ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 442 ฝีมือดาษดื่นเหมือนระดับปรมาจารย์!
ไม่ใช่ว่าซ่งซิ่งเหลียงมีความคิดอยากจะแข่งขันกับหลินจือไป๋แต่อย่างใด ตัวเขาเองทุ่มเทศึกษาทักษะการวาดภาพมานานหลายปี จะกล่าวว่า ‘ไร้คู่ต่อสู้ในคนรุ่นเยาว์ทั่วทั้งฉีโจว’ ก็คงไม่เกินไปนัก
มิเช่นนั้น สืออวิ๋นคงไม่ให้คำวิจารณ์ซ่งซิ่งเหลียงต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ว่า ‘ภายในสิบปีจะกลายเป็นปรมาจารย์แน่นอน’ หรอก
แม้ว่าหลินจือไป๋จะไม่ใช่คนฉีโจว แต่เขาก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนเอง หรือดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าตนเองด้วยซ้ำ ฝีมือด้านการวาดภาพย่อมไม่มีทางยอดเยี่ยมไปกว่าตนเองได้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้
ซ่งซิ่งเหลียงจึงเพียงแค่เหลือบมองภาพวาดของหลินจือไป๋โดยไม่ได้ตั้งใจ และในสมองก็ไม่ได้มีความคิดอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษ
ทว่าหลังจากเหลือบมองเพียงครั้งเดียว ซ่งซิ่งเหลียงกลับสังเกตเห็นถึงความไม่ปกติบางอย่าง เขาจึงได้ส่งเสียงอุทานเบาๆ ออกมาเช่นนั้น
การที่หลินจือไป๋ใช้พู่กันจีนวาดกุ้ง แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
เพราะทุกคนยังต้องเดินทางไปเรือนธรรมชาติต่อ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกวาดเนื้อหาที่ซับซ้อนเกินไป เพราะนั่นจะทำให้เสียเวลาเปล่าๆ
สิ่งที่ทำให้ซ่งซิ่งเหลียงรู้สึกว่าไม่ปกติจริงๆ ก็คือ
กุ้งของหลินจือไป๋มองแวบแรกนั้นดูเรียบง่ายมาก เป็นเพียงการตวัดพู่กันไม่กี่ครั้ง
แต่พอพิจารณาดูอย่างละเอียดกลับพบว่า ท่วงท่าที่แตกต่างกันของกุ้งเหล่านี้ กลับมีจิตวิญญาณแฝงอยู่ทุกตัว
หากจะกล่าวให้ดูลึกลับหน่อยก็คือหลินจือไป๋ราวกับมอบชีวิตจิตวิญญาณให้กับกุ้ง ทำให้พวกมันปรากฏกายออกมาในอีกรูปแบบหนึ่งบนภาพวาด
ซึ่งจริงๆ แล้วนี่คือจุดเด่นในการวาดกุ้งของฉีไป๋สือนั่นเอง
กุ้งภายใต้ปลายพู่กันของฉีไป๋สือ ทั้งท่วงท่าและการจัดวางองค์ประกอบโดยรวม จะนำไปสู่การสร้างสรรค์จินตนาการอีกครั้ง ทำให้คนนึกโยงไปถึงท่วงท่าของกุ้งที่อยู่ในน้ำ
ทว่าจิตวิญญาณเช่นนี้เลียนแบบได้ยากยิ่งนัก มิเช่นนั้น ‘กุ้งของฉีไป๋สือ’ คงไม่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในวงการวาดภาพเช่นนี้
แต่ในวินาทีนี้ ‘กุ้งของฉีไป๋สือ’ กลับถูกหลินจือไป๋เลียนแบบออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะยังไงเขาก็มีความสามารถด้านการวาดภาพระดับปรมาจารย์อยู่กับตัว…
ดังนั้น
ซ่งซิ่งเหลียงยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ใจ ยิ่งพิจารณาชื่นชมลึกลงไปก็ยิ่งรู้สึกถึงความประณีตล้ำลึก ดวงตาคู่หนึ่งค่อยๆ เบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ!
