ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 1592 ผมขอไปดูหน่อยได้ไหม
บทที่ 1592 ผมขอไปดูหน่อยได้ไหม
บทที่ 1592 ผมขอไปดูหน่อยได้ไหม?
“หลูเป่าโย่ว!!”
เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ ทุกคนในหน่วยสำรองที่กำลังหัวเราะอยู่พลันชะงัก ก่อนจะร้องตกใจพร้อมกับยื่นมือออกไป
แต่มีเงาร่างหนึ่งที่เคลื่อนไหวเร็วกว่า!
เงาร่างพุ่งผ่านตรงหน้าทุกคนในชั่วพริบตา ก่อนจะรับร่างของหลูเป่าโย่วที่กำลังล้มลงไว้อย่างมั่นคง กระทั่งตอนนี้ลมจากการเคลื่อนไหวนั้นเพิ่งจะปะทะใบหน้าคนอื่น ๆ พวกเขามองเห็นร่างตรงหน้าชัดเจน ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เห็นได้ว่าหลินชีเยี่ยที่เมื่อครู่ยังนั่งเหม่อบนรถเข็น กลับโผเข้าพยุงหลูเป่าโย่วไว้ได้ทัน ดวงตาที่เคยว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา ปรากฏประกายแห่งสติสัมปชัญญะอย่างหาได้ยาก
“หลูเป่าโย่ว!!” ฟางโม่รีบวิ่งเข้ามาตรวจร่างกายอย่างละเอียด
หลูเป่าโย่วหลับตาแน่น เปลือกตากระตุกไม่หยุด ราวกับกำลังฝันร้าย เหงื่อไหลจากขมับจนเปียกชายเสื้อของหลินชีเยี่ย
“มีคนลอบโจมตีเหรอ?!!” ซูเจ๋อหันขวับมองรอบด้าน แต่ไม่พบศัตรูแม้แต่คนเดียว
“ไม่ใช่… ผนึกเทวะของเขาเกิดความผันผวน” ดวงตาสองสีปรากฏในนัยน์ตาของฟางโม่ เขาขมวดคิ้วจ้องมองร่างของหลูเป่าโย่วพลางพึมพำ “เทวทูตตกสวรรค์ ลูซิเฟอร์… ตายแล้วเหรอ?”
มีเพียงความเป็นไปได้เดียวที่จะทำให้ผนึกเทวะของตัวแทนเกิดความผันผวนรุนแรงเช่นนี้ นั่นคือเทพเจ้าที่มอบพลังให้สิ้นชีพ
“ลูซิเฟอร์ตาย? งั้นหลูเป่าโย่วจะได้รับกฎเกณฑ์ปีศาจ กลายเป็นเทพทันทีเลยเหรอ?!” ซูเจ๋อนึกบางอย่างขึ้นได้ “หน้ากากหวังก็กลายเป็นเทพแบบนี้ใช่ไหม?”
“สถานการณ์ไม่เหมือนกัน! ถ้าหลูเป่าโย่วได้รับกฎเกณฑ์ตอนนี้ เขาคงแตกสลายในทันที เขายังไม่พร้อมขนาดนั้น” ฟางโม่ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
ในขณะเดียวกัน หลูเป่าโย่วที่อยู่ในอ้อมกอดของหลินชีเยี่ยก็ลืมตาขึ้นทันที หายใจหอบอย่างรุนแรง
“นายเป็นยังไงบ้าง?” หลี่เจินเจินถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันไม่เป็นไร… แค่เห็นบางอย่าง” หลูเป่าโย่วสูดหายใจลึก ดวงตามีประกายบางอย่างเหมือนดีใจ แต่แฝงความสงสัยเล็กน้อย “ลูซิเฟอร์ตายแล้ว ฉันเห็นราง ๆ ว่าเขาตายในมือของทูตสวรรค์สีเทา”
“แล้วกฎเกณฑ์ล่ะ?”
