ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 1593 ชื่อ
บทที่ 1593 ชื่อ
ชายแดนต้าเซี่ย
ลำแสงสีเทาสายหนึ่งพุ่งผ่านกำแพงหมอก มุ่งตรงไปยังทิศทางของต้าเซี่ย
“มีพลังของเทพภายนอกปรากฏขึ้น!!” หน่วยพิทักษ์ราตรีที่เฝ้าระวังชายแดนหมอกอยู่ตลอดเวลาในด่านเฉินหนานที่สร้างขึ้นใหม่ พบเห็นแสงนั้น จึงส่งสัญญาณเตือนและเริ่มรายงานสถานการณ์ไปยังศูนย์บัญชาการชั่วคราวทันที
เมื่อเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น สีหน้าของทุกคนในด่านเฉินหนานต่างก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือด รีบวิ่งไปประจำตำแหน่งของตัวเอง ในขณะเดียวกัน คลื่นพลังเทวะอันทรงพลังก็ปะทุขึ้นจากภายในด่านเฉินหนาน!
นาจาเหยียบวงล้อลมเพลิง มือถือทวนอัคคี พุ่งขึ้นจากผิวทะเล จ้องมองร่างสีเทาที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น
นับตั้งแต่การต่อสู้ที่ด่านเฉินหนานสิ้นสุดลง ชายแดนแห่งนี้ก็อยู่ในความสงบ ไม่มีการบุกรุกของเทพภายนอกอื่น ๆ อีกเลย ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากเทพคธูลู ก็มีเทพภายนอกเพียงไม่กี่องค์ที่สามารถคุกคามต้าเซี่ยได้ แต่เพื่อความไม่ประมาท สรวงสวรรค์ยังคงมอบหมายเทพต้าเซี่ยไว้ประจำทุกด่าน
“มาผู้เดียวหรือ?” นาจาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ใช่” กวนไจ้บินขึ้นมาจากด่านเฉินหนาน ดึงปีกหมวกแก๊ปลง “แต่ที่มาเป็นเทพหลักและมีพลังที่น่ากลัวมาก น่าจะเป็นยอดฝีมือในหมู่เทพหลัก”
“ฮึ! ข้าไม่สนว่าจะเป็นใคร”
นาจาโบกทวนอัคคี พุ่งเข้าหาแสงสีเทานั้นอย่างรวดเร็ว พลังที่แผ่ออกมาจากลำแสงนั้นแข็งแกร่งกว่าเขา กระทั่งถึงระดับของซุนหงอคง แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงระดับเทพสูงสุด นาจาก็มั่นใจว่าจะสามารถยับยั้งไว้ได้จนกว่าเทพต้าเซี่ยคนอื่นจะมาถึง
“เจ้าเป็นใครกัน?! กล้าดีอย่างไรมาบุกรุกต้าเซี่ยของข้า?!”
สำแสงจ้าสายหนึ่งฉีกผ่านท้องฟ้า ขวางหน้าเงาสีเทานั้นอย่างแม่นยำ ร่างของนาจาก้าวออกมาจากเปลวเพลิง พร้อมจิตสังหารที่รุนแรง
ตรงหน้าเขา ร่างสีเทาที่มีปีกหกปีกค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น
ในวินาทีที่เห็นใบหน้าของคนผู้นั้น นาจาก็ชะงักเล็กน้อย
“เป็นเจ้า?”
นาจามีความจำค่อนข้างดี หลังจากการต่อสู้ที่เขาคุนหลุนครั้งก่อน เขาเคยพาสมาชิกหน่วยของหลินชีเยี่ยขึ้นไปสรวงสวรรค์เพื่อไปเยี่ยมเขา เทวทูตสีเทาที่แผ่กลิ่นอายเทพหลักตรงหน้านี้ก็คือชายหนุ่มคนนั้น
“ผู้อาวุโสนาจา” เสิ่นชิงจู่ประสานมือคำนับ “ผมคือเสิ่นชิงจู่จากหน่วยม่านราตรี เราเคยพบกันมาก่อน”
“เสิ่นชิงจู่???”
กวนไจ้ที่เพิ่งตามมาถึง เมื่อเห็นเขาก็ตกตะลึงอย่างมาก!
“ทำไมนายถึงกลายเป็น…” กวนไจ้พูดได้ครึ่งประโยค ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “นายดูดซับรากฐานนรกกลับมาจริง ๆ เหรอ?!”
