ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 441 ภาพวาดพู่กันจีน! (2)
ตอนที่ 441 ภาพวาดพู่กันจีน! (2)
หูเหวยพึมพำ “ยามเมามายมิทราบว่านภาสถิตอยู่ในน้ำ มวลฝันพิสุทธิ์เต็มลำเรือกดทับทางช้างเผือก...”
สืออวิ๋นพึมพำ “ตาเฒ่าหู คุณหลินที่นายเชิญมาคนนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ สองด่านแรกของทั้งสามด่าน เขาเรียกได้ว่าถล่มทั้งงานเลย”
“สองด่านแรก?”
หูเหวยหัวเราะร่า “ความจริงสองด่านแรกยังแค่จิ๊บๆ ฉันเกรงว่าด่านที่สามต่างหาก ถึงจะเป็นตอนที่เขาน่ากลัวที่สุด”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะวิชาลายพู่กันของคุณหลินคนนี้ไร้เทียมทานในใต้หล้า”
“งั้นพวกเราออกไปรับเขาหน่อยไหม?”
“ดี! ออกไปรับหน่อย จะได้ไปชมวิชาลายพู่กันที่ไร้เทียมทานในใต้หล้านั้นด้วยกัน!”
…
เมื่อมาถึงด่านที่สาม หลินจือไป๋หันกลับไปมองแวบหนึ่ง พบว่าข้างกายเหลือเพียงสามทหารเสือเท่านั้น คนอื่นไม่ได้ตามมา
หลินจือไป๋ : “คนอื่นไปไหนหมดแล้วครับ?”
เจียงโส่วรั่ง : “ต่อยกันอยู่ข้างหลังน่ะครับ”
หลินจือไป๋ : “อะไรนะ?”
ซ่งซิ่งเหลียง : “บทกวีที่คุณเพิ่งเขียนเมื่อกี้นี้ พวกเขากำลังแย่งชิงกันอยู่ครับ”
หลินจือไป๋ : “นั่นผมแค่เขียนเล่นๆ เองนะ”
เจียงโส่วรั่ง : “พูดแบบนั้นก็ถูกครับ แต่พวกเขาคิดว่ามันมีค่าแก่การสะสมมาก”
หลินจือไป๋ : “…”
แม้ลายมือของหลินจือไป๋จะสวยมาก แต่ตอนเขียนกวีเมื่อครู่เขาเขียนอย่างสบายๆ จริงๆ แค่เขียนให้ตัวอักษรชัดเจนพอให้ทุกคนอ่านออกเท่านั้น
เรียกไม่ได้ว่าเป็นผลงานศิลปะลายพู่กันเลยด้วยซ้ำ
ย่อมไม่ควรค่าแก่การแย่งชิงอะไรเลย
ซั่งจื้อหรงถอนหายใจยาว “ดูเหมือนพี่หลินจะยังรู้จักตัวเองไม่ดีพอสินะครับ”
สำหรับยอดปรมาจารย์ลายพู่กันอย่างหลินจือไป๋ แม้เขาจะเขียนอะไรเล่นๆ ก็จะมีคนยกย่องให้เป็นสิ่งล้ำค่า
และเมื่อสิ้นเสียงของซั่งจื้อหรง มีคนที่กำลังผ่านด่านที่สามคนหนึ่งหันมากล่าวว่า “ก็ว่าเสียงใครคุ้นๆ ที่แท้ก็พวกนายสามพี่น้องนี่เอง ปีนี้ถ้าต้องการจะผ่านด่านที่สามไป จะต้องทิ้งตัวอักษรหรือภาพวาดไว้หนึ่งชิ้น”
“ตัวอักษรหรือภาพวาด?”
หลินจือไป๋นึกไม่ถึงว่าด่านที่สามจะเป็นอะไรพวกนี้
นึกว่าด่านนี้จะออกโจทย์พิเศษอะไรเสียอีก
ซั่งจื้อหรงยิ้ม “ดูเหมือนด่านนี้พี่หลินจะต้องคว้าอันดับหนึ่งอีกแล้วล่ะครับ เรื่องลายพู่กันในที่นี้ใครจะมาเทียบคุณได้?”
