ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 1595 หนังสือมอบอำนาจ
บทที่ 1595 หนังสือมอบอำนาจ
หลินชีเยี่ยได้ก้าวข้ามขีดจำกัดแล้ว
หลังจากได้เห็นการจากไปของเจียงเอ่อร์ การทรยศของอันชิงอวี๋ การฆ่าฟันระหว่างพี่น้อง และความตายของเฉาเยวียน… หัวใจของหลินชีเยี่ยก็ตายด้านไปนานแล้ว เขาเหมือนคนจมน้ำที่ถูกความสิ้นหวังและความเจ็บปวดท่วมท้น จมดิ่งอยู่ในความมืดเพียงลำพัง
ในสายตาคนนอก เขาเพียงแค่ติดอยู่ใน ‘ด่านจิตใจ’ เหมือนคนป่วยที่เฉื่อยชา แต่ไม่มีใครในโลกนี้จะรู้ได้ว่าภายใต้สายตาที่เงียบเหงานั้น ซ่อนความเศร้าโศกไว้มากมายเพียงใด
หลินชีเยี่ยรู้ว่าตัวเองต้องก้าวข้ามไป ตราบใดที่ยังไม่ผ่าน ‘ด่านจิตใจ’ เขาก็จะเป็นเพียงคนไร้ค่าตลอดไป… และสิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการทิ้งทุกอย่างในอดีต ฝังความเจ็บปวดและความสิ้นหวังไว้ในใจตลอดไป อาศัยมันเป็นแรงผลักดันก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์
แต่เมื่อเสิ่นชิงจู่ปรากฏตัว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
หลินชีเยี่ยเคยคิดว่าตัวเองไม่เหลืออะไรแล้ว… แต่ตอนนี้เขามีพี่คนเท่แล้ว ในชั่วขณะที่พี่คนเท่ยืนอยู่ข้างกาย ความเจ็บปวดทั้งหมดที่สะสมในใจก็ละลายหายไป เหมือนแสงสว่างเพียงสายเดียวในโลกแห่งความมืดมิดและสิ้นหวัง ที่ฉุดหลินชีเยี่ยกลับมาจากห้วงเหวแห่งการดิ้นรนและปฏิเสธตัวเอง
เหมือนที่อูเฉวียนเคยพูดไว้ พี่คนเท่เคยเป็นแสงสว่างของเขา… และตอนนี้ก็เป็นแสงสว่างของหลินชีเยี่ยด้วย
นั่นคือความหวังเพียงสายเดียวท่ามกลางความสิ้นหวัง เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในยามที่หมดหนทาง ภายใต้ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้ ‘ด่านจิตใจ’ ที่กดทับหัวใจของหลินชีเยี่ยก็เปราะบางราวกับกระดาษ
การก้าวข้าม ‘ด่านจิตใจ’ บางทีอาจต้องการเพียงคนคนเดียว คำพูดเพียงประโยคเดียว ง่ายดาย แต่ก็ไม่อาจเรียกร้องได้
“พี่ชิงจู่?”
อูเฉวียนยืนอยู่ข้าง ๆ มองเงาร่างที่คุ้นเคยแต่แปลกหน้า พลางพึมพำกับตัวเอง
เสิ่นชิงจู่หันกลับมา ดูเหมือนจะประหลาดใจมากที่เห็นอูเฉวียนอยู่ที่นี่ เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ “อืม โตขึ้นเยอะเลยนะ”
“พี่ชิงจู่!!!” อูเฉวียนเห็นใบหน้าของเขาแล้วยืนนิ่งอยู่นานกว่าจะได้สติ เด็กหนุ่มที่มักทำหน้าบึ้งตลอดเวลาคนนี้วิ่งเข้าไปหาเสิ่นชิงจู่ราวกับคนบ้า กอดเขาแน่น “พี่ชิงจู่! ผมออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งนานแล้ว แล้วก็ตามหาพี่มาตลอด… ช่วงนี้พี่หายไปไหนมา?!”
“เรื่องนั้นค่อย ๆ เล่ากันก็ได้… พวกนายสองคนปล่อยฉันก่อน ฉันเลอะน้ำตากับน้ำมูกเลอะหมดแล้ว…” เสิ่นชิงจู่มองภาพตรงหน้าอย่างจนปัญญา อยากจะหัวเราะแต่ก็เผลอทำหน้าขรึม ทำให้สีหน้าดูแข็งทื่อมาก
เขาหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากจั่วชิง แต่จั่วชิงกลับยืนยิ้มมองพวกเขา ไม่มีทีท่าจะเข้ามายุ่งเลย
ท่ามกลางเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของอูเฉวียน จั่วชิงเหลือบเห็นบางอย่าง เขาเดินไปอีกด้านหนึ่ง เก็บมีดและพู่กันที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา เป่าฝุ่นออกเบา ๆ
จั่วชิงมองดูหลินชีเยี่ยที่น้ำตาไหลนอง ยิ้มเงียบ ๆ แล้วเก็บมีดและพู่กันใส่กระเป๋า เดินออกไปคนเดียว
…
“ดังนั้น คนที่ฆ่าลูซิเฟอร์จริง ๆ คือนายเหรอ?”
หลังจากฟังเสิ่นชิงจู่เล่า หลินชีเยี่ยก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ แต่พอคิดดูดี ๆ ก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล
ตอนที่เหล่าเทพแห่งต้าเซี่ยล้อมโจมตีลูซิเฟอร์ หลินชีเยี่ยก็อยู่ในเหตุการณ์ ภายใต้การโจมตีระดับนั้น การที่ลูซิเฟอร์รอดชีวิตมาได้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว พอกลับไปนรกแล้วเจอพี่คนเท่ที่เพิ่งดูดซับรากฐานเสร็จ ก็ไม่มีทางหนีรอด… เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือเสิ่นชิงจู่
“ถ้าไม่ได้กลืนกินเขา ฉันก็คงไม่สามารถควบคุมรากฐานนรกได้เร็วขนาดนี้ ถ้าใช้กำลังของตัวเองอย่างเดียว อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาอีกครึ่งปีถึงจะออกมาได้” เสิ่นชิงจู่พยักหน้าพูด
หลินชีเยี่ยยิ้ม จากนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จมอยู่ในภวังค์ความคิด
“เป็นอะไรไป?”
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่รู้สึกว่าการกลับมาของนายช่างบังเอิญเหลือเกิน… ไม่สิ ควรพูดว่าทุกอย่างมันช่างบังเอิญเกินไป” หลินชีเยี่ยพูดแบบทีเล่นทีจริง “พอคิดดูตอนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะอันชิงอวี๋กับเจียงเอ่อร์หายตัวไปจากสรวงสวรรค์จนถูกลูซิเฟอร์จับตามอง เหล่าเทพแห่งต้าเซี่ยก็คงไม่มีโอกาสทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส ถ้าลูซิเฟอร์ไม่บาดเจ็บ การกลับมาของนายก็คงต้องเลื่อนออกไปอีกครึ่งปี… แบบนี้หน่วยม่านราตรีอาจจะหายไปจริง ๆ ทุกอย่างนี่มันราวกับถูกจัดวางให้เกิดขึ้นพอดิบพอดี”
“บางทีนี่อาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้” เสิ่นชิงจู่หยุดชั่วครู่ สีหน้าค่อย ๆ จริงจังขึ้น “จริงสิ เรื่องของอันชิงอวี๋ ฉันได้ยินผู้อาวุโสกวนไจ้เล่าคร่าว ๆ ระหว่างทาง ตอนที่ฉันไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
ดวงตาของหลินชีเยี่ยหม่นลง เขาเล่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นซ้ำอีกครั้ง
เสิ่นชิงจู่ขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“พลังสัจธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงคนได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
หลินชีเยี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหน้า “ฉัน… ไม่รู้”
“แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว” หลินชีเยี่ยสูดหายใจลึก แล้วพูดต่อว่า “เมื่อเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ควรจมอยู่กับอดีต แทนที่จะเสียใจนับหมื่นครั้ง สู้ไปเจออันชิงอวี๋แล้วถามเขาตรง ๆ ดีกว่า…”
“ถ้าเขาร่วมมือกับคธูลูจริง ๆ ล่ะ?”
“ฉันก็จะฆ่าเขาด้วยมือของฉันเอง” หลินชีเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “หน่วยท่านราตรีอาจมีผู้เสียสละ แต่จะมีคนทรยศไม่ได้… การทรยศของใครสักคน คือการลบหลู่ผู้เสียสละทุกคน”
เสิ่นชิงจู่พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน ร่างที่สวมเสื้อคลุมสีแดงเข้มก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
“หัวหน้าหลิน ผู้บัญชาการจั่วรอคุณอยู่ที่สำนักงาน” คนที่มาคือเลขานุการของจั่วชิง เมื่อกล่าวจบ เขาก็ผายมือทำท่า ‘เชิญ’
หลินชีเยี่ยงุนงงเล็กน้อย “ผู้บัญชาการจั่วต้องการพบผม? เมื่อกี้เขายังอยู่…”
หลินชีเยี่ยมองไปรอบ ๆ ถึงได้พบว่าจั่วชิงหายไปนานแล้ว
“ผู้บัญชาการจั่วมีเรื่องสำคัญจะปรึกษากับคุณ จึงรออยู่ที่สำนักงานโดยเฉพาะ” หมิ่นจวินเลี่ยงพูดอีกครั้ง
หลินชีเยี่ยเห็นดังนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก เขานัดเจอกับเสิ่นชิงจู่อีกครั้ง แล้วรีบเดินไปที่สำนักงานผู้บัญชาการใหญ่
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“เข้ามา”
หลินชีเยี่ยเปิดประตูเข้าไปในสำนักงาน จั่วชิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงาน ตรงหน้ามีเอกสารวางอยู่ มองเขาด้วยรอยยิ้ม
“มีอะไรเหรอครับ ทำไมต้องคุยที่นี่ด้วย?” หลินชีเยี่ยนั่งลงตรงข้ามเขาพลางถามอย่างสงสัย
จั่วชิงไม่ตอบ แต่ย้อนถามว่า
“นายทะลวงผ่านด่านจิตใจได้สมบูรณ์แล้วเหรอ?”
“อืม”
“ในใจยังสับสนอยู่ไหม? มีที่ไหนไม่สบายอีกไหม?”
“ไม่เลยครับ… ผมรู้สึกว่าตัวเองมีสติชัดเจนกว่าที่เคยเป็นมาซะอีก” หลินชีเยี่ยส่ายหน้า
หลังจากที่ผ่านด่านจิตใจ สภาวะของเขาแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง แม้ว่าก่อนหน้านี้ พลังจิตของหลินชีเยี่ยจะใกล้ถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทะลุผ่านเพดานสุดท้ายนั้น แต่ตอนนี้เขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งปริมาณพลังจิตและความว่องไวในการคิด ต่างก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ตอนนี้เขาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของมวลมนุษยอย่างเป็นทางการ
จั่วชิงเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เลื่อนเอกสารตรงหน้าไปให้หลินชีเยี่ยแล้วค่อย ๆ เอ่ยว่า
“ถึงเวลาแล้วที่นายจะได้รับตำแหน่งใหม่…”