ในช่วงที่เสิ่นชิงจู่หายตัวไปใหม่ ๆ หลินชีเยี่ยและคนอื่น ๆ ได้ขอร้องให้เหล่าเทพต้าเซี่ยช่วยตามหาเขา การหายตัวไปของเขาไม่ใช่ความลับ ตอนนี้เมื่อกวนไจ้เห็นปีกทั้งหกและพลังของเขา ก็เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดทันที
“ใช่ครับ” เสิ่นชิงจู่พยักหน้าเบา ๆ “ผู้อาวุโสกวนไจ้ ขอถามหน่อยครับ ตอนนี้หน่วยม่านราตรีอยู่ที่ไหน?”
กวนไจ้กับนาจาสบตากัน พลันตกอยู่ในความเงียบ
เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงสีหน้าของทั้งสอง เสิ่นชิงจู่ก็รู้สึกใจหายวาบ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย “หน่วนม่านราตรี… ยังปกติดีใช่ไหมครับ?”
“เฮ้อ…”
…..
สำนักงานใหญ่หน่วยพิทักษ์ราตรี
ลิฟต์สีเงินค่อย ๆ เคลื่อนตัวลง เมื่อตัวเลขบนหน้าจอแสดงชั้นใต้ดินชั้นที่เจ็ด ประตูลิฟต์หนาทึบก็เปิดออก
จั่วชิงสวมเสื้อคลุมสีแดงเข้มเดินนำหน้า ตามด้วยหลินชีเยี่ยในชุดผู้ป่วย และอูเฉวียนที่มีสีหน้าบึ้งตึงเดินตามหลัง
การที่หลินชีเยี่ยจะมาที่สำนักงานใหญ่หน่วยพิทักษ์ราตรี หมอหลี่ย่อมไม่ขัดขวาง เพราะการที่หลินชีเยี่ยมีสิ่งที่อยากทำนั้นเป็นผลดีต่อ ‘จิตใจ’ แสดงว่าเขากำลังค่อย ๆ ก้าวออกมา… หมอหลี่ไม่สามารถออกจากโรงพยาบาลจิตเวชหยางกวงได้ง่าย ๆ จึงมอบหมายให้อูเฉวียนคอยดูแลหลินชีเยี่ยอย่างใกล้ชิด
ทั้งสามเดินผ่านทางเดินที่มืดสลัว เมื่อจั่วชิงใช้ลายนิ้วมือเปิดประตูโลหะขนาดใหญ่ พื้นที่ตรงหน้าก็เปิดโล่งขึ้นทันที
นี่คือพื้นที่ใต้ดินที่โล่งกว้าง อย่างน้อยก็เชื่อมต่อกันถึงหกชั้น ใจกลางพื้นที่นี้มีศิลาสีดำสูงตระหง่านตั้งอยู่ เหมือนดาบตรงขนาดใหญ่ที่ปักลงบนพื้นดิน
บริเวณรอบ ๆ พื้นที่ใต้ดิน มีบันไดสีดำเวียนขึ้นไปเป็นเกลียว ทอดยาวไปจนถึงยอดของศิลา เพื่อให้สามารถมองเห็นตัวอักษรบนศิลาได้ชัดเจนจากทุกมุมทุกทิศทาง
ทันทีที่เห็นศิลานี้ ดวงตาขุ่นมัวของหลินชีเยี่ยก็หรี่ลงเล็กน้อย
แม้เขาจะเคยมาสำนักงานใหญ่หน่วยพิทักษ์ราตรีหลายครั้ง แต่ไม่เคยเข้ามาที่นี่ สำนักงานใหญ่มีชั้นใต้ดินทั้งหมดเจ็ดชั้น แต่กลับใช้ถึงหกชั้นเพื่อรองรับศิลานี้ พวกเขาที่ยืนอยู่ใต้ศิลาอันยิ่งใหญ่นี้ดูเล็กจ้อยราวกับมด
อูเฉวียนเงยหน้ามองศิลา สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“บนนี้เป็นชื่อของหน่วยพิทักษ์ราตรีทั้งหมดเหรอ?” อูเฉวียนลูบผิวศิลาที่มีชื่อสลักเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แต่ละตัวอักษรมีขนาดประมาณสองเล็บหัวแม่มือ เป็นระเบียบและคมชัด แฝงไว้ด้วยความคมกล้า
“ใช่ แต่ก็ไม่ทั้งหมด” จั่วชิงเงยหน้ามองศิลาพลางพูดช้า ๆ “ชื่อที่สลักบนศิลานี้ไม่ได้มีแค่หน่วยพิทักษ์ราตรี แต่ยังมีชื่อของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 139 และสมาชิกสำนักปราบปีศาจจากยุคโบราณด้วย
ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ก้วนจวินโหวฮั่วชวี่ปิ้งได้ก่อตั้งสำนักปราบปีศาจและนำศิลาขนาดใหญ่ขึ้นมาจากห้วงลึกทะเลตะวันออก ตามคำแนะนำของเพื่อน จึงสลักชื่อสมาชิกสำนักปราบปีศาจทั้งหมดลงบนศิลาเพื่อแสดงถึงความอมตะ… หลังจากนั้น ราชวงศ์เปลี่ยนผ่าน แต่สำนักปราบปีศาจยังคงอยู่ จนกระทั่งยุคศักดินาสิ้นสุดลง หมอกลงมาปกคลุม จึงเปลี่ยนเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 139 และต่อมาก็กลายเป็นหน่วยพิทักษ์ราตรี”
ปลายนิ้วของจั่วชิงไล้ผ่านชื่อแต่ละชื่อบนศิลา สีหน้าดูซับซ้อน “จนถึงตอนนี้ บนหินนี้มีชื่อสมาชิกสำนักปราบปีศาจ17,931 คน สมาชิกหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 139 จำนวน 98 คน และหน่วยพิทักษ์ราตรี 11,079 คน”
“เดี๋ยวก่อน… ไม่ถูกนะ สำนักปราบปีศาจก่อตั้งสมัยราชวงศ์ฮั่นใช่ไหม? ผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่มีแค่หนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าคน? ส่วนหน่วยพิทักษ์ราตรีมีประวัติแค่ร้อยกว่าปี แต่มีตั้งหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าคน?” อูเฉวียนถามด้วยความสงสัย
“สมัยโบราณ การคมนาคมไม่สะดวก ข่าวสารปิดกั้น แม้จะมีสิ่งลี้ลับปรากฏ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก อีกทั้งในยุคนั้นยังมีเทพเจ้าและผู้พิทักษ์สรวงสวรรค์แห่งต้าเซี่ยคอยดูแล หากสิ่งลี้ลับก่อความวุ่นวายจำนวนมาก พวกเขาก็จะออกมาจัดการ
ดังนั้นสำนักปราบปีศาจจึงมีสมาชิกน้อยมาตลอด ตรงกันข้ามกับหน่วยพิทักษ์ราตรี แม้จะมีประวัติแค่ร้อยปี แต่ประชากรต้าเซี่ยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่มีเทพเจ้าต้าเซี่ยคอยดูแล หน่วยพิทักษ์ราตรีจึงต้องมีสมาชิกมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นธรรมดา”
อูเฉวียนพยักหน้าเบา ๆ
ทุกคนเดินขึ้นบันไดเวียนไปถึงยอดศิลา บนยอดสุดมีตัวอักษรสามตัวที่เขียนอย่างวิจิตรส่องประกายใต้แสงไฟ แม้จะเป็นอักษรลี่ซู*[1] แต่ก็พอจะอ่านความหมายออก
‘ฮั่วชวี่ปิ้ง’
หลินชีเยี่ยมองถัดลงมาจากชื่อของฮั่วชวี่ปิ้ง ชื่อที่สองคือ ‘กงหยางหวั่น’ ตามด้วย ‘จานอวี้อู่’ ‘เหยียนจ้ง’ ‘เจียงซงชิง’… ชื่อเหล่านี้ที่สลักอยู่บนศิลาก็เป็นเพียงชื่อ ในยุคนี้ไม่มีใครรู้แล้วว่าเบื้องหลังชื่อโบราณเหล่านี้แฝงไว้ด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่เพียงใด
หลินชีเยี่ยละสายตาจากชื่อเหล่านั้นแล้วถามว่า
“ชื่อของหน่วยรบพิเศษอยู่ที่ไหนครับ?”
[1] อักษรลี่ซู หรือ อักษรทาส (隶书) เป็นอักษรที่มีวิวัฒนาการมาจากอักษรเสี่ยวจ้วน (小篆) เริ่มใช้สมัยราชวงศ์ฉิน เป็นที่นิยมสูงสุดในสมัยราชวงศ์ฮั่น ตำนานเล่าขานมาว่าอักษรชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยทาสในเรือนจำผู้หนึ่ง นามว่า เฉิงเหมี่ยว เขาคิดอักษรรูปแบบนี้ขึ้นมาเพื่อนำมาใช้สื่อสารในการทำงานในหมู่ทาส ต่อมาได้มีการแพร่หลายขึ้น ซึ่งลี่ (隶) แปลว่าทาส