“ลายพู่กันมันไม่มีความท้าทายเท่าไหร่ครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มออกมา ตัดสินใจสร้างความประทับใจเรื่องทักษะการวาดภาพให้โลกภายนอกรับรู้เพิ่มขึ้น “ผมขอวาดรูปแล้วกันครับ”
“วาดรูป?”
สามทหารเสือนิ่งอึ้ง พวกเขารู้เพียงว่าลายพู่กันของหลินจือไป๋เรียกได้ว่าไร้พ่าย และได้รับรู้ไปในด่านที่สอง แต่ไม่รู้เลยว่าเขาจะวาดรูปเป็นด้วย
“ภาพวาดพู่กันจีน”
หลินจือไป๋ให้เจ้าหน้าที่เตรียมสีและอุปกรณ์ให้ตนเอง
เพราะการผ่านด่านเน้นความรวดเร็ว ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเลือกโชว์ลายพู่กัน น้อยคนนักที่จะเลือกวาดภาพเหมือนหลินจือไป๋
หืม?
หลินจือไป๋คิดเช่นนั้น แต่กลับพบว่านอกจากตนเองแล้ว ในกลุ่มสามทหารเสืออย่างซ่งซิ่งเหลียงก็เลือกที่จะวาดภาพเหมือนกัน
เห็นหลินจือไป๋ทำหน้าสงสัย ซั่งจื้อหรงจึงอธิบายว่า “พี่หลินอาจจะยังไม่รู้ อย่าเห็นแต่ว่าระดับกวีของเหล่าซ่งธรรมดานะครับ เขาน่ะเป็นหนึ่งในจิตรกรหนุ่มที่ยอดเยี่ยมที่สุดในฉีโจวของเราเลยเชียวล่ะ”
“ปรมาจารย์ด้านการวาดภาพ!”
ซ่งซิ่งเหลียงเน้นย้ำอยู่ข้างๆ
เจียงโส่วรั่งเบะปาก “ตอนนี้นายยังห่างไกลจากระดับปรมาจารย์เยอะ”
หลินจือไป๋ยิ้มพลางเริ่มคิดว่าจะวาดอะไรดี แม้จะเลือกวาดภาพ แต่หลินจือไป๋ก็ไม่อยากทำให้อะไรมันวุ่นวายเกินไป หรือวาดอะไรที่ซับซ้อนเกิน หลังจากคิดครู่หนึ่งหลินจือไป๋ก็ตัดสินใจได้
“กุ้ง”
ฉีไป๋สือวาดกุ้งได้เก่งที่สุด
วันนี้หลินจือไป๋จะใช้ทักษะการวาดที่ได้รับการอัปเกรดจากระบบอย่างหนักหน่วง เลียนแบบสุดยอดวิชาวาดกุ้งของท่านผู้เฒ่าฉีไป๋สือ ต้องรู้ว่าทักษะการวาดของหลินจือไป๋ตอนนี้ พุ่งสูงถึง 80 แต้มแล้ว!
ระบบตัดสินว่า
นี่คือระดับปรมาจารย์ด้านการวาดภาพ!
อย่าลืมว่าระดับสูงสุดคือ 100 แต้ม
ดังนั้นหลินจือไป๋ในตอนนี้ แม้จะไม่กล้าบอกว่าเหนือกว่าท่านผู้เฒ่าฉีไป๋สือในการวาดกุ้ง แต่อย่างน้อยเลียนแบบให้ได้สักแปดเก้าส่วนก็ไม่มีปัญหาแน่นอน
หลังจากเจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์เสร็จ
หลินจือไป๋ก็เริ่มลงฝีแปรงอย่างเป็นทางการ
จุ่มพู่กันในน้ำหมึก ข้อมือยกขึ้นเล็กน้อย ตวัดพู่กันไปมา
‘ทำไมท่านมหาเศรษฐีไม่เขียนตัวอักษรล่ะ?’
‘อาจจะเป็นเพราะลายพู่กันมันไม่มีความท้าทายแล้วมั้ง’
‘เขาวาดรูปเป็นด้วยเหรอ?’
‘ต้องเป็นสิ ไม่งั้นจะเลือกวาดรูปทำไม?’