“ดูเหมือนกฎเกณฑ์และร่างของลูซิเฟอร์จะถูกทูตสวรรค์องค์นั้นกลืนกินไป… ดังนั้น พันธวิญญาณของลูซิเฟอร์เลยไร้ผล”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
การที่ลูซิเฟอร์ตายนั้นน่ายินดี แต่ถ้าหลูเป่าโย่วได้รับผลกระทบไปด้วย นั่นคงแย่แน่
“ทูตสวรรค์สีเทา… ในโลกนี้มีทูตสวรรค์สีเทาด้วยเหรอ?” หลี่เจินเจินพึมพำด้วยความสงสัย
“ไม่ว่าใครจะเป็นคนฆ่าลูซิเฟอร์ ก็ถือว่าช่วยกำจัดภัยร้ายให้ต้าเซี่ยไปแล้ว” ฟางโม่นึกถึงร่างที่เหมือนฝันร้ายที่เจอในสนามรบ ในใจยังรู้สึกหวาดหวั่น
เขามองดูหลินชีเยี่ยที่ยืนเงียบอยู่หลังหลูเป่าโย่ว ดวงตาฉายแววยินดี “และ… ครูฝึกหลินก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง แสดงว่าใกล้จะหายดีแล้ว”
“ใช่ ครูฝึกหลินเมื่อกี้เร็วมาก ฉันมองไม่ทันเลย”
“อย่าว่าแต่มองเห็นเลย ฉันยังรู้สึกถึงคลื่นพลังจิตไม่ได้เลย สมแล้วที่เป็นครูฝึกหลิน”
ทุกคนพยายามพูดคุยกับหลินชีเยี่ยอีกหลายประโยค แต่เขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ จนกระทั่งหมดเวลาเยี่ยม พวกเขาจึงจำใจบอกลาและออกจากศูนย์ไจเจี้ยไป
หลินชีเยี่ยนั่งอยู่บนรถเข็น มองเงาร่างที่จากไปเหล่านั้น ริมฝีปากแห้งแตกของเขาเม้มเข้าหากันเบา ๆ
“เป็นไงบ้าง พวกเด็ก ๆ เติบโตขึ้นมากเลยใช่ไหม?”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังของหลินชีเยี่ย จั่วชิงในเสื้อคลุมสีแดงเข้ม เดินช้า ๆ มาจากลานจอดเฮลิคอปเตอร์
อูเฉวียนที่กำลังจะเข็นรถพาหลินชีเยี่ยกลับ เมื่อเห็นคนที่มา ก็ถอยหลังไปหลายก้าวโดยอัตโนมัติ ไม่รู้สึกแปลกใจกับการมาของอีกฝ่าย
หลังจากที่หลินชีเยี่ยเข้าพักโรงพยาบาลจิตเวชหยางกวง จั่วชิงจะมาเยี่ยมเขาวันเว้นวัน นับดูแล้ววันนี้เป็นวันที่อีกฝ่ายต้องมาเยี่ยมพอดี
จั่วชิงพูดอย่างรำพึงรำพัน “พวกเขายุ่งมากในช่วงนี้ ต้องเดินทางไปทั่วต้าเซี่ย เพื่อจะมาเยี่ยมนาย พวกเขาต้องทำงานสามวันให้เสร็จภายในวันครึ่ง แทบไม่ได้นอนเลย… เด็ก ๆ ที่นายสอนมา ตอนนี้ดูเหมือนหน่วยรบพิเศษมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ”
จั่วชิงเข็นรถเข็น พาเขาเดินเล่นในลานโล่ง หลินชีเยี่ยก้มหน้าต่ำ ดวงตาขุ่นมัวมีประกายผุดขึ้นมา “เฉาเยวียน… หาเจอหรือยัง?”