และในขณะที่ซ่งซิ่งเหลียงส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ เหล่าปัญญาชนที่รีบเดินทางมาจากเรือนธรรมชาติเพื่อต้อนรับหลินจือไป๋ก็สังเกตเห็นภาพวาดกุ้งน้ำหมึกในมือของเขาได้ทันที
“นี่คือฝีมือการวาดของคุณหลินเหรอ?”
สืออวิ๋น ปรมาจารย์ด้านการวาดภาพเพียงหนึ่งเดียวของฉีโจวที่อยู่ในที่แห่งนั้น เดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายซ่งซิ่งเหลียง หลังจากมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผิดแผกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่แล้วครับ”
เจียงโส่วรั่งยิ้ม “ผมเห็นคุณหลินวาดออกมากับตาตัวเองเลย ดูเหมือนจะเข้าท่าดีเหมือนกันนะครับ”
“เข้าท่าดี?”
ซ่งซิ่งเหลียงเหลือบมองเจียงโส่วรั่ง “ถ้าภาพนี้เรียกว่าแค่เข้าท่าดีล่ะก็ ภาพวาดของฉันก็คงใช้คำว่าขยะมาอธิบายได้เพียงคำเดียวแล้วล่ะ”
“หา?”
เจียงโส่วรั่งอึ้งไป เขาเข้าใจดีว่าแม้ซ่งซิ่งเหลียงจะเป็นคนนิสัยพึ่งพาไม่ค่อยได้ แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการวาดภาพ อีกฝ่ายกลับมีความมั่นใจหรือกระทั่งทระนงในตนเองสูงมาก
ภาพวาดของหลินจือไป๋จะต้องดีขนาดไหนกัน ถึงขั้นทำให้ซ่งซิ่งเหลียงพูดคำนี้ออกมาได้?
เหล่าปัญญาชนคนอื่นๆ ที่ไม่เข้าใจทักษะการวาดภาพต่างก็อึ้งไปตามๆ กันเช่นกัน ภาพวาดของหลินจือไป๋ดีขนาดนั้นเชียวหรือ?
ท่ามกลางความคิดต่างๆ นานา ทุกคนต่างพากันมองไปที่ภาพวาดของหลินจือไป๋
ทันทีที่มอง
ในที่สุดก็มีคนเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจว่า “ภาพวาดนี้แปลกจริงๆ ทำไมคุณหลินไม่ได้วาดน้ำเลยสักหยด แต่ผมกลับเหมือนมองเห็นกุ้งกำลังว่ายอยู่ในน้ำจริงๆ?”
“เป็นเพราะความรู้สึกของมิติภาพ…”
จู่ๆ ซ่งซิ่งเหลียงที่จ้องมองภาพอย่างเงียบงันก็เอ่ยปากอธิบาย “หากจะพูดให้ชัดก็คือ ท่วงท่าของกุ้งทำให้เราสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของน้ำ ถึงขนาดที่รู้สึกได้ถึงแรงต้านของน้ำที่มีต่อการเคลื่อนไหวของกุ้ง การถ่ายทอดรูปร่างและท่วงท่าของกุ้งช่วยสื่อให้เห็นถึงทัศนียภาพที่กุ้งและน้ำกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน เราจะเห็นได้ว่ามีการไล่เฉดน้ำหมึกเข้มอ่อนของกุ้งในองค์ประกอบของภาพ ซึ่งจริงๆ แล้วความเปลี่ยนแปลงนี้อ้างอิงมาจากแสงตกกระทบลงบนตัวกุ้งในมุมที่ต่างกัน ไม่ใช่การจงใจทำขึ้นเพียงเพื่อต้องการสร้างลูกเล่นให้ภาพดูเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น”
สืออวิ๋นที่กำลังมองภาพอยู่เช่นกันกล่าวเสริมว่า
