าทาง แต่ในบรรดาผู้บริหารระดับสูงทั้งเจ็ด ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการพิเศษ ฉันยังไม่เคยหาคนที่เหมาะสมได้เลย
ฉันมาจากตำแหน่งนี้ จึงรู้ดีว่าตำแหน่งนี้สำคัญแค่ไหน ไม่เพียงแต่ครอบคลุมการจัดสรรและจัดตั้งหน่วยหน่วยรบพิเศษทั้งหมด รวมถึงหน่วยวีรวิญญาณ แต่ยังรวมถึงการประสานงานด้านส่งกำลังบำรุง การแพทย์ หน่วยสำรวจทั่วทั้งต้าเซี่ยที่ไม่ใช่หน่วยรบ รวมถึงภารกิจลับที่ไม่สะดวกเปิดเผยให้คนอื่นรู้ และการสะสมทรัพยากร…
พูดถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการพิเศษมีความสำคัญไม่แพ้ตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่เลยทีเดียว”
จั่วชิงวางถ้วยชาลง จ้องตาหลินชีเยี่ย “ฉันมองหาคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนี้มานาน… ทั้งอดีตหัวหน้าหน่วยร่างทรง ปู่หลี… และหัวหน้าหน่วยหน้ากากคนปัจจุบัน หน้ากากหวัง… ต่างก็เคยเป็นตัวเลือกของฉัน แต่ปู่หลีเสียชีวิตในศึกที่ด่านเฉินหนาน
อู๋ทงเสวียนอยู่ในโรงพยาบาลนานเกินไป จึงไม่เข้าใจสภาพหน่วยพิทักษ์ราตรีในปัจจุบัน ส่วนหน้ากากหวังย้อนเวลาหลายครั้ง ร่างกายเสื่อมโทรมมาก ต้องการพักฟื้น จึงไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้… ตอนนี้ ทั้งด้านพละกำลัง สถานะ และเงื่อนไขต่าง ๆ หลินชีเยี่ย นายเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ที่สุด”
หลินชีเยี่ยในฐานะหัวหน้าหน่วยม่านราตรี มาจากหน่วยรบพิเศษอยู่แล้ว จึงตรงตามข้อกำหนดของตำแหน่งนี้ทุกประการ ตอนนี้ยังก้าวขึ้นสู่ระดับยอดมนุษย์แล้ว และในเมื่อตอนนี้หน่วยม่านราตรีแยกย้าย จำนวนคนไม่พอ เขาก็ไม่สามารถทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยต่อไปได้
พิจารณาโดยรวมแล้ว ทั้งหน่วยพิทักษ์ราตรีหาคนที่เหมาะสมกว่าหลินชีเยี่ยไม่ได้แล้ว
“เอ่อ…” หลินชีเยี่ยมีท่าทีลังเล
เขาเพิ่งเข้าใจว่าทำไมจั่วชิงถึงเรียกเขามาที่สำนักงานโดยเฉพาะ… การแต่งตั้งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการพิเศษ เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของทั้งหน่วยพิทักษ์ราตรี!
แต่พูดตามตรง เขาไม่มีความสนใจที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรีเลย บางที การต่อสู้อาจจะเหมาะกับเขามากกว่า
จั่วชิงดูเหมือนจะมองออกถึงความคิดของหลินชีเยี่ย จึงพูดอย่างใจเย็นว่า
“ฉันรู้ว่านายกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องกังวล ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการพิเศษนี้ ไม่ใช่งานนั่งโต๊ะชี้นิ้วสั่งการ… คำว่า ‘ปฏิบัติการพิเศษ’ หมายถึงอะไร ฉันคิดว่านายน่าจะเข้าใจดี
สำหรับตำแหน่งนี้ พละกำลังสำคัญกว่าความสามารถในการจัดการเอกสารมาก การจะนั่งในตำแหน่งนี้ได้ คนคนนั้นไม่เพียงต้องได้รับการยอมรับจากทั้งหน่วยรบพิเศษและหน่วยทั่วไปทั้งหมด แต่ยังต้องลงมือจัดการภารกิจลับสุดยอดหรือภารกิจยากระดับสูงด้วยตัวเองในยามที่หน่วยรบพิเศษขาดคน
การรับตำแหน่งนี้ หมายความว่านายจะกลายเป็นผู้ควบคุมกำลังหลักของหน่วยพิทักษ์ราตรี หากกล่าวว่าฉันคือแสงสว่างที่มองเห็นได้ของหน่วยพิทักษ์ราตรี นาย… ก็จะเป็นเงาของหน่วยพิทักษ์ราตรี”
หลินชีเยี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดว่า
“งานของตำแหน่งนี้ ผมพอจะเข้าใจแล้ว… แต่ว่า ถึงผมจะเป็นยอดมนุษย์แล้ว แต่ผนึกเทวะทั้งหมดของผมถูก [ความวุ่นวายที่คืบคลาน] แย่งไป ตอนนี้ผมมีแค่พลังจิตขั้นยอดมนุษย์ แต่ไม่มีผนึกต้องห้ามหรือผนึกเทวะที่จะขับเคลื่อนได้ พลังที่แสดงออกมาได้จึงมีจำกัดมาก…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จั่วชิงก็หัวเราะเบา ๆ เขาพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายแล้วพูดว่า
“ศักยภาพของนายนั้นได้รับการรับรองจากเทียนจุนแล้ว ถึงแม้ว่า [ความวุ่นวายที่คืบคลาน] จะแย่งชิงผนึกเทวะของนายไป แต่บางสิ่งบางอย่างก็ถูกกำหนดให้เป็นของนายอยู่แล้ว… อีกอย่าง นายไม่รู้สึกเหรอว่าหลังจากตื่นขึ้นมาครั้งนี้ ร่างกายมีอะไรแปลกไปบ้างหรือเปล่า?”
