ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 440-2 มวลฝันพิสุทธิ์เต็มลำเรือกดทับทางช้างเผือก ! (2)
- Home
- ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
- ตอนที่ 440-2 มวลฝันพิสุทธิ์เต็มลำเรือกดทับทางช้างเผือก ! (2)
สามทหารเสือสบตากัน อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทกวีบนเรือบทนั้น
โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ ประกาศตัวข้าคือเซียนแห่งสุรา !
หลินจือไป๋ไม่เพียงแต่มีความสามารถล้นเหลือ แต่ในตัวเขายังดูเหมือนจะมีอำนาจบารมีและความโอหังที่มิอาจล่วงเกินได้ซ่อนอยู่
ทั้งที่ดูยโสมาก แต่ก็ยโสจนทำให้คนยอมสยบด้วยความเลื่อมใส !
ทว่าในความเป็นจริง หลินจือไป๋แค่ก็นึกวรรคหลังอย่างอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ อันนี้แหละที่เหมาะสมที่สุด ส่วนคนอื่นจะมโนไปถึงไหนเขาก็ขี้เกียจจะไปใส่ใจ
“ยอดเยี่ยม !”
เมื่อทุกคนเข้าใจวรรคหลังของหลินจือไป๋ ต่างก็พากันชื่นชม
จากนั้นทุกคนก็ต่อกลอนคู่ในโจทย์ของตัวเองไป บางคนที่ต่อไม่ได้ก็กัดฟันดื่มเหล้าไปสามจอก หลินจือไป๋หลุดขำออกมา
“จะว่าไปงานกวีนี่ถ้ามีคนตอบโจทย์ไม่ได้ติดต่อกันหลายด้าน ต้องอาศัยการดื่มเหล้าเพื่อให้ผ่านไปได้ พอไปถึงเรือนธรรมชาติสงสัยคงได้เมาจนหลับปุ๋ยแน่ๆ ”
พี่หลินคุณคิดว่าไม่มีเหรอครับ ?
ได้ยินหลินจือไป๋พูดเช่นนั้น เจียงโส่วรังก็กล่าวว่า “ที่ผ่านมาแทบทุกปีจะมีคนตอบโจทย์ได้น้อยจนต้องดื่มเหล้าเยอะเกินไป พอเข้าเรือนธรรมชาติไปแล้วก็เดินโซเซไปทั้งตัว ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อปีก่อนยังมีคนภาพตัดแล้วเมาอาละวาดจนสุดท้ายถูกรปภ. ลากออกไปเลยครับ เพราะงั้นคนที่เข้าเรือนธรรมชาติแล้วยังประคองสติได้อยู่ล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น หรือไม่ก็มีเพื่อนเยอะที่เต็มใจดื่มแทนให้ แน่นอนว่าก็มีข้อยกเว้นบางอย่าง …”
เจียงโส่วรังบุ้ยปาก
พี่แทซง ซิงเหลียง และซังจื่อหรงก็เริ่มดื่มกันอีกแล้ว สองคนนี้ไม่อยากจะผ่านด้านเลยสักนิด แต่อยากจะดื่มเหล้า ทั้งที่โจทย์ของพวกเขาไม่ยากเลย คิดแค่นิดเดียวก็ตอบได้แล้ว พอดื่มเสร็จ ซิงเหลียงยังรู้สึกเสียดายเลยบอกกับหลินจือไป๋ว่า
พี่หลิน ด้านหน้าคุณอย่าทำตัวโดดเด่นแบบนี้อีกละ ไม่ต้องกลัวเรื่องดื่มเหล้าหรอก เดี๋ยวผมเหล้าซ่งดื่มแทนให้เอง ผมคอแข็งสุดๆ ต่อให้ดื่มทุกด้านเข้าเรือนธรรมชาติไปก็เดินไม่เซแน่นอน
“เหลวไหล”
เจียงโส่วรังกระซิบข้างหูหลินจือไป๋ว่า “ที่ผมบอกว่าเมื่อปีก่อนมีคนภาพตัดเมาอาละวาดจนถูกรปภ. เชิญออกไปนะ คือซ่งซิงเหลียงครับ ”
หลินจือไป๋นึกไม่ถึงว่าในกลุ่มสี่คนจะมีคนขี้เหล้าอยู่หนึ่งคน
ซ่งซิงเหลียงไม่ยอมรับ “ที่ปีก่อนฉันภาพตัดเป็นเพราะช่วยพวกนายสองคนดื่มแทนเยอะเกินไปต่างหาก !