เสียงแหบแห้งของเขาดังขึ้น จั่วชิงชะงักฝีเท้า หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง จึงส่ายหน้าอย่างขมขื่น “ไม่เจอ พวกเรากับเทพต้าเซี่ยค้นหาทั่วทะเลแถวสรวงสวรรค์ แต่ก็ไม่พบศพของเขา… แต่ว่า พวกเราพบร่องรอยการแหกผนึกของราชันทมิฬ”
หลินชีเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นก็จมดิ่งสู่ความเงียบราวกับความตายอีกครั้ง
ราชันทมิฬหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งโชคชะตาโดยสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าเฉาเยวียนตายแล้ว ท้ายที่สุดแล้ว อีกฝ่ายก็เป็นเพียง ‘คุก’ ที่ขังราชันทมิฬเอาไว้ เมื่อนักโทษแหกคุกออกมาได้ ‘คุก’ ก็ย่อมไม่มีความหมายอีกต่อไป
“ยังมีเรื่องหนึ่ง…” จั่วชิงชั่งน้ำหนักคำพูดแล้วจึงเอ่ยว่า “การต่อสู้ระหว่างความวุ่นวายที่คืบคลานกับเทพต้าเซี่ยทำลายน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ฟื้นฟูพลังเทวะอย่างรวดเร็ว แต่นายไม่ต้องกังวล สกัลด์กับเจียหลานไม่ได้บาดเจ็บ แต่ข่าวร้ายก็คือ เมื่อไม่มีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ สกัลด์จะใช้พลังเทวะบ่อย ๆ ไม่ได้ การฟื้นของเจียหลานก็จะล่าช้าออกไป… ข่าวดีคือ ในหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา เจียหลานกลืนกินเวลาไปเกือบร้อยปีแล้ว ตามที่สกัลด์คาดการณ์ แม้ไม่มีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ อีกไม่ถึงเดือน เจียหลานก็จะฟื้นขึ้นมาเองตามธรรมชาติ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หัวใจของหลินชีเยี่ยสั่นสะเทือน ใบหน้ากลับมามีสีเลือดฝาดอีกครั้ง
การฟื้นคืนของเจียหลานไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นข่าวดีอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้… เขาเหลือแค่เจียหลานเท่านั้น
หลินชีเยี่ยเงยหน้าขึ้น ถามด้วยเสียงแหบแห้ง
“งั้น… หน่วยม่านราตรีถูกยุบแล้วใช่ไหมครับ?”
หากสมาชิกหน่วยรบพิเศษเหลือน้อยกว่าสามคน จะถูกบังคับให้ยุบหน่วย นี่เป็นกฎของหน่วยพิทักษ์ราตรี และตอนนี้ หน่วยม่านราตรีเหลือแค่หลินชีเยี่ยคนเดียว แม้จะฝืนรอให้เจียหลานกลับมา พวกเขาก็มีแค่สองคน ยังไม่เข้าเงื่อนไขอยู่ดี
“…ยังไม่ถูกยุบ” จั่วชิงส่ายหน้า “แม้ตามกฎแล้ว หน่วยม่านราตรีควรจะถูกยุบ เพื่อเก็บรหัสหน่วยและทรัพยากรไว้ให้หน่วยรบพิเศษใหม่ แต่… สถานการณ์ของนายตอนนี้พิเศษ ฉันกดดันผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ ที่คัดค้านไว้ อยากรอให้นายฟื้นตัวก่อน”
หลินชีเยี่ยได้เห็นหน่วยม่านราตรีแตกสลายด้วยตาตัวเอง รวมกับผลกระทบจาก ด่านจิตใจ เขาอยู่ในความเจ็บปวดทรมาน หากตอนนี้จะแย่งรหัส 005 ของหน่วยม่านราตรีไป และประกาศยุบหน่วย ก็ดูจะโหดร้ายเกินไปหน่อย
หลินชีเยี่ยมองไปทางที่หน่วยสำรองที่หกจากไป ใบหน้าอ่อนเยาว์และเปี่ยมด้วยพลังของพวกเขาผุดขึ้นในใจอีกครั้ง… ดวงตาที่เต็มไปด้วยความทรมานและความเจ็บปวดค่อย ๆ ปิดลง พูดช้า ๆ ว่า
“ผมได้ยินว่าที่สำนักงานใหญ่หน่วยพิทักษ์ราตรีมีศิลาที่สลักชื่อหน่วยรบพิเศษทั้งหมดในประวัติศาสตร์… ผมขอไปดูได้ไหมครับ?”