“เพื่อที่จะแสดงความรู้สึกของมิติภาพอย่างที่ซิ่งเหลียงว่ามา เขายังทุ่มเทอย่างหนักในเรื่องของลายเส้นด้วย เพราะงั้นเมื่อมองด้วยตาเปล่า กุ้งเหล่านี้จึงมีทั้งส่วนที่ดูเลือนรางและชัดเจน บางจุดดูเหมือนอ่อนนุ่มแต่แท้จริงแล้วแข็งแกร่ง บางจุดดูเหมือนจะขาดตอนแต่แท้จริงแล้วเชื่อมโยงกัน เรียกได้ว่าในความตรงมีความโค้ง ในความวุ่นวายมีความเป็นระเบียบ ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงรู้สึกว่ากุ้งที่อยู่บนกระดาษดูเหมือนกำลังหยอกล้อและว่ายวนอยู่ในน้ำ แม้แต่หนวดกุ้งที่ดูเหมือนจะวุ่นวายแต่แท้จริงแล้วประณีตเหล่านั้น ก็ดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหวอยู่เช่นกัน”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้
สืออวิ๋นหันไปมองหลินจือไป๋และเอ่ยกับทุกคนอย่างจริงจังว่า “ฝีมือการวาดภาพของคุณหลินน้อย ก้าวข้ามซิ่งเหลียงไปไม่น้อยเลยทีเดียว และไม่น่าจะด้อยไปกว่าผม”
ทันทีที่สิ้นเสียง
ปัญญาชนทุกคนต่างเผยสีหน้าตะลึงลานออกมา
แม้แต่หูเหวยก็นึกไม่ถึงว่าเพื่อนเก่าจะให้คำประเมินที่สูงส่งปานนี้!
แต่เมื่อมองดูปฏิกิริยาของซ่งซิ่งเหลียง เขาก็ดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์จำพวก ‘ไม่ยอมรับ’ ออกมาแต่อย่างใด กลับยิ่งพิจารณาชื่นชมภาพวาดนั้นอย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าเคร่งขรึมเหมือนต้องการจะศึกษาให้เข้าถึงแก่นแท้ของภาพวาดนั้นให้ได้
ในขณะเดียวกัน
ผู้ชมในห้องไลฟ์สดทุกคนต่างก็อึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน หลายคนที่รู้ว่าสืออวิ๋นมีสถานะอย่างไรในวงการวาดภาพฉีโจว ต่างก็แสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อออกมาอย่างเต็มเปี่ยม!
‘ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า?’
‘ท่านผู้เฒ่าสือถึงกับบอกว่าระดับการวาดภาพของหลินจือไป๋ไม่ด้อยไปกว่าเขาเลยเหรอ!?’
‘คงพูดถ่อมตัวเฉยๆ มั้ง ท่านผู้เฒ่าสือเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ด้านการวาดภาพเพียงไม่กี่คนของฉีโจวเราเลยนะ!’
‘ต่อให้ถ่อมตัว แต่มันก็น่าจะมีเนื้อแท้สักเจ็ดแปดส่วนล่ะน่า อีกอย่างถึงฉันจะไม่เข้าใจเรื่องภาพวาด แต่ดูภาพกุ้งน้ำหมึกแผ่นนี้แล้วมันให้ความรู้สึกสุนทรีย์แบบพิเศษจริงๆ นะ และพวกนายไม่สังเกตเหรอว่าซ่งซิ่งเหลียงยังไม่ค้านเลยสักคำ’
‘ท่านมหาเศรษฐีจะโหดเกินไปแล้ว!’
‘นี่มันมนุษย์เลเวลตันของจริงใช่ไหม?’
‘ท่านผู้เฒ่าสือเป็นถึงปรมาจารย์ด้านการวาดภาพ ท่านมหาเศรษฐีทัดเทียมกับเขา นั่นก็หมายความว่าท่านมหาเศรษฐีก็เป็นปรมาจารย์ด้านการวาดภาพด้วยน่ะสิ?’
‘บนบลูสตาร์มีปรมาจารย์ด้านการวาดภาพที่อายุน้อยขนาดนี้ด้วยเหรอ?’
‘ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ถ้าคำพูดของท่านผู้เฒ่าสือไม่เกินจริง ท่านมหาเศรษฐีก็อาจจะเป็นปรมาจารย์ด้านการวาดภาพที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ได้นะ!?’
ภาพวาดแผ่นนี้ของหลินจือไป๋ได้รับคำชมที่สูงส่งเกินไป!
ผู้ชมในห้องไลฟ์สดต่างงงงวยไปหมด ก่อนหน้านี้ทุกคนไม่เคยคิดเลยว่าการวาดภาพของหลินจือไป๋จะเทพขนาดนี้!
แม้กระทั่งตอนที่หลินจือไป๋บอกว่ารอบนี้จะเลือกวาดภาพแทนการเขียนตัวอักษร ผู้ชมไม่น้อยยังรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง เพราะทุกคนยังอยากจะเห็นฝีมือของปรมาจารย์ลายพู่กันอยู่เลย แต่ใครจะไปนึกว่าในด้านการวาดภาพเขาก็อาจจะเป็นระดับปรมาจารย์ด้วยเช่นกัน!
“ชมเกินไปแล้วครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มพลางประสานมือ “จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าผมเก่งกาจอะไรหรอกครับ เกี่ยวกับวิธีการวาดกุ้งแบบนี้ ผมเองก็เรียนมาจากปรมาจารย์ท่านหนึ่ง…”
“เรียนมาจากใครนั้นไม่สำคัญหรอก”
สืออวิ๋นเอ่ยปากว่า “สิ่งที่สำคัญคือเทคนิคนี้ หากไม่มีทักษะการวาดภาพระดับปรมาจารย์ ต่อให้คุณเรียนมาคุณก็เรียนไม่สำเร็จหรอก”
ทักษะการวาดภาพระดับปรมาจารย์อย่างนั้นเหรอ?
หูเหวยมีแววตาเป็นประกายออกมาพลางถามว่า “ตาเฒ่าสือ ความหมายของนายคือ คุณหลินน้อยเป็นปรมาจารย์ด้านการวาดภาพจริงๆ เหรอ?”
วิชาความรู้มีทางเฉพาะของมัน
หูเหวยถนัดด้านบทกวีมากกว่า ระดับกลอนคู่ก็พอใช้ได้ แต่ทักษะการวาดภาพกลับธรรมดา อยู่ในระดับเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เขาจึงรู้สึกเพียงแค่หลินจือไป๋วาดออกมาได้ดี แต่ดีอย่างไรและดีแค่ไหนเขากลับอธิบายไม่ได้ชัดเจน
“เรื่องนี้ยังต้องสงสัยอีกเหรอ?”
สืออวิ๋นพูดอย่างเด็ดขาด “คุณหลินน้อยเพียงแค่อาศัยภาพกุ้งน้ำหมึกแผ่นนี้แผ่นเดียว ก็สามารถยืนยันฐานะปรมาจารย์ด้านการวาดภาพได้แล้ว”
“ใช่ครับ”
มีปัญญาชนที่ถนัดด้านการวาดภาพเช่นกันเอ่ยปากขึ้นว่า “นี่คือทักษะการวาดภาพระดับปรมาจารย์ จะเป็นปรมาจารย์หรือไม่นั้นดูได้จากรายละเอียด ลองดูหนวดกุ้งพวกนี้สิ ไม่ได้ใช้วิธีการวาดแบบเหมือนจริงทั่วไปที่เน้นวาดข้อต่อและความยืดหยุ่นของหนวดกุ้งออกมา แต่กลับใช้วิธีการตวัดพู่กันแบบแห้งทิ้งรอยขาว เพื่อแสดงถึงอารมณ์ของปลายพู่กันที่ดูสง่างามและอิสระ รอยขาวนี้ช่วยทดแทนน้ำหนักของพู่กันที่ดูเหมือนจะสั่นไหว แต่แท้จริงแล้วกลับทำให้หนวดกุ้งดูมีพลัง หากไม่ใช่ปรมาจารย์ด้านการวาดภาพก็ย่อมไม่มีรสนิยมและความเข้าใจเช่นนี้!”