‘ฉันจำได้ว่าท่านมหาเศรษฐีเคยสเก็ตช์ภาพในรายการอยู่นะ’
‘ถ้าสเก็ตช์ภาพได้ พื้นฐานก็น่าจะไม่เลวแล้วล่ะ’
‘ฮ่าๆ ท่านมหาเศรษฐีอาจจะกลัวว่าถ้าเขียนตัวอักษรอีกแผ่น จะเกิดการแย่งชิงกันอีกก็ได้’
‘ถ้าฉันอยู่ตรงนั้นฉันก็แย่งนะ ลายมือจริงของอันดับหนึ่งใต้หล้าด้านอักษรหวัดแกมบรรจงเชียวนะ ถึงแม้บทกวีนั่นจะใช้ตัวบรรจงก็เถอะ’
‘ผมผู้ศึกษาวิชาลายพู่กันมากว่าสามสิบปีบอกพวกคุณได้เลยว่า ความสำเร็จด้านอักษรบรรจงของหลินจือไป๋ไม่ได้ด้อยไปกว่าอักษรหวัดของเขาเลยสักนิด!’
ชัดเจน
สำหรับเรื่องที่หลินจือไป๋เพิ่งเขียนกวีไปแล้วต้นฉบับกลับทำให้ปัญญาชนฉีโจวแย่งกันวุ่นวายนั้น ทุกคนพากันพูดถึงอย่างสนุกปาก
ส่วนเรื่องการวาดภาพของหลินจือไป๋…
แม้ทุกคนจะทึ่งในความสามารถที่หลากหลายของเขา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก
หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้ทุกคนจะเชื่อว่าหลินจือไป๋วาดรูปเป็น แต่ก็ไม่คิดว่าระดับการวาดภาพของเขาจะสามารถเทียบเคียงกับลายพู่กันหรือบทกวีได้
เหมือนกับที่หลางหล่าง[1]เล่นกีตาร์เป็นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ทุกคนไม่มีทางคิดว่าระดับการเล่นกีตาร์ของหลางหล่างจะเทียบกับเปียโนได้แน่นอน
แม้ในตอนนี้กล้องจะจับภาพไปที่หลินจือไป๋ และเห็นว่าท่วงท่าการคุมพู่กันของเขาดูเหมือนจะเป็นมืออาชีพมากก็ตาม
และข้างๆ กันนั้น
ซ่งซิ่งเหลียงเองก็กำลังวาดภาพพู่กันจีน หัวข้อที่เขาเลือกคือ ‘ดอกไม้’
น้ำหมึกวาดดอกไม้นั้นง่าย แต่การจะวาดให้โดดเด่นนั้นยาก ทว่าเทคนิคของซ่งซิ่งเหลียงนั้นแข็งแกร่งมาก ไม่นานนักก็รังสรรค์จิตวิญญาณออกมาได้
“ฝีมือการวาดของเหล่าซ่งเนี่ย ฉันยอมสยบให้เลย”
เจียงโส่วรั่งดูไปพลางถอนหายใจไปพลาง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการวาดของซ่งซิ่งเหลียงเลย ตอนนี้เขามีสมาธิอย่างยิ่ง จริงจังเป็นพิเศษ ไม่ขี้เล่นเหมือนแต่ก่อน
“ทำไมพวกเขาถึงมาที่นี่กันล่ะ?”
ซั่งจื้อหรงที่อยู่ข้างๆ มองไปข้างหน้า ที่แท้เป็นพวกปัญญาชนที่ควรจะอยู่ในเรือนธรรมชาติต่างพากันเดินออกมาแล้ว นำโดยหูเหวยและสืออวิ๋น
“หูเหวย!”
“สืออวิ๋น!”
