ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 441 มังกรข้ามถิ่น ! (1)
กวีสำเร็จในชั่วพริบตา
สายตาทุกคนแทบจะหยุดนิ่งอยู่ที่บทกวีสองประโยคหลังของหลินจือไป๋ จนความสนใจของทุกคนถูกดึงออกมาจากวิชาลายพู่กันอันเหนือชั้นชั่วคราว
ยามเมามายมิทราบว่านภาสถิตอยู่ในน้ำ !
มวลฝันพิสุทธิ์เต็มลำเรือกดทับทางช้างเผือก !
หลินจือไป๋ใช้ฝีแปรงราวกับความฝันรังสรรค์ห้วงนิมิตที่เพียงแค่จินตนาการตามก็อดไม่ได้ที่จะจมดิ่งลงไป ราวกับว่าตัวเอกในบทกวีไม่ได้จอดเรืออยู่ในทะเลสาบตงถิงแต่กำลังพายแจวอยู่บนทางช้างเผือก และสิ่งที่เห็นรอบกราบเรือก็คือโลกที่เต็มไปด้วยแสงดาราอันเจิดจรัส
งดงามเหลือเกิน !
บทกวีนี้ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก !
‘ ยามเมาจนลืมไปว่าดวงดาวในน้ำเป็นเพียงเงาสะท้อน ในฝันที่แจ่มใสข้านอนอยู่บนธารสวรรค์ … ‘
‘ อารมณ์สุนทรีย์แบบนี้เรียกได้ว่าสวยงามถึงที่สุด ! ‘
‘ ถูกบทกวีนี้สะกดวิญญาณเข้าอย่างจัง ! ‘
‘ สองประโยคหลังของบทกวีนี้คือการสังหารหมู่ชัดๆ ! ‘
‘ ก่อนหน้านี้บนเรือท่านมหาเศรษฐีไม่ยอมประชันกวีกับซังจื่อหรง ที่แท้ก็แค่ต้องการทำตัวเงียบๆ และไว้หน้าอีกฝ่ายจริงๆ ‘
‘ ใช่เลย ‘
‘ ถ้าตอนอยู่บนเรือท่านมหาเศรษฐีงัดบทกวีนี้ออกมา บทของซังจื่อหรงก็จะดูธรรมดาไปถนัดตาเลย ‘
ในห้องไลฟ์สด ทั้งคนที่เข้าใจบทกวีและไม่เข้าใจต่างก็ตกตะลึง !
นี่คือเสน่ห์ที่สุดยอดที่สุดของภาษาจีนซึ่งยากที่ภาษาอื่นจะเปรียบเทียบได้ เพียงตัวอักษรไม่กี่ตัวก็สามารถรังสรรค์สถานการณ์และภาพพจน์ที่ทำให้ใจคนถวิลหาได้
เมื่อเทียบกับความอื้ออึงในห้องไลฟ์สด ตอนนี้ที่ตงถิงกลับตกอยู่ในความเงียบงัน
เหล่าปัญญาชนที่รุมล้อมเข้ามาต่างพากันอ้าปากค้างมองดูบทกวีที่หลินจือไป๋เขียนทิ้งไว้ ในใจพลันผุดคำขึ้นมาว่า มังกรข้ามถิ่น !
หลินจือไป๋ผู้มาจากฉินโจวช่างหนุ่มแน่นและอวดดี มาแค่ตัวคนเดียวกลับใช้ความสามารถทางวรรณศิลป์ข่มขวัญปัญญาชนฉีโจวนับสิบคน หากไม่ใช่มังกรข้ามถิ่นแล้วจะเป็นอะไรไปได้ ?
หากตัดเรื่องที่มาออกไป บทกวีนี้เขียนได้งดงามจริงๆ งดงามจนทุกคนไม่แม้แต่จะไปจู้จี้ว่าเทคนิคการประพันธ์เป็นอย่างไร
รู้สึกเพียงว่าทุกตัวอักษรในสองประโยคหลังนั้นช่างงดงามไร้ที่ติและลงตัวที่สุด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลายมือของหลินจือไป๋ที่สวยงามปานนั้น
ภายใต้การส่งเสริมของความงามทั้งสองสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของเซี่ยซินอี๋ปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจวหรือบทกวีของซังจื่อหรงต่างก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะดูหมองลงไปในทันที !
กวีดี !
นับเป็นอันดับหนึ่งของรอบนี้ !
“ความสามารถของคุณหลินผมขอเลื่อมใส !”
“รอบนี้โจทย์ออกมาอย่างกะทันหัน ผมเชื่อว่าต่อให้คุณหลินจะมีร่างไว้ในใจแต่เวลาที่ใช้ก็น้อยมากแน่ๆ สามารถสร้างสรรค์บทกวีเช่นนี้ได้ในเวลาอันสั้น ผู้อาวุโสเพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต !”
“ปลายพู่กันรังสรรค์บุปผา !”
“ทั้งตัวอักษรและบทกวีเรียกได้ว่าเป็นคู่เอกอุ !”
ต้องยอมรับว่าปัญญาชนที่มีอายุหน่อยนั้นมีความมั่นคง คำชมของพวกเขานั้นสละสลวยและมีระดับ ไม่เหมือนคนบางกลุ่มในห้องไลฟ์สดหรือพวกสามทหารเสือแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวที่อ้าปากก็มีแต่คำว่า “เช็ด โคตรเจ๋ง”
“ทุกท่านชมเกินไปแล้วครับ ”
หลินจือไป๋ประสานมืออย่างถ่อมตัว ในถิ่นของคนอื่นจะทำตัวเด่นเกินไปไม่ได้ มิเช่นนั้นจะดูเหมือนจงใจมาพังงาน อีกอย่างเพื่อนปัญญาชนชาวฉีโจวทั้งหลายต่างก็เป็นมิตรมาก
“ตอนอยู่บนเรือคุณไว้หน้าผมจริงๆ ด้วย”
ซังจื่อหรงเอ่ยปากอย่างละห้อย กวีของเขาต่อให้ดีแค่ไหนก็เทียบกับบทนี้ของหลินจือไป๋ไม่ได้ แม้แต่บทที่เซี่ยซินอี๋ทิ้งไว้ก็ยังถูกเทียบจนด้อยลงไป
แต่จากเรื่องนี้ก็มองออกเช่นกันว่า หลินจือไป๋ไม่ใช่คนชอบอวดดี เพียงแต่ด้วยตัวตนของเขาบวกกับชื่อเสียงปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว มักจะมีคนผลักดันให้เขาต้องแสดงฝีมืออยู่เสมอ
“พี่ซังอย่าดูถูกตัวเองเลยครับ ”
หลินจือไป๋ปลอบใจเขา “พวกเราไปด้านที่สามกันเถอะ ”
กลอนคู่และบทกวีก็ทดสอบไปแล้ว ไม่รู้ว่าด้านที่สามจะมีโจทย์ยากแบบไหนรอตนอยู่ หลินจือไป๋เตรียมใจไว้พร้อมแล้ว
สิ่งที่หลินจือไป๋ไม่รู้ก็คือในตอนที่เขากำลังมุ่งหน้าไปด้านที่สามนั้น ภายในเรือนธรรมชาติ ตอนนี้มีคนอยู่ไม่น้อย
โดยคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสำคัญที่สุดก็คือสองยอดขุนพลแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจว นั่นคือหูเหวยและสืออวิ่น ทั้งสองกำลังสนทนาอย่างเป็นกันเอง หูเหวยยิ้มพลางกล่าวว่า
“ได้ยินว่าซินอี๋เพิ่งเดินผ่านด้านที่สองแล้วเขียนบทกวีดีๆ ไว้บทหนึ่ง ลองร่ายให้ฟังหน่อยเป็นอย่างไร ?”
