ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 447 แย่ง!
เป็นฉากที่น่าอัศจรรย์ใจและผิดคาดอย่างยิ่ง ตามหลักการแล้วการที่คนฉินโจวคนหนึ่งจะมาดำรงตำแหน่งสูงในวงการวรรณกรรมฉีโจว ควรจะทำให้ชาวฉีโจวจำนวนมากออกมาต่อต้านมากกว่า
ทว่าเมื่อหูเหวยและสืออวิ๋นประกาศว่าจะให้หลินจือไป๋ดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์นี้…
ไม่ใช่แค่ปัญญาชนชาวฉีโจวในที่นี้ซึ่งมีระดับฝีมือและชื่อเสียงโด่งดังจะไม่มีใครคัดค้าน แม้แต่ผู้ชมชาวฉีโจวที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์หรือออนไลน์ก็ไม่มีใครคัดค้านเช่นกัน!
เหตุผลสำคัญที่สุด
ก็คือบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ที่หลินจือไป๋เขียนนั้นมันน่าทึ่งเกินไป!
สืออวิ๋นถึงกับอ่านบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ซ้ำอีกรอบพร้อมกับทอดถอนใจว่า “นายกหลินยกตนเองเป็นแขกจากสรวงสวรรค์ ผมว่าไม่มีอะไรไม่เหมาะสมเลย ด้วยระดับความสูงส่งของกลอนบทนี้ จะแต่งตั้งให้เป็นเซียนแห่งกลอนร่วมสมัยก็ย่อมได้!”
“คำพูดนี้ยังไม่ถูกนัก”
หูเหวยแย้ง “คำว่าเซียนมันดูเลื่อนลอยไปหน่อย มิสู้แต่งตั้งเป็นปราชญ์แห่งกลอนจะดีกว่า”
ทั้งสองคนรับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ทำเอาหลินจือไป๋เหงื่อตก อย่าได้คิดว่าตาเฒ่าสองคนนี้แค่โม้กันสนุกปากไปวันๆ นะ
คำพูดที่ออกจากปากคนที่ต่างกันย่อมมีน้ำหนักต่างกัน แค่หูเหวยกับสืออวิ๋นคุยกันแบบนี้ อีกไม่นานพวกปัญญาชนชาวฉีโจวจำนวนมากก็จะรับไปเป็นคัมภีร์และป่าวประกาศไปทั่ว
พออวยกันไปเรื่อยๆ…
พอเล่าต่อกันไปเรื่อยๆ มันก็จะกลายเป็นความจริงขึ้นมา
เหมือนกับคำว่าเซียนกวี ใครคือเซียนกวีกัน?
ในตอนแรกไม่ใช่แค่หลี่ไป๋ที่ถูกเรียกว่าเซียนกวี จริงๆ แล้วใครๆ ก็เป็นได้
ไป๋จวีอี้เรียกหยวนเจิ่นว่าเซียนกวี เหยาเหอเรียกเจี่ยต่าวว่าเซียนกวี คนสมัยซ่งเจอใครก็เรียกว่าเซียนกวีไปหมด ตู้ฝูก็หนีไม่พ้นคำนี้เช่นกัน
จนกระทั่งต่อมาปัญญาชนผู้มีอิทธิพลหลายคนได้ระบุว่า
ฉายาเซียนกวีหรือปราชญ์กวีนั้นมันยิ่งใหญ่เกินไป ต้องเป็นระดับหลี่ไป๋และตู้ฝูเท่านั้นถึงจะคู่ควรกับระดับความเท่นี้
คำตอบจึงได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ยอมรับกันไป
หลินจือไป๋ย่อมรู้ตัวดีว่าตนไม่คู่ควร เขาจึงเหงื่อตก แต่พอคิดอีกทีว่าต่อให้ตนเองจะไม่คู่ควร แต่ผลงานของปรมาจารย์เหล่านั้นน่ะคู่ควรแน่นอน ก็เลยทำเป็นไม่ได้ยินไปเสียเลย
โชคดีที่ทั้งสองคนยังไม่ได้ข้อสรุป หรืออาจจะเป็นเพราะคุยกันไปได้ครึ่งทางแล้วตระหนักได้ว่า การจะมอบฉายาที่ฟังดูเหมือนบุคคลในประวัติศาสตร์ให้หลินจือไป๋ในตอนนี้ดูจะเร็วเกินไปหน่อย เพราะต่อให้หลินจือไป๋มีความสามารถเก่งกาจเพียงใด เขาก็เป็นเพียงคนหนุ่มอายุยี่สิบปีเท่านั้น จะมายกย่องให้เป็นปราชญ์เป็นเจ้าในตอนนี้ก็ช่างดูขัดหูขัดตาจริงๆ!
หลังจากหยุดหัวข้อนี้ไปแล้ว
หูเหวยก็เอ่ยว่า “ในเมื่อทุกคนไม่มีความเห็นคัดค้าน งั้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกเรามาเตรียมจัดพิธีเข้ารับตำแหน่งกันดีไหม?”
“ผมไม่มีปัญหาครับ”
หลินจือไป๋แสดงความร่วมมือ ตอนนี้เขากลายเป็นพวกเดียวกันไปแล้ว
แต่เป็นเพราะหลินจือไป๋กลายเป็น ‘พวกเดียวกัน’ นี่แหละ ความคิดเล็กคิดน้อยบางอย่างของสืออวิ๋นจึงกล้าเผยออกมา
เขากำต้นฉบับบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ที่หลินจือไป๋เขียนไว้ในมือแน่น ทำทีเป็นไม่ตั้งใจพยายามจะหากระเป๋าเสื้อเพื่อเก็บมันไว้
ผลคือพอขยับตัวปุ๊บ หูเหวยก็ร้องห้ามทันที
“เหล่าสือ บท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ นี่ให้ฉันชื่นชมอีกสักหน่อยเถอะ”
“มีอะไรให้ชื่นชมอีก กลอนที่งดงามขนาดนี้ ฉันเชื่อว่าทุกคนท่องได้หมดแล้วล่ะ”
สืออวิ๋นทำใจปล่อยมือไม่ลง เขาอยากจะเก็บต้นฉบับแผ่นนี้ไว้เป็นสมบัติส่วนตัว เพราะกลอนที่เขียนด้วยลายมือของหลินจือไป๋แผ่นนี้มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง
สืออวิ๋นเชื่อว่า
กลอนที่หลินจือไป๋เขียนแผ่นนี้ ในอนาคตจะมีมูลค่ามหาศาลจนประเมินไม่ได้!
แต่หูเหวยก็ไม่ได้โง่ สิ่งที่สืออวิ๋นตระหนักได้ เขาก็ตระหนักได้เช่นกัน บท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ คือผลงานที่เขาได้ยินแล้วอยากจะคุกเข่าให้หลินจือไป๋ทันที…
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นโลกกว้าง!
แต่เป็นเพราะกลอนบทนี้มันแสดงถึงโลกที่กว้างใหญ่เกินไป ไม่ใช่แค่เขาหรอก แต่วงการวรรณกรรมในบลูสตาร์ก็ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน!
และผลงานเช่นนี้ที่หลินจือไป๋เขียนขึ้นเป็นครั้งแรก มูลค่าจะต่ำได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังเป็นยอดฝีมืออักษรหวัดแกมบรรจงอันดับหนึ่งในใต้หล้าอีกด้วย!
และประจวบเหมาะที่บท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ แผ่นนี้หลินจือไป๋ก็เขียนด้วยอักษรหวัดแกมบรรจงนั่นเอง!
ดังนั้น
หูเหวยเองก็อยากได้มันมาครอบครอง
ลำพังแค่ฝีมือลายพู่กันเขาก็อยากได้จะแย่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านี่คือต้นฉบับร่างแรกของบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ เลย!
หูเหวยกับสืออวิ๋นไม่ได้โง่ และแน่นอนว่าปัญญาชนคนอื่นๆ ก็ไม่ใช่คนเขลา มิเช่นนั้นบทกวีที่หลินจือไป๋เขียนตอนผ่านด่านก่อนหน้านี้ ก็คงไม่เกิดการแย่งชิงกันหรอก
ด้วยเหตุนี้
เมื่อเห็นหูเหวยกับสืออวิ๋นกำลังยื้อแย่งกันเพราะอยากได้บท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ปัญญาชนในที่นั้นจึงอาศัยพวกมากเข้าว่า เริ่มใจกล้าขึ้นมาบ้าง พวกเขาเลือกใช้วิธี ‘อ้อมค้อมเพื่อบรรลุเป้าหมาย’
“ท่านนายกหลินครับ!”
“ผมเป็นคนรักลายพู่กันเข้าไส้ โดยเฉพาะอักษรหวัดแกมบรรจง ต้นฉบับร่างแรกของ ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ที่คุณเขียนนี้ จะกรุณามอบให้ผู้น้อยได้ไหมครับ?”
“ขออภัยที่ต้องรบกวนด้วยความเห็นแก่ตัวเช่นนี้ หวังว่าคุณจะเข้าใจ!”
“ผมเป็นแฟนคลับของคุณนะครับ ชอบผลงาน ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ มาก ถ้าได้ผลงานอักษรหวัดแกมบรรจงของคุณสักชิ้น ต่อให้ตายตอนนี้ก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว!”
“ผมด้วย ให้ผมเถอะ ผมตายตาหลับแล้ว!”
“ผมก็ตายตาหลับเหมือนกัน!”
หลินจือไป๋หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ทำไมแต่ละคนถึงกับต้องตายตาหลับกันหมดขนาดนี้
เขาก็เขียนบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ มาแค่แผ่นเดียว ขนาดหูเหวยกับสืออวิ๋นยังแบ่งกันไม่ลงตัวเลย แล้วจะให้เขาดูแลคนเหล่านี้ให้ครบทุกคนได้อย่างไร?
คงไม่ใช่ให้เขาเขียนแจกคนละแผ่นหรอกนะ
ต่อให้หลินจือไป๋เมาแค่ไหน ก็ไม่บื้อถึงขั้นจะผลิตผลงานลายพู่กันของตนเองออกมาแบบค้าส่ง
ในฐานะยอดปรมาจารย์ลายพู่กัน หลินจือไป๋รู้ดีว่าของที่มีน้อยย่อมมีค่า เขาอนุญาตให้คนอื่นได้ครอบครองตัวอักษรบางตัวที่เขาเขียนขึ้นอย่างไม่ตั้งใจได้ แต่เขาจะไม่ยอมทำให้มูลค่าพิเศษของผลงานที่เป็นทางการของตนเองลดน้อยลงไปเด็ดขาด
เหมือนกับต้นฉบับร่างแรกของบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ นี้
มันล้ำค่าจริงๆ เขาตั้งใจเขียนมากด้วย ถึงขั้นจงใจใช้อักษรหวัดแกมบรรจงอันดับหนึ่งในใต้หล้าเพื่อให้คู่ควรกับผลงานชิ้นนี้
จะให้เขียนเพิ่มอีกแผ่นหลินจือไป๋ก็ไม่ยอมแล้ว
เขาต้องรักษาคุณค่าของต้นฉบับร่างแรกในฐานะนักลายพู่กันเอาไว้
หากผลงานลายพู่กันของหลินจือไป๋ใครๆ ก็หามาได้ง่ายๆ…
ต่อให้ลายมือของหลินจือไป๋จะสูงส่งเพียงใด มูลค่าของผลงานก็จะลดฮวบลงทันที เรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริงที่โหดร้าย
ดังนั้นหลินจือไป๋จึงยิ้มและปฏิเสธไปว่า
“ทุกคนมีจำนวนมากเกินไป ผมคงไม่สามารถแบ่งให้เท่ากันได้ทุกคนหรอกครับ ถ้าทุกคนยอมรับในมูลค่าของผลงานชิ้นนี้ งั้นก็ขอมอบต้นฉบับบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ นี้ไว้ให้เป็นสมบัติของวงการวรรณกรรมฉีโจวทั้งทวีปแล้วกันครับ”
มอบให้วงการวรรณกรรมฉีโจวทั้งทวีป
ประโยคนี้ช่างใจกว้างและสง่างามยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ทำให้ปัญญาชนในที่นั้นพูดไม่ออก แม้แต่หูเหวยและสืออวิ๋นก็ยังกระดากอายที่จะแย่งชิงกันต่อ
เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นพี่ใหญ่และพี่รองของวงการวรรณกรรมฉีโจว
ถ้าพี่ใหญ่พี่รองเห็นแก่ตัวเกินไป ต่อไปจะนำทัพคนหมู่มากได้อย่างไร?