ปัญญาชนรอบๆ ต่างพากันเข้าไปทักทาย และแปลกใจว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงออกมา
จนกระทั่งหูเหวยยิ้มพลางเอ่ยปากว่า “คุณหลินจือไป๋อยู่ที่ไหน พวกเราตั้งใจมาชมการแสดงลายพู่กันน่ะ”
“นั่นไงครับ”
เจียงโส่วรั่งรีบชี้ไปที่หลินจือไป๋ที่กำลังมีสมาธิอยู่ในมุมหนึ่ง
ปัญญาชนแถวนั้นถึงเพิ่งรู้ว่า ที่แท้เหล่าผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ออกมาเพราะหลินจือไป๋
ในใจทุกคนอดไม่ได้ที่จะทึ่ง ปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวคนนี้ช่างมีบารมีจริงๆ ถึงกับทำให้เหล่าขุนพลแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวพร้อมใจกันออกมาต้อนรับ!
นั่นน่ะหรือคือหลินจือไป๋?
มองจากข้างหลังดูหนุ่มมากเลยนะ
สืออวิ๋นอยากจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แต่หูเหวยกลับโบกมือห้าม “พวกเราอย่าเพิ่งไปรบกวนเขาตอนกำลังสร้างสรรค์งานศิลปะลายพู่กันเลย เดี๋ยวก็ได้เห็นพร้อมกัน”
“ไม่ใช่ลายพู่กันนะครับ”
ซั่งจื้อหรงเอ่ย “พี่หลิน…เอ้ย คุณหลิน ด่านนี้เขาเลือกวาดภาพครับ”
เมื่อเห็นเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองต่างเรียกหลินจือไป๋ว่าคุณหลิน ซั่งจื้อหรงก็รู้สึกกระดากอายที่จะเรียกพี่หลินต่อไป
“วาดภาพ?”
หูเหวยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนวันนี้จะไม่มีวาสนาได้ชมลายมือเสียแล้ว”
“มีครับมี”
เจียงโส่วรั่งรีบเสนอขายทันที “อาจารย์ทุกท่านมองว่าภาพวาดของเหล่าซ่งเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
ซ่งซิ่งเหลียงวาดเสร็จเกือบหมดแล้ว เพราะเขามีสมาธิมาก จึงไม่รู้เลยว่ามีคนมามากมายขนาดนี้ วินาทีที่เงยหน้าขึ้นมาถึงกับสะดุ้งโหยง รีบทักทายตะกุกตะกัก “อาจารย์หู… อาจารย์สือ… อาจารย์ทุกท่าน...”
“ขอดูหน่อย”
สืออวิ๋นเดินเข้าไปดู พลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ต้องบอกว่าภาพวาดของซิ่งเหลียง เริ่มเข้าใกล้ระดับของคุณพ่อเขาเข้าไปทุกทีแล้ว ภายในสิบปีนี้น่าจะมีหวังเข้าสู่ระดับปรมาจารย์!”
“จริงหรือเปล่าครับ?”
เจียงโส่วรั่งอ้าปากค้าง “ฉีโจวของเราจะมีปรมาจารย์การวาดภาพสักกี่คนกันเชียว…”
สืออวิ๋นเอ่ย “นี่ยังไม่เชื่อสายตาผมอีกเหรอ? ไม่ว่าฉีโจวจะมีปรมาจารย์การวาดภาพกี่คนก็ตาม แต่ในอนาคตปรมาจารย์ที่หนุ่มที่สุดในฉีโจว จะต้องเป็นซ่งซิ่งเหลียงในกลุ่มสามทหารเสืออะไรของพวกคุณนี่แหละ!”
“คุณพูดแบบนี้ผมย่อมเชื่อแน่นอนครับ ก็คุณน่ะเป็นถึงปรมาจารย์ด้านการวาดภาพนี่นา”
เจียงโส่วรั่งยิ้มแห้งๆ พึมพำเบาๆ ว่า “ผมแค่แปลกใจว่าไอ้หน้าอย่างเหล่าซ่งเนี่ยนะ มีราศีปรมาจารย์จับ…”
“คุณพูดว่าอะไรนะ?”
สืออวิ๋นเหมือนจะได้ยินแว่วๆ
เจียงโส่วรั่งไอแก้เก้อ “เปล่า… เปล่า… ไม่มีอะไรครับ…”
เขากลัวสืออวิ๋นจะซักไซ้ต่อ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ดูเหมือนคุณหลินจะวาดเสร็จแล้วเหมือนกันครับ ทุกคนรู้ว่าลายพู่กันเขาเยี่ยมยอด ไม่รู้ว่าระดับการวาดภาพจะเป็นยังไงบ้าง… คุณหลิน!”