“งั้นผู้น้อยขอแสดงความเขลาแล้วค่ะ ”
ตำแหน่งที่นั่งของเซี่ยซินอี๋อยู่ไม่ไกลจากสองยอดขุนพลนัก เธอเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วร่ายว่า
“ทะเลสาบราบเรียบสุดสายตา เชื่อมต่อกับนภา …”
ทุกคนที่ฟังอยู่ต่างเผยสีหน้าชื่นชม โดยเฉพาะปัญญาชนชายรุ่นราวคราวเดียวกันแววตายิ่งฉายแววรักใคร่เอ็นดู
ต้องยอมรับว่าเซี่ยซินอี๋คนนี้แม้จะดูสะสวยสง่างาม ผิวขาวนวล หน้าตาหมดจด แต่หากเทียบกับพวกดาราหญิงหรือเน็ตไอดอลสาวแล้วยังดูด้อยกว่าเล็กน้อย
ทว่าเซี่ยซินอี๋กลับมีกลิ่นอายของความเป็นปัญญาชนที่น่าหลงใหล และที่สำคัญที่สุดคือเธอเป็น ‘ ปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ ‘ ที่ฉีโจวยอมรับ ไม่ว่าผู้ชายในวงการวรรณกรรมจะยอมรับหรือไม่ แต่รัศมีของ ‘ ปราชญ์หญิงอันดับหนึ่ง ‘ นี้ทำให้พวกเขาเกิดความปรารถนาที่จะชนะใจเซี่ยซินอี๋จริงๆ
สำหรับผลงานของเซี่ยซินอี๋ สืออวิ่นเองก็ให้การยอมรับ กล่าวกลั้วหัวเราะว่า
“เกรงว่าอันดับหนึ่งของรอบที่สองคงหนีไม่พ้นซินอี๋แล้ว รางวัลนับว่าไม่เลวเลยนะ”
“นั่นก็ไม่แน่เสมอไป ”
หูเหวยยิ้มบางๆ “ตาเฒ่าสือ นายไม่รู้เหรอว่าวันนี้ฉันเชิญใครมา ถ้ามีเขาอยู่ บทกวีของซินอี๋ก็อาจจะไม่ได้ครองอันดับหนึ่งเสมอไปหรอกนะ ”
สืออวิ่นชะงักไปเล็กน้อย
ข้างๆ มีเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวังดังขึ้น
“ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือกลอนคู่อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว เจ้าแห่งกลอนคู่ในตำนานอย่างหลินจือไป๋แน่นอน ผมทิ้งกลอนคู่ที่น่าสนใจไว้ให้เขาที่ด้านแรก หวังว่าเขาจะต่อได้นะ ถ้าต่อไม่ได้คงน่าเบื่อแย่ …”
“กลอนคู่อะไร ?”
หูเหวยกับสืออวิ่นต่างก็สงสัย หัวข้อสนทนาจึงไม่วนเวียนอยู่ที่ว่าบทกวีของเซี่ยซินอี๋จะคว้าตำแหน่งชนะเลิศในด้านที่สองได้หรือไม่อีกต่อไป
ทว่าแววตาของเซี่ยซินอี๋กลับไหววูบไปเล็กน้อย หลินจือไป๋ …
ปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวอย่างนั้นเหรอ ?
ช่างเป็นหนุ่มเจ้าปัญญาที่ชวนให้สงสัยใคร่รู้จริงๆ
และคนที่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่ก็คือหลี่ไป๋ อันดับหนึ่งด้านกลอนคู่แห่งฉีโจว เขาประสานมือคารวะสองยอดขุนพลพลางยิ้มให้
“วรรคแรกของผมคือ คนผ่านวัดพระใหญ่ พระวัดใหญ่กว่าคน ”
“อ่านย้อนกลับอย่างนั้นเหรอ ”
สืออวิ่นขมวดคิ้ว “คุณออกแบบซับซ้อนเกินไป คนอื่นยากจะคิดออกในเวลาสั้นๆ แล้วตัวคุณเองมีวรรคหลังหรือเปล่า …”
“แน่นอนครับ ”
หลี่ไป๋กล่าวเสียงดัง “วรรคหลังของผมคือ คนมาตลาดแลกเปลี่ยน สิ่งที่แลกเปลี่ยนคือคนมา”
เซี่ยซินอี๋กล่าวอย่างจนใจว่า “อาหลี่คะ ถ้าตามแนวคิดของอาเนี่ย หนูไม่ต่อได้เป็น คนมาสถานตรวจวัด สิ่งที่ตรวจวัดคือคนมา หรือไงคะ ?”
“ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่ ”
หลี่ไป๋ทวนซ้ำอีกรอบแล้วดวงตาเป็นประกาย “ถึงได้บอกไงว่าซินอี๋นะเป็นปราชญ์หญิง นึกไม่ถึงว่าจะสามารถตามแนวคิดของอาแล้วนึกประโยคแบบนี้ออกมาได้ทันที”
“ไร้ซึ่งความงามทางศิลปะ”
หูเหวยติติงหนึ่งประโยค จากนั้นหลังจากใคร่ครวญเล็กน้อย กล่าวออกมาเสียงทุ้มว่า “ไม่สู้ต่อว่า ‘ บุปผาหอมอบอวลทั่วศาลาสวน ศาลาสวนอบอวลด้วยบุปผาหอม ‘ ดีกว่าเหรอ”
“ไม่เลว ”
สืออวิ่นเองก็เริ่มมีความสนใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “งั้น ‘ ในห้องโถงมีแขกมาพัก แขกมาพักในห้องโถง ‘ เป็นอย่างไร ?”
หลี่ไป๋ยิ้ม “ทั้งสองท่านสมกับเป็นยอดขุนพลแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวของเราจริงๆ ”
กลอนคู่ของตนเองนั้นแน่นอนว่าต้องล้อเล่น สิ่งที่เขาเตรียมไว้จริงๆ คือ ‘ วิหคบินในรังป่า ในรังป่าวิหคบิน ‘ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องร่ายออกมาเป็นพิเศษ
เขาอยากรู้มากกว่าว่าหลินจือไป๋จะต่ออย่างไร หากอีกฝ่ายต่อไม่ได้ล่ะก็ อันดับหนึ่งกลอนคู่แห่งฉีโจวอะไรนั้นก็คงเป็นแค่ชื่อจอมปลอม
และในตอนนั้นเองมีคนเดินเข้ามา หลี่ไป๋เห็นอีกฝ่ายก็ดวงตาเป็นประกาย ตะโกนถามว่า
“เสี่ยวหลู สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง หลินจือไป๋มาถึงหรือยัง แล้วกลอนคู่นั้นเขามีไอเดียไหม ?”
“มีครับ ”
คนชื่อเสี่ยวหลูยิ้ม “คุณหลินไม่เพียงแต่ต่อได้ แต่วรรคหลังของเขายังได้รับคำชมเชยไปทั่วทั้งงานเลยครับ !”
“ชมเชยไปทั่ว ?” หลี่ไป๋ถาม “เขาต่อว่าอะไร ?”
ปัญญาชนทุกคนในที่นั้นต่างหันไปมองชายหนุ่มคนนี้ทันที แม้แต่หูเหวยและสืออวิ่นก็ยังเกิดความสงสัย
เสี่ยวหลูพลันรู้สึกถึงความกดดัน ไม่กล้าลีลา รีบเอ่ยปากทันที “คุณหลินต่อว่า ‘ แขกเยือนเรือนธรรมชาติ ที่แท้คือแขกจากสรวงสวรรค์ ‘ ครับ”
แขกเยือนเรือนธรรมชาติ ?
ที่แท้คือแขกจากสรวงสวรรค์ ?
เหล่าปัญญาชนในที่นั้นใจสั่นสะท้าน
กลอนคู่นี้สองยอดขุนพลแห่งฉีโจวอาจจะต่อได้ เซี่ยซินอี๋เองก็อาจจะพอถูไถไปได้ แต่หากพูดถึงความเหมาะสมและเข้ากับสถานการณ์แล้ว ต้องยกให้วรรคหลังของหลินจือไป๋นี้เป็นที่สุด !
ต่อได้ยอดเยี่ยม !
หลี่ไป๋อดไม่ได้ที่จะตะโกนชมเสียงดัง “วรรคหลังที่ท่านผู้เฒ่าหูและท่านผู้เฒ่าสือต่อเมื่อกี้จริงๆ ก็ดีมากแล้ว ของซินอี๋เองก็ถือว่าผ่านเกณฑ์ แต่หากจะพูดถึงความสมบูรณ์แบบที่สุดก็ต้องเป็นวรรคหลังของหลินจือไป๋บทนี้ ที่แท้คือแขกจากสรวงสวรรค์ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเป็นคนหนุ่มที่มีความทรนงองอาจมากทีเดียวนะ ”
คำว่า ‘ ทรนง ‘ จากปากของหลี่ไป๋ไม่มีความหมายในเชิงลบ
เพราะหลี่ไป๋เห็นว่าคนหนุ่มที่มีความสามารถย่อมมีสิทธิที่จะทรนง ตอนเขายังหนุ่มเขาก็โอหังมากเหมือนกัน ถ้าไม่ซ่าตอนหนุ่มแล้วจะไปซ่าตอนไหนกันล่ะ ?
“ดีจริงๆ นั่นแหละ”
หูเหวยไม่ได้โกรธที่หลี่ไป๋บอกว่าวรรคหลังนี้ดีกว่าของตนเอง กลับยิ้มกริ่มพลางพูดกับสืออวิ่นว่า
“ตอนนี้นายยังคิดว่าอันดับหนึ่งของด้านที่สองจะเป็นซินอี๋อยู่ไหม ?”
“แน่นอน ”
สืออวิ่นเอ่ย “บทกวีของซินอี๋นับว่ามีคุณภาพไม่ธรรมดา อย่างระดับของกลอนคู่กับการแต่งกวีนั้นไม่อาจเอามาปนกันได้ ไม่งั้นคนที่แต่งกวีเก่งที่สุดในฉีโจวของเราก็ควรจะเป็นหลี่ไป๋แล้ว”
“ท่านผู้เฒ่าสืออย่ามาแช่งผมเลยครับ ”
หลี่ไป๋ยิ้ม “ฝีมือการแต่งกวีของผมก็ไม่เลวนะ แค่ใจรักกลอนคู่มากกว่าก็เท่านั้น ”
“เอ่อ…”
เสี่ยวหลูที่มาทีหลังดูเหมือนจะอึกอัก เซี่ยซินอี๋ที่นิ่งเงียบอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นจึงเอ่ยปากถามก่อน
“คุณหลินคนนั้นน่าจะผ่านด้านที่สองมาแล้วใช่ไหมคะ ?”
“ใช่ครับ ”
เสี่ยวหลูเกาหัว “และบทกวีที่คุณหลินเขียนในด้านที่สองก็ได้รับคำชมไปทั่วเช่นกัน ในงานมีคนไม่น้อยที่คิดว่าบทกวีนั้นควรค่าแก่ตำแหน่งอันดับหนึ่ง …”
“กวีอะไร ?”
สืออวิ่นเริ่มประหลาดใจ ชัดเจนว่าเขารู้จักหลินจือไป๋ไม่เท่าหูเหวย
เสี่ยวหลูเอ่ยปากว่า “กวีบทนั้นเขียนได้ดีมากครับ ผมถึงขั้นอดไม่ได้ต้องจดจำไว้ ลมประจิมพัดผิวน้ำตงถิงจนดูชรา เพียงชั่วข้ามคืนผมของท่านเซียงจวินก็ขาวโพลนไปมาก ยามเมามายมิทราบว่านภาสถิตอยู่ในน้ำ มวลฝันพิสุทธิ์เต็มลำเรือกดทับทางช้างเผือก ”
ซี๊ด
มีเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความหนาวเหน็บ จากนั้นก็กลายเป็นการซุบซิบดังระงม
“คุณหลินคนนี้มีความสามารถยิ่งใหญ่สมกับเป็นปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว”
“ต้องบอกว่าสมกับที่เป็นคนจริงที่มีฝีมือลุยเดี่ยวจนทำลายงานกวีที่ฉินโจวได้จริงๆ”
“เพื่อนที่ฉินโจวของฉันพอเอ่ยถึงเขาก็มักจะยกย่องว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา วันนี้แหละที่ฉันได้ประจักษ์กับตาตัวเองแล้ว”
“เก่งจริงๆ ”
“บทกวีนี้มีสิทธิครองอันดับหนึ่ง”
ส่วนเซี่ยซินอี๋เองก็นึกถึงกวีบทนี้ในใจ ถึงกับนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย
เป็นผลงานที่แต่งขึ้นสดๆ ในตอนนั้นเลยเหรอ ?
เมื่อดูจากเนื้อหาของกวี ดูเหมือนว่าหลินจือไป๋จะเขียนขึ้นมาในตอนนั้นจริงๆ เพราะก่อนข้ามฟากถึงเพิ่งจะมีเหตุการณ์ที่เขาจะขึ้นเรือในอาการมึนๆ ก็มีเหตุผล เหล้าพื้นเมืองของฉีโจวนั้นแรงมาก ชาวฉินโจวไม่ชินหรอก
‘ เก่งกว่าฉันจริงๆ ‘
เซี่ยซินอี๋คิดเช่นนั้น ทว่าบนใบหน้ากลับไม่มีความเศร้าสร้อยเท่าไหร่นัก
===============