ทันทีที่ประโยคนี้เอ่ยออกมา
เหล่ายอดฝีมือด้านการวาดภาพในที่นั้นต่างพากันพยักหน้า ทุกคนพากันขยับเข้าไปดูภาพวาดใกล้ๆ พลางซุบซิบกันเบาๆ บางคนถึงกับมีความคิดอยากจะครูพักลักจำ ดูไปพลางวิเคราะห์ไปพลางว่า
“ลองดูส่วนหางของกุ้งนี่สิ!”
“การไล่เฉดหมึกในแต่ละปล้องหางทำออกมาได้ลงตัวมาก”
“ใช้พู่กันและน้ำหมึกแบบเหมือนจริง แสดงรูปลักษณ์และการสอดประสานกันของปล้องหางออกมา ในขณะเดียวกันระดับชั้นของการไล่เฉดหมึก ก็ทำให้เนื้อสัมผัสที่ดูเหมือนกึ่งโปร่งแสงของปล้องหางถูกแสดงออกมาได้อย่างหมดจด”
“การตวัดปลายพู่กันวาดขากุ้งเป็นหนึ่งเดียวกัน!”
“เทคนิคการใช้พู่กันของคุณหลินถูกแสดงออกมาในทุกรายละเอียดอย่างสมบูรณ์แบบ!”
“ผมรู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ คือการควบคุมสัดส่วนของน้ำที่ใช้ไล่เฉดกับสีของน้ำหมึก เขาควบคุมจังหวะได้ดีเกินไปแล้ว นี่คือการแสดงออกถึงพื้นฐานภาพวาดพู่กันจีนที่สูงส่งมาก!”
“ผมก็รู้สึกว่าการจัดการส่วนหางกุ้งนั้นยอดเยี่ยมที่สุด”
“ยกตัวอย่างเช่นการตวัดพู่กันครั้งเดียวตรงกลางหางนี้ ไม่เพียงแต่อธิบายโครงสร้างความสัมพันธ์ของส่วนหางเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันยังสร้างการสอดรับที่ยอดเยี่ยมกับโครงสร้างส่วนลำตัวด้านหน้าด้วย แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการงอและการสอดประสานกันระหว่างเปลือกส่วนหน้ากับปล้องหางส่วนหลัง ช่วยเพิ่มอารมณ์ของโครงสร้างที่ดูเหมือนพร้อมจะกระโดดตัวขึ้นมา”
“เป็นภาพวาดวัตถุนิ่ง แต่กลับให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวอย่างเต็มเปี่ยม!”
เหล่ายอดฝีมือด้านการวาดภาพต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนและอุทานด้วยความทึ่งไปพลาง
ปัญญาชนรอบข้างที่ไม่เข้าใจเรื่องภาพวาด ต่างพากันฟังจนงงงวยไปหมด
รวมถึงหูเหวยด้วย ความจริงเขาฟังไม่เข้าใจหรอก แต่เขากลับรู้สึกสะเทือนใจอย่างรุนแรง
ในสมัยโบราณการจะบรรยายว่าคนคนหนึ่งมีความสามารถรอบด้าน มักจะประเมินด้วยความยอดเยี่ยมในแขนง ‘พิณ หมากรุก อักษร ภาพ กวี ฉันท์ กาพย์ กลอน’
ทว่าความเป็นจริงก็คือ
แทบไม่มีใครเลยที่จะสามารถทำออกมาให้ยอดเยี่ยมได้ทุกแขนงจริงๆ แม้ว่านี่จะเป็นเป้าหมายสูงสุดของปัญญาชนทุกคน ไม่ว่าจะในสมัยโบราณหรือสมัยใหม่ก็ตาม
แต่ในยามนี้
หูเหวยรู้สึกว่าตนเองเหมือนได้พบกับอัจฉริยะที่เชี่ยวชาญทั้ง ‘พิณ หมากรุก อักษร ภาพ กวี ฉันท์ กาพย์ กลอน’ ในความหมายที่แท้จริงเข้าให้แล้ว!