มีคนเรียกเขาเหรอ?
หลินจือไป๋ก็เหมือนกับซ่งซิ่งเหลียงเมื่อครู่ เพราะตั้งใจวาดเกินไป จึงไม่รู้เลยว่าข้างหลังมีคนตามมาเพียบ
เขาหันกลับไป
ไม่รู้จักสักคน
ทว่าคนเหล่านี้กลับรู้จักเขา
ชายชราผมเริ่มขาวหนึ่งในนั้นเอ่ยว่า “คุณหลินน้อย ผมคือหูเหวย พวกเราเคยคุยกันทางเน็ตมาบ้างแล้ว”
ที่เรียกคุณหลินน้อยก็เพราะ…
หลินจือไป๋นั้นยังหนุ่มแน่นเกินไปจริงๆ
หนุ่มจนหากหูเหวยเรียกเขาว่าคุณหลิน ก็ดูเหมือนจะทำให้เขาแก่เกินวัยไปเสียเปล่าๆ
“ผู้อาวุโสหู”
หลินจือไป๋ไม่รู้จะเรียกอีกฝ่ายอย่างไร จึงเรียกผู้อาวุโสแทน เขาจำคนคนนี้ได้ อีกฝ่ายคือคนที่ประกาศทางเน็ตว่าเขาคือปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวนั่นเอง
“ผมชื่อสืออวิ๋น”
สืออวิ๋นที่อยู่ข้างๆ เอ่ยปาก “เจียงโส่วรั่งเป็นหลานชายของผม…ดูเหมือนพวกคุณจะสนิทกันนะ”
“ครับ”
หลินจือไป๋ทักทายอีกครั้ง “ยินดีที่ได้พบผู้อาวุโสสือครับ พวกคุณมาที่นี่ทำไมเหรอครับ”
สืออวิ๋นยิ้มบางๆ “ก็มาต้อนรับคุณนั่นแหละครับ เพราะคุณเป็นแขกที่มาจากฉินโจว แน่นอนว่าถือโอกาสมาชมวิชาลายพู่กันของคุณด้วย ตาเฒ่าหูเอาแต่บอกว่าคุณคืออันดับหนึ่งในใต้หล้าด้านอักษรหวัดแกมบรรจง… นึกไม่ถึงว่าคุณจะเลือกวาดภาพเสียอย่างนั้น”
“วาดเล่นๆ น่ะครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มให้ “ลำบากทุกท่านต้องเดินมาถึงที่นี่ ทำให้ทุกคนผิดหวังแล้วครับ”
“อะไรผิดหวังไม่ผิดหวังกัน”
สืออวิ๋นโบกมือ “วงการวรรณกรรมฉีโจวของเรายึดถือผู้มีความสามารถเป็นสำคัญ กลอนคู่และบทกวีที่คุณเขียนไว้ข้างหน้า พวกเราได้ยินมาแล้ว นับว่าคู่ควรให้ทุกคนออกมาต้อนรับในครั้งนี้จริงๆ ส่วนด่านที่สามที่คุณจงใจเลือกวาดภาพ คงเป็นเพราะไม่อยากทำตัวเด่นอีกใช่ไหม จริงๆ ไม่จำเป็นเลย แสดงตัวตนออกมาให้เต็มที่เถอะ ผมไม่ยึดถือเรื่องปัญญาชนข่มกันเอง หรือเรื่องไม้ที่เด่นเหนือป่าลมมักจะพัดโค่นหรอก”
หลินจือไป๋พยักหน้าเบาๆ
ทว่าข้างๆ กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
ที่แท้คือซ่งซิ่งเหลียงที่ไม่รู้ว่าเดินมาหยุดอยู่ข้างกายหลินจือไป๋ตั้งแต่เมื่อไหร่ และหยิบภาพวาดพู่กันจีนที่เขาเพิ่งวาดเสร็จแผ่นนั้นขึ้นมา…
………………………………………..
[1] หลางหล่าง เป็นนักเปียโนชาวจีน มีชื่อเสียงจากการแสดงคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกในสหรัฐอเมริกาและยุโรป