ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 443 งานชุมนุมกวีแห่งฉีโจว!
‘เรือนธรรมชาติ’ แห่งฉีโจว พูดให้เข้าใจง่ายก็คือสิ่งก่อสร้างโบราณขนาดใหญ่ เพียงแต่ห้องหับกว้างขวางพอและรักษาสภาพแวดล้อมไว้ได้ดีเยี่ยม จึงให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายโบราณที่แสนคลาสสิกได้ พวกโต๊ะทำงานและข้าวของในห้องล้วนเป็นระดับโบราณวัตถุ แต่ถูกเช็ดถูจนสะอาดสะอ้านเป็นพิเศษ เพียงแต่หลังโต๊ะแต่ละตัวไม่ได้จัดวางเก้าอี้เอาไว้ มีเพียงเบาะรองนั่งนุ่มๆ เท่านั้น ทำให้หลินจือไป๋รู้สึกไม่ค่อยชินอยู่บ้าง
ทว่าเขาไม่ใช่คนเรื่องมาก
ในเมื่อปัญญาชนชาวฉีโจวชอบสไตล์นี้ เขาก็เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามไป
ตอนนี้กล้องถ่ายทำด้านหลังได้เพิ่มจำนวนขึ้นอีกหลายตัว เพราะงานชุมนุมกวีในคืนวันไหว้พระจันทร์ของฉีโจวนี้ จะต้องมีการไลฟ์สดไปทั่วทั้งฉีโจว
และจุดนี้เองจริงๆ แล้วก็เป็นสาเหตุที่หลินจือไป๋ยินดีจะเข้าร่วมกิจกรรมของปัญญาชนฉีโจวครั้งนี้ สิ่งที่เขาแสวงหาคือการสร้างชื่อเสียง เพื่อให้ชาวฉีโจวยอมรับและชื่นชอบในตัวเขาอย่างรวดเร็วที่สุด
ด้วยวิธีนี้เขาถึงจะสามารถเลื่อนระดับคนดังได้
มิเช่นนั้นหลินจือไป๋ก็คงไม่จงใจโชว์ทักษะการวาดภาพในด่านที่สามเมื่อครู่หรอก พูดไปพูดมาก็คืออยากอาศัยความสามารถรอบด้านในการพุ่งชนระดับเหนือแถวหน้านั่นเอง
“ได้เวลาแล้วครับ”
หูเหวยเอ่ยปาก “ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็น ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว งานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ของเราเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเถอะครับ ก่อนอื่นเราต้องขอมอบเสียงปรบมือให้กับอาจารย์หลี่หมิงเฉวียน เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้เขาได้สร้างสรรค์กลอนบทหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลอนชมบุปผาที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี…”
หลินจือไป๋กะพริบตาปริบๆ
งานกวีที่นี่ไม่เหมือนกับที่ฉินโจวแฮะ
ดูเหมือนจะมองความสงสัยของหลินจือไป๋ออก เจียงโส่วรั่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “พี่หลินไม่ต้องแปลกใจครับ งานชุมนุมกวีของฉีโจวเราพูดง่ายๆ ก็คือ ท่านผู้เฒ่าหูและท่านผู้เฒ่าสือจะพาทุกคนมาสรุปกันว่า ตั้งแต่เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีที่แล้วจนถึงวันนี้ มีปัญญาชนท่านใดเขียนบทกวีหรือกลอนที่ยอดเยี่ยมบทไหนไว้บ้าง ทุกคนสามารถอ่านและวิเคราะห์ชื่นชมได้อย่างอิสระ จากนั้นใครอยากจะขอคำชี้แนะจากใคร หรืออยากจะประชันกวีกลอนคู่อะไรกันก็ว่าไป ถ้าแพ้ก็ไม่ได้คอขาดบาดตายอะไร แค่ถูกปรับให้ดื่มเหล้าหนึ่งจอกต่อหน้าทุกคนก็เท่านั้นเอง…”
สิ้นเสียงพูดไม่ทันไร
หลินจือไป๋ก็เห็นปัญญาชนคนหนึ่งลุกขึ้นยืน ตะโกนเรียกปัญญาชนอีกคน บอกว่าอยากจะประชันความสามารถกัน โดยขอให้ผู้เฒ่าหูเหวยเป็นคนออกโจทย์
หูเหวยยิ้มและให้พวกเขาเขียนบทกวีในหัวข้อ ‘เหล้า’
ทั้งสองคนแต่งกวีกันคนละบท สุดท้ายให้คนทั้งงานช่วยกันติชม ใครที่ได้รับคำชมสูงกว่าจะได้นั่งลง ส่วนคนที่ด้อยกว่าก้าวหนึ่งจะต้องดื่มเหล้าไปหนึ่งจอก
จะว่าไป บรรยากาศแบบนี้ก็น่าสนใจดี
อย่างน้อยหลินจือไป๋ก็รู้สึกว่ามันน่าสนุกกว่างานกวีที่ฉินโจวเยอะเลย
และเนื่องจากหลินจือไป๋เป็นแขกที่มาจากฉินโจว จึงไม่มีใครมาสร้างความลำบากใจให้เขา เพราะอย่างไรทุกคนก็ยังไม่ค่อยสนิทสนมกันนัก
ทว่าสิ่งนี้ก็ส่งผลให้
หลินจือไป๋ไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในเกมและการเล่นสนุกของปัญญาชนฉีโจวได้
ซ่งซิ่งเหลียงมองจุดนี้ออก จึงพูดขึ้นว่า “ใครๆ ก็บอกว่าความปรารถนาสูงสุดของปัญญาชน คือการเชี่ยวชาญทั้ง พิณ หมากรุก อักษร ภาพ กวี ฉันท์ กาพย์ กลอน ทุกท่านคิดว่าในที่นี้มีใครที่ตรงตามมาตรฐานนี้ที่สุดครับ?”
“นั่นยังต้องถามอีกเหรอ?”
ปัญญาชนคนหนึ่งเอ่ยยิ้มๆ “ย่อมต้องเป็นคุณหลินน้อยอยู่แล้ว!”
คนข้างๆ รับช่วงพูดต่อ “ที่จริงในที่นี้ก็มีหลายคนที่รอบรู้ทั้ง พิณ หมากรุก อักษร ภาพ ไปจนถึงกวีและกลอนพร้อมๆ กัน แต่ถ้าจะพูดถึงคำว่าเชี่ยวชาญล่ะก็ ย่อมต้องเป็นคุณหลินน้อยที่คู่ควรที่สุดจริงๆ”
“นั่นสิครับ”
ซั่งจื้อหรงที่ร่วมเดินทางมากับหลินจือไป๋ตลอดทางจนถึงเรือนธรรมชาติ เลื่อมใสเขาจนแทบจะกราบกรานอยู่แล้ว ในยามนี้จึงประโคมคำอวยสุดตัว
“โดยเฉพาะเรื่องลายพู่กัน อักษรหวัดแกมบรรจงของพี่หลินน่ะ ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์เลยนะ!”
“ไม่ใช่แค่อักษรหวัดหรอกมั้ง”
เจียงโส่วรั่งเอ่ยบ้าง “ฉันเห็นบทกวีที่พี่หลินเขียนในด่านที่สอง ใช้ตัวอักษรบรรจง ระดับตัวอักษรบรรจงนั่นก็นับว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน!”
“จะแค่หนึ่งไม่มีสองได้ยังไงกัน?”
จู่ๆ ปัญญาชนรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืน “ผมว่าวิชาลายพู่กันของคุณหลินน้อย ไม่ว่าจะตัวอักษรแบบไหน ก็คืออันดับหนึ่งในใต้หล้าทั้งนั้น!”
พี่ชายคนนี้ใครกันน่ะ?
ทำไมอวยฉันขนาดนี้?
ขณะที่หลินจือไป๋กำลังสงสัย ปัญญาชนข้างๆ ก็หัวเราะร่า “เหล่าหลิ่ว แผนการของนายมันกระแทกหน้าฉันเข้าอย่างจังเลยนะ ก็แค่นายแย่งต้นฉบับบทกวีด่านที่สองของคุณหลินน้อยไปได้ไม่ใช่เหรอ...”
โอเค
หลินจือไป๋ฟังเข้าใจแล้ว ที่แท้พี่ชายคนนี้ก็แย่งต้นฉบับบทกวีของเขาไปได้นี่เอง
ลองคิดดูก็ใช่ ถ้าไม่อวยว่าลายมือของเขาเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า ต้นฉบับที่หลินจือไป๋เขียนไว้ในด่านที่สองที่ตงถิงจะมีมูลค่าสูงได้อย่างไร
ดังนั้นทุกคนจึงพากันหัวเราะออกมา
ทว่าท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้น จู่ๆ ก็มีคนเอ่ยแทรกขึ้นว่า
“พิณ หมากรุก อักษร ภาพ ได้ชื่อว่าเป็นสี่สหายของปัญญาชน หมายถึงของสี่อย่าง พวกเราต่างรู้กันดีว่าคุณหลินน้อยเชี่ยวชาญด้านอักษรและภาพวาด แต่ไม่รู้ว่าวิชาพิณเป็นอย่างไร และวิชาหมากรุกเป็นอย่างไรบ้าง?”
“พอจะรู้บ้างเล็กน้อยครับ”
หลินจือไป๋รู้เรื่องสองอย่างนี้บ้างเล็กน้อยจริงๆ
พิณ หมากรุก อักษร ภาพ หมายถึง วิชาพิณ วิชาหมากรุก วิชาลายพู่กัน และวิชาการวาดภาพ
โดยที่พิณในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพิณสากลแบบฮาร์ป
แต่หมายถึงพิณโบราณหรือกู่ฉิน
หรือที่เรียกว่าเหยาฉิน อวี้ฉิน พิณเจ็ดสาย
เป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีประเภทดีดที่เก่าแก่ที่สุดของบลูสตาร์
เครื่องดนตรีชนิดนี้ปัจจุบันมีคนเรียนไม่มากนัก แต่ในแวดวงปัญญาชนกลับเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง
ตอนที่หลินจือไป๋ศึกษาวิชาเรียบเรียงเพลง เขาเคยเรียนอยู่ช่วงเวลาสั้นๆ ระดับความสามารถย่อมไม่สูงนัก แค่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น
ส่วนวิชาหมากรุก
พวกปัญญาชนหมายถึงหมากล้อม ไม่ใช่หมากชนิดอื่น
หลินจือไป๋เคยเรียนตอนเด็กๆ เขาเคยเข้าคลาสงานอดิเรกทำนองนั้นมาบ้าง แต่ตอนนี้จำได้แค่กฎกติกาพื้นฐานเท่านั้น การบอกว่า ‘พอรู้บ้างเล็กน้อย’ จึงเหมาะสมที่สุด
แน่นอนว่า
ตั้งแต่ระบบอัปเกรดและอัปเดตเวอร์ชันใหม่ หลินจือไป๋ในตอนนี้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ทักษะการดีดกู่ฉินของเขาอาจจะธรรมดามาก แต่ถ้าจำเป็นต้องแสดงโชว์ การยกระดับขึ้นไปสู่ระดับหนึ่งในพริบตาก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ไม่มีอะไรมาก
เพียงเพราะในร้านค้าของระบบมีหนังสือทักษะที่เกี่ยวข้องขายอยู่
อาจเป็นเพราะกู่ฉินเป็นเครื่องดนตรีที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มในวงการเพลงสมัยใหม่ ร้านค้าจึงจัดหนังสือทักษะมาให้เรียนได้โดยตรงล่ะมั้ง
“โอ้?”
คนถามยิ้ม “งั้นดูท่าคนที่เชี่ยวชาญวิชาพิณที่สุดในที่นี้ ก็น่าจะเป็นซินอี๋แล้วล่ะสิครับ”
“ไอ้พวกขี้ประจบ…”
หลินจือไป๋ได้ยินคนข้างๆ พึมพำแว่วๆ
ส่วนคนถามที่เป็น ‘พวกขี้ประจบ’ คนนั้นก็กล่าวต่ออีกว่า
“ส่วนคนที่เดินหมากได้เก่งที่สุด ผมว่าน่าจะเป็นท่านผู้เฒ่าหูครับ”
“วิชาหมากรุกของผมแค่ธรรมดาๆ ครับ” หูเหวยยิ้มพลางกล่าว “ยอดฝีมือหมากรุกตัวจริงคือหลี่ไป๋ แต่เจ้านี่วันๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับกลอนคู่ ไม่ค่อยเดินหมากกับคนทั่วไป พวกคุณเลยไม่รู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของเขา”
“ช่วยไม่ได้นี่ครับ”
หลี่ไป๋เบะปาก “ท่านผู้เฒ่าหูเดินหมากได้ห่วยแตกขนาดนั้น ผมชนะไปก็ไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไรเลย”
“ก็คุณมันระดับมือโปรนี่นา มองผมเป็นพวกเดินหมากห่วยแตกก็ไม่แปลกหรอก”
หูเหวยถลึงตาใส่หลี่ไป๋อย่างไม่พอใจทีหนึ่ง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้โกรธจริงๆ
หลี่ไป๋เป็นปัญญาชนที่มีนิสัยค่อนข้างพยศและไม่ค่อยยอมใคร แต่หูเหวยกลับชื่นชมในความสามารถของอีกฝ่ายมาก
“ที่แท้อาหลี่เก่งขนาดนี้เลยเหรอครับ”
เจียงโส่วรั่งยิ้ม “วันหลังต้องขอลองสักกระดานดูบ้าง ผมเองก็พอมีฝีมืออยู่เหมือนกัน แต่การเดินหมากมันเสียเวลาเกินไป ในเมื่อวันนี้เป็นงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซินอี๋จะพิจารณาแสดงความสามารถพิเศษให้ทุกคนชมกันหน่อยได้ไหมครับ?”
“จะให้ฉันแสดงทุกปีเลยเหรอคะ?”
คิ้วสวยของเซี่ยซินอี๋ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ปีนี้เธอไม่อยากแสดงวิชาพิณแล้ว
ทว่าพอหันไปเห็นหลินจือไป๋กำลังมองตนเองอยู่ ไม่รู้ทำไมเธอถึงเกิดความสนใจขึ้นมานิดหน่อย เธอเม้มปากแล้วเอ่ยว่า
“ปีหน้าพวกคุณต้องปล่อยฉันไปนะ”
พูดจบเซี่ยซินอี๋ก็ลุกขึ้นยืน เจ้าหน้าที่รีบยกกู่ฉินมาวางให้ทันที
หลินจือไป๋เหลือบมองพิณโบราณตัวนั้น มันคือพิณเจ็ดสายที่เขาเคยศึกษามานิดหน่อยตอนเรียนเรียบเรียงเพลงจริงๆ
เมื่อเซี่ยซินอี๋นั่งลงหน้ากู่ฉินอย่างสง่างาม
เธอยังไม่ทันจะเริ่มบรรเลง เหล่าปัญญาชนในงานก็พากันส่งเสียงเชียร์
โดยเฉพาะเจ้าพวกขี้ประจบตัวน้อยที่บอกว่า ‘เซี่ยซินอี๋เก่งวิชาพิณที่สุด’ ยิ่งตบมือจนฝ่ามือแทบจะแดงเถือก ใบหน้าธรรมดาๆ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเสียงปรบมือเงียบลง
เซี่ยซินอี๋ก็พูดว่า “บทเพลงที่ฉันจะบรรเลงต่อไปนี้มีชื่อว่า ‘ห่านป่าร่อนลง’ ค่ะ”
ในขณะที่เอ่ยปาก นิ้วมือของเซี่ยซินอี๋ก็เริ่มกรีดกรายลงบนสายพิณ
เสียงพิณดังขึ้น ท่วงทำนองนั้นกังวานและไหลลื่น ทุกคนราวกับได้ยินเสียงร้องของห่านป่าที่ดังขึ้นเป็นระยะจากเสียงพิณ และมองเห็นภาพฝูงห่านป่าที่กำลังร่อนลง วนเวียนและเหลียวมองอยู่ในความว่างเปล่าของนภาก่อนจะลงสู่พื้น
หลินจือไป๋ฟังอย่างตั้งใจ
แม้ทักษะกู่ฉินของเขาจะไม่เท่าเซี่ยซินอี๋ แต่พื้นฐานเขาเป็นคนเรียนเรียบเรียงเพลงและทำงานสายดนตรี จึงมองเห็นความล้ำลึกข้างในได้ไม่น้อย
เซี่ยซินอี๋คนนี้มีระดับวิชาพิณที่สูงมากจริงๆ
แน่นอนว่าบทเพลงก็ยอดเยี่ยม เพลง ‘ห่านป่าร่อนลง’ นี้เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดบทเพลงชื่อดังที่สืบทอดมาจากสมัยโบราณของบลูสตาร์
เมื่อการบรรเลงจบลง ทุกคนต่างพากันโห่ร้องชื่นชม!
“ยอดเยี่ยม!”
“ไพเราะเกินไปแล้ว!”
“ราวกับเสียงดนตรีจากสรวงสวรรค์!”
คนที่ฟังเข้าใจและไม่เข้าใจต่างก็พากันชื่นชม หลินจือไป๋เองก็ปรบมือให้เช่นกัน
เซี่ยซินอี๋ลุกขึ้นยืนย่อกายคารวะเล็กน้อย หลังจากที่เสียงอื้ออึงเงียบลง จู่ๆ เธอก็ยิ้ม “ฉันได้ยินมาว่าคุณหลินเป็นปรมาจารย์ด้านดนตรี ไม่ทราบว่าบทเพลงของฉันพอจะเข้าหูบ้างไหมคะ?”
“ยอดเยี่ยมมากครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มให้
ได้ยินว่าเซี่ยซินอี๋คนนี้เป็นปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจว หลินจือไป๋รู้สึกว่าเธอมีของจริงๆ ทักษะกู่ฉินระดับนี้ถ้าไม่ฝึกมาเกินสิบปีก็ไม่มีทางมาถึงขั้นนี้ได้
“ขอบคุณค่ะ”
เซี่ยซินอี๋ย่อกายคารวะอีกครั้ง คราวนี้หันไปทางทิศที่หลินจือไป๋นั่งอยู่ แถมยังขยิบตาให้ทีหนึ่ง ราวกับกำลังส่งกระแสไฟฟ้าให้อย่างไรอย่างนั้น
นี่นับเป็นการอ่อยฉันอยู่หรือเปล่านะ?
หลินจือไป๋ไม่แน่ใจว่าตนหลงตัวเองเกินไปหรือไม่ แต่แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร รัศมีปราชญ์หญิงอะไรนั่นเขามีภูมิคุ้มกันเต็มร้อยอยู่แล้ว
เขาก็เป็นถึงยอดปราชญ์เหมือนกันนะ!
ทว่าเจ้าพวกขี้ประจบของเซี่ยซินอี๋กลับเกิดอาการอิจฉาขึ้นมา
ก็คือพี่ชายคนที่บอกว่าวิชาพิณในงานนี้เซี่ยซินอี๋เก่งที่สุดคนนั้นแหละ เขาสังเกตเห็นว่าท่าทีของเทพธิดาที่มีต่อหลินจือไป๋นั้นดูไม่ปกติ จึงอดพูดด้วยความอิจฉาไม่ได้ว่า “ในด้านดนตรีนั้นคุณหลินย่อมเป็นมืออาชีพแน่นอน แต่วิชาพิณคงจะไม่เก่งเท่าซินอี๋หรอกมั้งครับ…”
ความหมายแฝงก็คือ
ฝีมือนายยังไม่เท่าเธอเลย มีสิทธิ์อะไรไปวิจารณ์?
หลินจือไป๋ยิ้มบางๆ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
ทว่าซ่งซิ่งเหลียงกลับไม่พอใจ “หวังจื้อไจ้ คำพูดของคุณนี่ฟังแล้วทำไมมันดูเหน็บแนมจัง ลองดูพวกโค้ชนักกีฬาสิ ความสามารถในการลงสนามจริงของพวกเขาก็ไม่เท่านักกีฬาหรอก แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางเรื่องที่เขาจะเป็นโค้ชนี่นา”
หลินจือไป๋น่ะคือปรมาจารย์ด้านดนตรีตัวน้อยเชียวนะ!
ความสำเร็จด้านดนตรีของเขาใครจะกล้าสงสัย?
หวังจื้อไจ้ที่เป็นพวกขี้ประจบคนนั้นพูดอย่างเก้อเขินว่า “อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้มีเจตนาอื่น”
หวังจื้อไจ้ไม่กล้าหาเรื่องหลินจือไป๋และไม่อยากหาเรื่องด้วย เมื่อครู่เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบของพวกขี้ประจบผู้ต้อยต่ำที่เกิดอาการหน้ามืดตามัวเท่านั้นเอง
“เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ผมพูดจาไม่เหมาะสม ขอทำโทษตัวเองด้วยการดื่มสามจอก”
พูดจบหวังจื้อไจ้ก็ยกเหล้าดื่มรวดเดียวสามจอก ทำเอาซ่งซิ่งเหลียงถึงกับทำตัวไม่ถูก หรือว่าเขาจะด่าแรงไปนะ?
เขาเลยยกจอกขึ้นมาบ้าง “ในเมื่อความเข้าใจผิดคลี่คลาย ผมก็จะดื่มสามจอกเป็นเพื่อนคุณเอง”
“งั้นผมด้วยไหมครับ?”
หลินจือไป๋หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก งานชุมนุมกวีแห่งฉีโจวนี่ไม่มีตัวร้ายจริงๆ เลยแฮะ อุตส่าห์มีโผล่มาคนหนึ่ง ดันยอมสยบในพริบตา เพราะเขาก็เป็นแค่พวกขี้ประจบคนหนึ่งเท่านั้นเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้น
หลินจือไป๋และซ่งซิ่งเหลียงจึงยกจอกขึ้นดื่มพร้อมกันอีกสามจอก
เหล้าสามจอกลงท้องไป ความรู้สึกมึนๆ ของหลินจือไป๋ก็กลับมาอีกครั้ง และดูเหมือนจะมึนกว่าตอนอยู่บนเรือเสียอีก