ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 446 ยอดนักปั๊มแรงก์ระดับเทพ!
ให้หลินจือไป๋คนฉินโจวคนนี้มาเป็นนายกกิตติมศักดิ์ของสมาคมนักเขียนฉีโจวเนี่ยนะ?
อย่าว่าแต่หลินจือไป๋จะรู้สึกว่าไม่เหมาะสมเลย ปัญญาชนชาวฉีโจวที่ได้ยินต่างก็ขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ ไม่สามารถยอมรับเรื่องแบบนี้ได้เลย
ทว่าเมื่อทุกคนเห็นสืออวิ๋นยังคงกำต้นฉบับบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ไว้ในมือแน่นราวกับตัดใจปล่อยไม่ได้ และเมื่อความคิดแล่นผ่านสมองไปหลายตลบ เหล่าปัญญาชนในที่นั้นต่างก็พากันเอ่ยปากสนับสนุนว่า
“ผมว่าเข้าท่านะ!”
“คุณหลินอย่าได้ปฏิเสธเลยครับ!”
“ตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์นี้ควรเป็นของคุณที่สุดแล้ว!”
“เห็นด้วย!”
“ผมก็เห็นด้วย!”
“แม้คุณหลินจะเป็นคนฉินโจว แต่ผมยอมรับจากใจจริง!”
“ถูกต้อง!”
คนพวกนี้รับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนหลินจือไป๋ถึงกับอึ้ง แม้เขาจะไม่ได้เมาอาละวาด แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มจะเมาแล้วจริงๆ สมองเริ่มสั่งการตามไม่ทันความคิด หากเป็นเวลาปกติที่สติแจ่มใส เขาคงมองออกแล้วว่าคนกลุ่มนี้กำลังวางแผนอะไรกันอยู่
จริงๆ แล้วมันง่ายมาก
เพราะหลินจือไป๋ในวันนี้เรียกได้ว่ามาล้มโต๊ะงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ของฉีโจวเข้าให้แล้ว
ต่อไปฉีโจวจะจัดงานกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์อีกกี่ครั้ง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี มีปัญญาชนที่ยอดเยี่ยมโผล่ออกมาอีกกี่คน เกรงว่าทุกคนคงต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของหลินจือไป๋อย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ นั้นเป็นผลงานที่เพียงพอจะใช้ขึ้นแท่นเป็นเทพเจ้าได้เลย!
และสำหรับปัญญาชนฉีโจวแล้ว…
การมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยเดียวกับบุคคลระดับเทพเจ้าอย่างหลินจือไป๋ถือเป็นทั้งความโชคดีและความเศร้าสลดในเวลาเดียวกัน
แต่ในเมื่อไม่สามารถขัดขวางการพุ่งทะยานของเทพองค์นี้ได้ งั้นสู้ใจกว้างหน่อยแล้วดึงเอาวงการวรรณกรรมฉีโจวทั้งทวีปไปผูกติดไว้บนรถศึกของอีกฝ่ายเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ!
ต้องยอมรับว่าปัญญาชนฉีโจวนั้นสามัคคีกันจริงๆ
ในวินาทีนี้ถึงกับเกิดความเข้าใจตรงกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
แน่นอนว่าในเรื่องนี้ยังมีเหตุผลพิเศษอย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง…
หลินจือไป๋ยังคงมึนหัวจนฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ความรู้สึกส่วนลึกบอกว่าการตอบตกลงไปดูเหมือนจะไม่มีข้อเสียอะไร
เพียงแต่หลินจือไป๋คนนี้ต่อให้เมาแค่ไหน นิสัยระแวดระวังโดยสัญชาตญาณก็ยังทำงานอยู่ เขาจึงไม่ได้เลือกพยักหน้าในทันที
และในขณะที่เขากำลังฝืนฤทธิ์เหล้าพิจารณาอย่างยากลำบากนั้น จู่ๆ หูเหวยและสืออวิ๋นก็จูงเขามาที่มุมห้อง และให้ตากล้องหลบไปชั่วคราว
“คุณหลินวางใจเถอะครับ”
เมื่อแน่ใจว่าฉากนี้จะไม่ถูกไลฟ์สด สืออวิ๋นก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “เรื่องนี้เป็นผลลัพธ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งตัวคุณและวงการวรรณกรรมฉีโจวของเรา ขอเพียงคุณดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์แห่งวงการวรรณกรรมฉีโจว ต่อไปในทางนิตินัย สถานะของคุณในวงการวรรณกรรมฉีโจวจะเท่าเทียมกับผมและตาเฒ่าหูครับ”
แม้จะเป็นความเท่าเทียมในทางนิตินัย…
แต่เมื่อพิจารณาจากอายุและความอาวุโสของหลินจือไป๋แล้ว นี่ถือเป็นการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการวรรณกรรมฉีโจวในก้าวเดียว!
เมื่อเห็นหลินจือไป๋ยังไม่ยอมรับปาก หูเหวยก็เอ่ยปากต่อว่า “คุณหลินเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เสินฮว่า คงจะกังวลเรื่องการนำผลงานดีๆ ของบริษัทเข้ามาจำหน่ายในฉีโจวใช่ไหมครับ ถ้าคุณได้เป็นนายกกิตติมศักดิ์นี้ ความจริงหลายๆ เรื่องก็จะจัดการได้ง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะครับ”
ดวงตาของหลินจือไป๋เป็นประกายทันที!
ถ้าพูดเรื่องนี้ผมก็หายเมาเลยครับ!
หลังจากมาที่ฉีโจวหลินจือไป๋พบว่าเรื่องที่ยุ่งยากที่สุดก็คือการนำผลงานข้ามทวีปมาเปิดตลาด เขาต้องอาศัยเส้นสายของฉีเจียนเจียกว่าจะนำผลงานเพลงเก่าๆ เข้ามาที่นี่ได้สำเร็จ แต่เมื่อเรื่องเพลงคลี่คลายแล้ว เขาจะสามารถนำนิยายและหนังสือการ์ตูนของปู๋เย่โหวเข้ามาได้ด้วยหรือเปล่า?
หลินจือไป๋ไม่มีทางเลือกอื่น
ได้แต่ปล่อยให้เจียงเฉิงเป็นคนหาทางจัดการ
แต่หูเหวยและสืออวิ๋นกลับยื่นคำมั่นสัญญาแฝงมาให้
เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีอิทธิพลระดับนั้นในฉีโจว มิน่าล่ะทั้งสองคนถึงได้นั่งในตำแหน่งประธานงานกวี เพียงแค่พูดไม่กี่คำก็จัดลำดับที่นั่งให้ปัญญาชนฉีโจวได้ และทุกคนในที่นี้ก็ไม่มีใครกล้าไม่ยอมรับ
เมื่อนึกได้ดังนั้น
หลินจือไป๋ก็เริ่มจริงจังขึ้นมา เขาเอ่ยปากถามว่า “เงื่อนไขเหล่านี้น่าสนใจมากครับ แล้วสิ่งที่ผมต้องทำคืออะไรครับ?”
หูเหวยและสืออวิ๋นสบตากัน ก่อนที่คนแรกจะยิ้ม “สิ่งที่ผมต้องการให้คุณหลินทำนั้นง่ายมากครับ ปลายปีนี้พวกเรามีการนัดประชันวรรณกรรมระหว่างทวีปกับทางฉู่โจว ถึงตอนนั้นต้องการให้คุณหลินไปช่วยในฐานะนายกกิตติมศักดิ์แห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวครับ”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง
หลินจือไป๋เข้าใจแล้ว
ประมาณว่าวงการวรรณกรรมของฉีโจวและฉู่โจวมีการนัดดวลครั้งสำคัญกันอยู่
เมื่อเห็นว่าวันนัดดวลใกล้เข้ามาแล้ว แต่ฝั่งฉีโจวไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะการประชันวรรณกรรมได้ ถึงตอนนั้นถ้าแพ้ขึ้นมาอาจจะเสียหน้าอย่างหนัก จึงอยากอาศัยโอกาสนี้ดึงตัวหลินจือไป๋เข้ามาเป็นกำลังหนุนจากภายนอก โดยยอมทุ่มข้อเสนอดีๆ มากมายเพื่อแลกเปลี่ยน
“แต่ผมเป็นคนฉินโจวนะครับ…”
ความหมายของหลินจือไป๋คือ ต่อให้ผมช่วยพวกคุณชาวฉีโจวจนชนะ ฝั่งฉู่โจวก็คงไม่ยอมรับหรอกจริงไหม?
ใครจะรู้ว่าเมื่อสืออวิ๋นได้ยินดังนั้น สีหน้ากลับดูแย่ลงเล็กน้อย “คุณหลินทราบไหมครับ เมื่อสามปีก่อนพวกเราเคยนัดประชันวรรณกรรมกับฉู่โจวแบบนี้เหมือนกัน ตอนแรกฉีโจวของพวกเราเกือบจะชนะอยู่แล้ว ใครจะไปรู้ว่าพวกปัญญาชนฉู่โจวนั่นจะหน้าด้านหน้าทน จู่ๆ ก็ส่งยอดรุ่นเยาว์คนเก่งจากจ้าวโจวออกมาลงสนาม จนทำคะแนนตีตื้นและคว้าชัยชนะในครั้งนั้นไปได้ พวกเราไม่ยอมรับ แต่วงการวรรณกรรมฉู่โจวกลับประกาศป่าวประกาศทันทีว่าคนจากจ้าวโจวคนนั้นได้เข้าร่วมวงการวรรณกรรมฉู่โจวอย่างเป็นทางการแล้ว เพราะงั้นเรื่องนี้มีตัวอย่างอยู่ คุณหลินไม่ต้องกังวลเรื่องทวีปหรอกครับ มุกหาตัวช่วยเนี่ยพวกเราก็เรียนมาจากพวกเขาทั้งนั้นแหละ!”
ความแค้นฝังหุ่นจริงๆ
ที่แท้เป็นวงการวรรณกรรมฉู่โจวที่เริ่มเล่นมุกพิเรนทร์ก่อน
มิน่าล่ะ สืออวิ๋นและหูเหวยถึงยอมทุ่มทุนมหาศาลเพื่อลากหลินจือไป๋เข้ามาร่วมวง
หลังจากดวงตาวูบไหวครู่หนึ่ง หลินจือไป๋ก็เอ่ยยิ้มๆ “ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่มีข้อเสียสำหรับทั้งสองฝ่ายจริงๆ งั้นผมจะรับตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์นี้ไว้แล้วกันครับ แต่ผมก็อยากเห็นความจริงใจของทั้งสองท่านด้วย สำนักพิมพ์เสินฮว่าของผม…”
“คุณหลินครับ”
สืออวิ๋นพูดแทรกหลินจือไป๋ขึ้นมา “สำนักพิมพ์เสินฮว่าแห่งฉินโจวนั้นมีขนาดใหญ่เกินไป ก่อนที่การประชันวรรณกรรมระหว่างฉีและฉู่จะเริ่มขึ้น พวกเราให้โควตานำเข้านักเขียนได้เพียงสามคนเท่านั้น แต่ถ้าคุณหลินช่วยให้ฉีโจวชนะการประชันวรรณกรรมฉีฉู่ปลายปีนี้ได้ล่ะก็ พวกเราจะขยายโควตานำเข้าให้เป็นสิบคนเลยครับ!”
สิบคน!?
หลินจือไป๋ยิ้มออกมา แบบนี้ก็เพียงพอแล้ว
หากไม่พิจารณาเรื่องการเติบโตของสำนักพิมพ์เสินฮว่า มองแค่สถานการณ์ส่วนตัวล่ะก็ โควตาเดียวก็เกินพอแล้ว เพราะหลินจือไป๋ตั้งใจจะนำผลงานนิยายของปู๋เย่โหวเข้ามาที่ฉีโจวเป็นหลัก
ทว่าหลินจือไป๋ยังเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เสินฮว่าด้วย
ดังนั้นโควตาอันล้ำค่าทั้งสิบตำแหน่งนี้ เขาไม่มีทางยอมปล่อยให้หลุดมือไปแม้แต่ที่เดียว สิ่งนี้จะทำให้สำนักพิมพ์เสินฮว่ากลายเป็นคู่สัญญาที่เหล่านักเขียนระดับท็อปนับไม่ถ้วนในฉินโจวต่างพากันรุมล้อมอยากร่วมงานด้วยแน่นอน
เพราะยังไงเสีย…
นี่คือโอกาสที่จะทำให้ผลงานของนักเขียนฉินโจวได้ก้าวออกไปนอกฉินโจว และบุกเข้าสู่ตลาดฉีโจวได้!
เมื่อนึกได้ดังนั้น
หลินจือไป๋ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้น้อยคือนักปั๊มแรงก์มือดี ไม่แจกแต้ม แถมรับประกันชัยชนะครับ”
สืออวิ๋นอึ้งไป “อะไรนะ?”
หูเหวยคาดว่าน่าจะชอบเล่นอินเทอร์เน็ตและเคยเห็นข้อความของผู้เล่นเกม ‘เกียรติยศวีรบุรุษ’ มาบ้าง แม้อายุจะมากแล้วแต่กลับรับมุกได้ทัน
“เขาบอกว่าเขาเป็นนักปั๊มแรงก์ระดับเทพ ทีมฉีโจวของเราแค่นอนมานิ่งๆ ก็พอ เดี๋ยวเขารับประกันชัยชนะให้เอง”
อะไรคือ ‘นักปั๊มแรงก์’
อะไรคือ ‘นักปั๊มแรงก์ระดับเทพ’
สืออวิ๋นที่ค่อนข้างหัวโบราณฟังไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว แต่เขาฟังคำว่า ‘รับประกันชัยชนะ’ ของหลินจือไป๋ออก ดังนั้นจึงดีใจจนเนื้อเต้นแ
“ขอเพียงชนะได้ เรื่องอื่นคุยกันได้หมดครับ”
หากเป็นคนอื่นพูดคำนี้ สืออวิ๋นคงทำเพียงแค่พ่นลมหงุดหงิดใส่เท่านั้น
หรือหากเป็นหลินจือไป๋ที่พูดคำนี้ก่อนจะเขียนบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ออกมา สืออวิ๋นก็คงจะรู้สึกเพียงว่าคนคนนี้ออกจะลำพองในความสามารถของตนจนไม่เห็นใครในสายตาไปหน่อย
ทว่าเมื่อได้เห็นกับตาว่าหลินจือไป๋สร้างสรรค์ผลงานอย่าง ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ออกมาได้ และเมื่อได้ยินวาจาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเช่นนี้ สืออวิ๋นกลับไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายโอหังเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับรู้สึกว่าความมั่นใจนี้ไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิด!
หลังจากบรรลุข้อตกลงด้วยวาจาแล้ว
หูเหวยและสืออวิ๋นต่างก็จับมือกับหลินจือไป๋ ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ในที่สุดตากล้องก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาถ่ายใกล้ๆ ได้ เพียงแต่ผู้ชมไม่มีทางรู้เลยว่าทั้งสามคนเพิ่งคุยเรื่องอะไรกันไป
‘สรุปพวกเขาคุยอะไรกันน่ะ?’
‘ดูทั้งสามคนยิ้มสิ เหมือนจะตกลงดีลบางอย่างกันได้แล้ว?’
‘ฮ่าๆๆๆ ดีลลับอะไรกันนะถึงขั้นต้องหลบหน้าทุกคนด้วย’
‘จะว่าไปท่านมหาเศรษฐีจะได้เป็นนายกกิตติมศักดิ์แห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวของเราจริงๆ เหรอ?’
‘งั้นต่อไปท่านมหาเศรษฐีก็ถือเป็นคนฉีโจวครึ่งตัวแล้วสิ?’
‘เลิกเรียกท่านมหาเศรษฐีได้แล้ว ต้องเรียกว่าคุณหลิน!’
‘ฮ่าๆ รู้สึกเรียกคุณหลินแล้วมันแปลกๆ แฮะ สงสัยคงเปลี่ยนวิธีเรียกยากหน่อย’
ผู้ชมต่างสงสัยว่าทั้งสามคนคุยอะไรกัน ส่วนปัญญาชนที่มีสถานะค่อนข้างสูงในงานต่างก็แววตาเป็นประกาย เริ่มมีการคาดเดาในใจบ้างแล้ว
และฉากต่อมา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาคาดเดานั้นถูกต้อง
สืออวิ๋นประสานมือคารวะทุกคน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเป็นทางการว่า
“เมื่อกี้พวกเราได้พูดคุยกับคุณหลินอย่างละเอียดแล้วครับ และได้ยืนยันความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย ในที่สุดหลังจากผมและประธานหูเหวยได้หารือกันอย่างรอบคอบแล้ว เราตัดสินใจขอเชิญคุณหลินเข้าร่วมงานกับเราอย่างเป็นทางการ ในฐานะนายกกิตติมศักดิ์ของสมาคมนักเขียนฉีโจวครับ! คุณหลินมีความเห็นอย่างไรครับ?”
“มิกล้าปฏิเสธครับ”
หลินจือไป๋ที่บรรลุดีล ‘ปั๊มแรงก์’ ไปแล้ว ครั้งนี้ไม่มีความลังเลเลย
ในงานตกอยู่ในความเงียบงันเป็นเวลาสามวินาที ปัญญาชนบางคนมีสีหน้าซับซ้อนเล็กน้อยไปวูบหนึ่ง ทว่าหลังจากนั้นทุกคนต่างก็พากันปรบมือและส่งเสียงเชียร์!
“ดี!”
“ยินดีด้วยครับคุณหลิน!”
“เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาจริงๆ ครับ!”
“ฮ่าๆ ต่อไปคงต้องเรียกว่าท่านประธานหลินแล้วสิ!”
“ฉีโจวเราไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาก เรียกคุณก็ได้เหมือนกัน”
“เพราะพวกเราก็มักจะเรียกประธานหูกับประธานสือว่าคุณกันอยู่แล้ว”
“คราวนี้คุณหลินก็กลายเป็นพวกเราอย่างเต็มตัวเสียที!”
“มิตรภาพระหว่างฉินและฉี!”
สามทหารเสือแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวสบตากันด้วยใบหน้าที่งุนงงเต็มเปี่ยม การกระทำของหลินจือไป๋คราวนี้เท่ากับก้าวขึ้นมานั่งในระดับเดียวกับขุนพลทั้งสองของวงการวรรณกรรมฉีโจวในพริบตาเดียว!
ลำดับอาวุโสมันป่นปี้หมดแล้ว!
ต่อไปทั้งสามคนคงไม่สามารถเรียกหลินจือไป๋ว่า ‘พี่หลิน’ ได้อย่างสนุกสนานเหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งที่ตอนมายังดีๆ กันอยู่เลย!
เซี่ยซินอี๋เองก็อึ้งไปเหมือนกัน ทำไมจู่ๆ หลินจือไป๋ถึงกลายเป็นบุคคลหมายเลขสามแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวที่มีสถานะรองแค่หูเหวยและสืออวิ๋นไปได้ล่ะ?
เดี๋ยวก่อน!
หรือจะเป็นเพราะเรื่องนัดดวลวรรณกรรมฉีฉู่?
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ แววตาของเซี่ยซินอี๋ก็อดซับซ้อนขึ้นมาไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะวงการวรรณกรรมฉีโจวไม่มียอดฝีมือระดับท็อปที่สามารถข่มวงการวรรณกรรมฉู่โจวได้ลงสินะ ถึงได้ต้องไปเชิญหลินจือไป๋ที่เป็นคนนอกมาเป็นตัวช่วยแบบนี้?
ทว่าในห้องไลฟ์สด
ผู้ชมกลับพากันตื่นเต้นขึ้นมาในทันที!
‘เช็ด!’
‘เคาะแล้ว!’
‘ต่อไปท่านมหาเศรษฐีก็คือนายกกิตติมศักดิ์แห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวของเราแล้ว!’
‘ตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์สมาคมนักเขียนนี่มันระดับไหนกันน่ะ?’
‘อำนาจบริหารอาจจะไม่สูงมาก แต่สถานะทางสังคมสูงมาก เป็นรองแค่หูเหวยกับสืออวิ๋นเท่านั้นแหละ’
‘งั้นก็คือหมายเลขสามเลยเหรอ?’
‘ใช่ หมายเลขสามแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจว!’
‘เมื่อพิจารณาจากอายุของท่านมหาเศรษฐีแล้ว คราวนี้มันไม่ธรรมดาจริงๆ!’
‘หลักๆ คือกลอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ของท่านมหาเศรษฐีโหดเกินไปจริงๆ แม่งอย่างกับเซียนลงมาจุติเลย บุคลากรแบบนี้ฉีโจวเราต้องรั้งตัวไว้ให้ได้นะ!’
……………………………………