“พวกเราอย่ามายืนเซ่อกันอยู่ตรงนี้เลย”
ในตอนนั้นเอง มีเสียงใสๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น “งานชุมนุมกวีน่าจะใกล้เริ่มแล้วล่ะ”
หูเหวยถึงเพิ่งได้สติ เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “ซินอี๋พูดถูก ด่านที่สามนี้คุณหลินน้อยผ่านไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย และยังเป็นอันดับหนึ่งของด่านนี้ด้วย ในเมื่อคุณหลินน้อยผ่านสามด่านได้สำเร็จ งั้นพวกเราก็ขอเชิญคุณหลินน้อยเข้าสู่เรือนธรรมชาติอย่างเป็นทางการเถอะ”
“เชิญครับ!”
สืออวิ๋นทำท่าเชิญไปทางหลินจือไป๋
หลินจือไป๋โค้งรับตามมารยาท ขณะกำลังจะออกเดิน จู่ๆ ซ่งซิ่งเหลียงก็ถือภาพวาดของเขาแล้วเอ่ยปากขึ้นว่า
“คุณหลิน ภาพวาดแผ่นนี้ขายให้ผมได้ไหมครับ?”
“พวกเราเดินทางมาด้วยกัน ก็นับว่าเป็นมิตรสหายปัญญาชน จะมาพูดเรื่องซื้อขายอะไรกันล่ะ ถ้าชอบก็ยกให้คุณแล้วกันครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มให้
ความจริงแล้วภาพวาดนี้ก็ไม่ได้ดีเด่อะไรมากมายนัก เพราะมันก็เป็นเพียงผลงานระดับปรมาจารย์ชิ้นหนึ่งเท่านั้น
หลินจือไป๋ในตอนนี้สะสมแต้มทักษะไว้พอสมควร หากเขายินดีจะทุ่มหมดหน้าตัก เขาก็กลายเป็นเทพเจ้าแห่งการวาดภาพได้ทันทีเลยด้วยซ้ำ!
เพียงแต่หลินจือไป๋รู้สึกว่ามันเป็นแค่การผ่านด่านเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตนัก เขาจึงเลือกวาดภาพกุ้งน้ำหมึกออกมาอย่างเงียบๆ
หากรู้ล่วงหน้าว่าจะมีปัญญาชนมากมายออกมาต้อนรับเช่นนี้ เมื่อครู่หลินจือไป๋อาจจะพิจารณาทุ่มหมดหน้าตักจริงๆ ก็ได้
ถ้าเป็นเช่นนั้น ภาพวาดของเขาที่จะสร้างความตกตะลึง คงไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำให้สืออวิ๋นพูดออกมาเพียงประโยคเดียวว่า ‘ฝีมือการวาดของคุณหลินน้อยไม่ด้อยไปกว่าผม’ แน่นอน
และหากมองภาพวาดแผ่นนี้จากมุมมองของเทพเจ้าแห่งการวาดภาพ…
หลินจือไป๋คงต้องให้คำประเมินกับตัวเองสักประโยคว่า ‘ฝีมือดาษดื่นเหมือนระดับปรมาจารย์’ อะไรทำนองนั้น
เป็นอันว่า
ท่ามกลางคำขอบคุณของซ่งซิ่งเหลียง หลินจือไป๋และกลุ่มปัญญาชนชาวฉีโจวเหล่านี้ ก็ได้เข้าสู่เรือนธรรมชาติพร้อมๆ กัน
…………………………………….