ดังนั้นทั้งสองคนจึงกดข่มความเสียดายในใจลง และหูเหวยก็เป็นคนกล่าวว่า “มูลค่าของต้นฉบับแผ่นนี้พวกเรายอมรับอย่างยิ่งแน่นอนครับ งั้นพวกเราก็นำต้นฉบับแผ่นนี้ไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมแห่งฉีโจวแล้วกันครับ หากทางพิพิธภัณฑ์ยินดีที่จะรับไว้น่ะนะ”
ผู้ชมขำกันจนกรามค้างไปหมดแล้ว
‘ผลงานของท่านมหาเศรษฐีมันเป็นที่ต้องการขนาดนี้เลยเหรอ?’
‘ทำไมเขียนอะไรออกมา ก็โดนรุมแย่งกันหมดเลยล่ะ?’
‘พี่ชาย นี่คุณคงไม่รู้เรื่องสินะ คุณต้องเข้าใจก่อนว่ากลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ของท่านมหาเศรษฐีบทนี้มีมูลค่าแค่ไหน แล้วค่อยมาทำความเข้าใจว่าผลงานลายพู่กันของเขามีมูลค่าขนาดไหน ถึงจะเข้าใจว่าทำไมบิ๊กบอสระดับท็อปถึงต้องแย่งชิงต้นฉบับแผ่นนี้กันขนาดนั้น’
‘เอ่อ มันอลังการขนาดนั้นเลยเหรอ?’
‘พูดแบบนี้แล้วกัน ถ้าคุณได้ครอบครองต้นฉบับแผ่นนี้ ครอบครัวคุณสามรุ่นจะมีอิสระทางการเงินทันที’
‘เกินไปมั้ง!’
‘ถึงกลอนนี้จะดีมาก แต่ที่บอกว่าเอาเข้าพิพิธภัณฑ์ฉีโจวเนี่ย มันดูจะเกินจริงไปหน่อยนะ’
‘ไม่ใช่ว่าอะไรก็เข้าพิพิธภัณฑ์ฉีโจวได้เสียหน่อย’
‘ถ้าเป็นบท ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ ก่อนหน้านี้ของท่านมหาเศรษฐี ฉันยังพอจะเข้าใจได้บ้าง’
ผู้ชมบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์กันไปเช่นนั้น
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ สืออวิ๋นและหูเหวยก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“เป็นอะไรไปครับ?”
หลี่ไป๋อดไม่ได้ที่จะถาม “อาจารย์ทั้งสองหัวเราะเรื่องอะไรกันครับ?”
หูเหวยหัวเราะไม่หยุดพลางกล่าวว่า “เมื่อกี้ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ฉีโจว ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เมืองเซิน รวมถึงสถาบันสะสมวัตถุโบราณฉีโจวและหออักษรภาพอีกหลายแห่งติดต่อผมมาหมด บอกว่าจะส่งคนมาเดี๋ยวนี้เลย เพราะอยากจะมารับต้นฉบับบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ของนายกหลินไป ตอนนี้ผมแค่อยากรู้ว่าคนที่พวกพิพิธภัณฑ์ส่งมาเนี่ย จะวางมวยแย่งกันหรือเปล่า”
“ทางฝั่งผมก็ได้รับโทรศัพท์เจ็ดแปดสายเหมือนกันครับ”
สืออวิ๋นทำสีหน้าประหลาด เมื่อครู่ตนกับหูเหวยเพิ่งจะพูดผ่านไลฟสดไปนิดเดียวเองว่าจะส่งต้นฉบับ ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ เข้าพิพิธภัณฑ์
ผ่านไปแค่ไม่กี่นาทีเองนะ
กลับมีผู้รับผิดชอบจากองค์กรทางการอย่างพิพิธภัณฑ์หรือสถาบันสะสมโบราณวัตถุโทรมาแย่งชิงกันมากมายขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเสน่ห์ของผลงานชิ้นนี้ของหลินจือไป๋นั้นมันเกินจริงไปมากขนาดไหน
“พรืด!”
เจียงโส่วรั่งหนึ่งในสามทหารเสือหัวเราะร่า “เมื่อกี้ฝั่งพวกเรายังแย่งกันอยู่เลย ตอนนี้ถึงคิวข้างนอกเริ่มแย่งกันแล้ว วินาทีนี้ช่างเหมือนกับวินาทีนั้นจริงๆ…”
และในห้องไลฟ์สด
ผู้ชมที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกว่าเล่นใหญ่เกินจริงถึงกับอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
‘เมื่อกี้พี่ชายคนไหนบอกนะว่า ได้ผลงานชิ้นนี้ไปแล้วครอบครัวสามรุ่นจะมีอิสระทางการเงินทันที?’
‘ฉันว่าเขาประเมินต่ำไปนะ’
‘พิพิธภัณฑ์แย่งกันขนาดนี้ แม่งเอ๊ย ความรู้สึกมันดูขลังยิ่งกว่าวัตถุโบราณที่เพิ่งขุดพบอีกนะเนี่ย!’
‘ตอนนี้ไปขโมยไปชิงมายังทันไหมครับ?’
‘ฮ่าๆๆๆ ไม่รู้ว่าคนจากแต่ละสถาบันจะต่อยกันหรือเปล่านะ’
‘หัวข้อข่าวพรุ่งนี้: ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ชื่อดังแห่งฉีโจวได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล!’
‘ขำก๊าก!’
‘บท ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ ของท่านมหาเศรษฐีขายได้เกือบพันล้าน มูลค่าของต้นฉบับแผ่นนี้ อย่างน้อยก็น่าจะครึ่งหนึ่งของอันนั้นไหม?’
‘ก็พูดยากนะ ถ้าไปเจอมหาเศรษฐีระดับท็อปที่ชอบบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ เข้าไส้ คุณลองไปถามเขาดูสิว่ายินดีจ่ายพันล้านเพื่อซื้อต้นฉบับร่างแรกที่เป็นลายมือจริงของหลินจือไป๋แผ่นนี้ไหม’
เป็นความจริง
หากเจอกับมหาเศรษฐีที่ถูกใจผลงานชิ้นนี้ ย่อมมีโอกาสที่จะทุ่มเงินมหาศาล เพราะมูลค่าของต้นฉบับบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในระดับของลายพู่กัน แต่มันอยู่ในระดับของวัฒนธรรมด้วย หากหลินจือไป๋ไม่ใช่คนร่วมสมัย ผลงานชิ้นนี้จะมีมูลค่าทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจประเมินได้ทันที
พูดแบบนี้แล้วกัน
ในตอนที่ซูซื่อสร้างสรรค์ต้นฉบับร่างแรกของบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ขึ้นมา มันจะมีมูลค่าเท่าไหร่?
อ้อ จริงด้วย
อย่าได้คิดว่าซูซื่อเชี่ยวชาญแค่การร่ายบทกวีหรือแต่งกลอนนะ
เขาเป็นทั้งนักวรรณคดี นักลายพู่กัน และยังเป็นจิตรกร นักแต่งกลอน นักกวี ไปจนถึงนักชิมอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย แถมไม่ใช่แค่มีชื่อลอยๆ ในสาขาเหล่านั้นซูซื่อล้วนสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ไว้ทั้งสิ้น!
หากใช้คำเปรียบเปรยจากรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ที่ใช้กับหลินจือไป๋ล่ะก็ ท่านผู้เฒ่าตงพัวก็คือเจ้าแห่งความสามารถรอบด้าน…
มนุษย์เลเวลตัน!
และในฐานะมนุษย์เลเวลตันอย่างซูซื่อ ลายพู่กันของเขาย่อมต้องโหดสุดๆ แน่นอน เขาถึงขั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดนักลายพู่กันแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ!
หรืออาจจะเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาสี่ท่านนั้นด้วยซ้ำ!
ตนเองก็ถือว่าได้ร่วมคารวะเซียนซูรอบหนึ่งแล้ว หลินจือไป๋คิดในใจเงียบๆ
เพราะตนเองเขียนบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ในฐานะนักลายพู่กันอันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์ หากมองเพียงแค่ตัวอักษร ย่อมไม่ถือเป็นการทำลายชื่อเสียงของคนรุ่นก่อนแน่นอน
และในการเข้าร่วมงานกวีครั้งนี้เหมือนกัน
สิ่งที่หลินจือไป๋ประสบและผลลัพธ์ที่ได้จากงานกวีฉีโจว ช่างแตกต่างจากสถานการณ์ในฉินโจวตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง!
ก็ไม่รู้ว่าถ้าวงการวรรณกรรมฉินโจวทราบเรื่องนี้แล้ว จะมีความรู้สึกอย่างไรกันบ้าง
หลินจือไป๋เชื่อว่าคนเหล่านั้นจะได้รับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการวรรณกรรมฉีโจวในไม่ช้านี้แน่นอน
……………………………….