หลินชีเยี่ยชะงัก เขามองสำรวจร่างกายตัวเองอย่างละเอียด นึกถึงตอนที่อยู่ในศูนย์ไจเจี้ยและยื่นมือไปช่วยหลูเป่าโย่ว
“เหมือนร่างกายจะเบาขึ้น… แม้ไม่ได้ใช้พลังจิต ความเร็วก็ยังสูงมาก? เดี๋ยวก่อน ร่างกายของผมไม่ได้ถูก [ความวุ่นวายที่คืบคลาน] แย่งไปแล้วหรอกเหรอ? แล้วร่างกายนี้มาจากไหน?”
ก่อนหน้านี้ตอนที่ติดอยู่ใน ‘ด่านจิตใจ’ หลินชีเยี่ยไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้ ตอนนี้เมื่อสมองแจ่มใสขึ้น เขาจึงนึกขึ้นได้และถามด้วยความสงสัย
จั่วชิงยิ้ม “ร่างกายนี้ไม่ธรรมดานะ… พูดง่าย ๆ ก็คือ ถึงแม้ชาตินี้นายจะไม่สามารถใช้ผนึกต้องห้ามและผนึกเทวะได้ แต่แค่ร่างกายนี้อย่างเดียว นายก็ทำอะไรได้มากมายแล้ว เข้าใจไหม?”
จั่วชิงพูดพลางเลื่อนหนังสือแต่งตั้งไปตรงหน้าหลินชีเยี่ย “ฉันรู้ว่านายไม่อยากต่อสู้คนเดียว ดังนั้นฉันจะแต่งตั้งเสิ่นชิงจู่เป็นรองผู้อำนวยการของนาย และในอนาคตถ้าเจียหลานฟื้นคืนชีพ หากพวกนายอยากสร้างหน่วยม่านราตรีขึ้นมาใหม่ ฉันก็จะไม่ขัด… ดังนั้น คำตอบของนายคือ?”
…
ด้านนอกหน่วยพิทักษ์ราตรี
เสิ่นชิงจู่และอูเฉวียนนั่งอยู่บนขั้นบันได รอหลินชีเยี่ยออกมา
“พูดมาสิ ตอนที่ฉันไม่อยู่ นายไปก่อเรื่องอะไรมา?” เสิ่นชิงจู่จิบน้ำแร่พลางถามอย่างใจเย็น
อูเฉวียนสะดุ้ง หันไปมองเขาด้วยความสงสัย
“เสื้อที่อยู่ข้างในเสื้อนอกนั่น มันคือชุดนักโทษของศูนย์ไจเจี้ยใช่ไหม?” เสิ่นชิงจู่หรี่ตา “น้องชายอูเฉวียนของเราเก่งขึ้นแล้วนะ อายุยังน้อยแต่เข้าไปถึงศูนย์ไจเจี้ยได้… นายควรสารภาพมาดี ๆ ถ้าฉันจับได้ว่านายโกหก ฉันจะหักขานายเอง”
“ผม…” อูเฉวียนก้มหน้าอย่างว่าง่าย แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
“เพราะผู้เฒ่าหลิวโดนทำร้าย นายเลยฆ่าทั้งตระกูลเขาเลยเหรอ?”
“พวกเขาทั้งหมดเป็นคนชั่ว ทุกคนที่เข้าร่วมงานเลี้ยงนั้นล้วนร่ำรวยมาจากการเอาเปรียบคนอื่น ผม…”
อูเฉวียนพูดยังไม่ทันจบ ก็มีเงาร่างหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาจากสำนักงานใหญ่
หลินชีเยี่ยสบตากับเสิ่นชิงจู่ จากนั้นก็ยิ้มอย่างจนใจ แล้วหยิบหนังสือแต่งตั้งออกมาจากอก
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้พวกเราจะมีงานยุ่งแล้วละ”