เจียงโส่วรังรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย ฮึดฮัดว่า “บางทีก็ลองหาสาเหตุที่ตัวเองบ้างนะ ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วคอแข็งขึ้นบ้างไหม ได้ตั้งใจฝึกฝนบ้างหรือเปล่า ?”
เล่นก็ส่วนเล่น ทะเลาะก็ส่วนทะเลาะ ทางเดินนี้ยังไม่จบนะ อย่างที่สามทหารเสือแนะนำไว้ก่อนจะถึงเรือนธรรมชาติมีสามด้าน พวกเขาเพิ่งจะผ่านด้านแรกมาได้ และไม่นานก็มาถึงด้านที่สอง ตรงนี้มีปัญญาชนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก หลินจือไป๋ลองนับคร่าวๆ ดูคาดว่ามีประมาณสามสิบกว่าคน
ด้านนี้คืออะไรครับ ?
ขั้นตอนคล้ายกับด้านแรก พวกเขาเริ่มจากทักทายปัญญาชนที่ติดอยู่ที่นี่ จากนั้นสามทหารเสือก็แนะนำตัวตนของหลินจือไป๋ให้ทุกคนรู้จัก ตามด้วยการทักทายตามมารยาทหรือทักทายอย่างจริงใจและการอวยกันไปมาตามธรรมเนียม
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เอ่ยขึ้นว่า “ด้านที่สองนี้ง่ายมากครับ เมื่อกี้ทุกท่านพายเรือลําน้อยผ่านทะเลสาบตงถิงมาแล้ว ขอเพียงทุกท่านเขียนบทกวีชื่นชมทะเลสาบตงถิงออกมาหนึ่งบทก็ถือว่าผ่านครับ บทกวีนีจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ดังนั้นถ้าอาจารย์ท่านไหนทำแบบขอไปทีระวังจะถูกคนที่มาอ่านบทกวีเหล่านี้ดูแคลนเอาได้นะครับ นอกจากนี้บทกวีที่ชื่นชมทะเลสาบตงถิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของปีนี้จะถูกสลักไว้บนหินก้อนใหญ่ในแหล่งท่องเที่ยวตงถิงด้วยครับ …”
สามทหารเสือสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ปัญญาชนคนอื่นๆ ที่เพิ่งมาถึงพร้อมพวกเขาก็เริ่มหายใจติดขัดขึ้นมาทันที ด้านที่สองนี้หมายถึงโอกาสในการสร้างชื่อเสียงครั้งใหญ่ !
ลองคิดดูสิ ถ้าบทกวีของตัวเองถูกสลักไว้บนหินในแหล่งท่องเที่ยว และหินก้อนนั้นยังเป็นจุดเช็คอินสำคัญ จะน่าภาคภูมิใจขนาดไหน เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลไปเลย !
เพราะโดยปกติแล้ว มีเพียงยอดกวีในสมัยโบราณเท่านั้นที่จะได้รับเกียรติเช่นนี้ ถามหน่อยว่าปัญญาชนคนไหนจะปฏิเสธความเย้ายวนใจอันยิ่งใหญ่จากการเสริมบารมีแบบนี้ได้ มิน่าละด้านนี้ถึงมีคนมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้ !
เห็นได้ชัดว่าคนกลุ่มนี้ต่างอยากให้ผลงานของตัวเองโดดเด่นออกมา การผ่านด้านไม่ใช่จุดประสงค์หลักของคนพวกนี้อีกต่อไปแล้ว
ซ่งซิงเหลียงเห็นป้ายที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างๆ มีบทกวีที่ยอดเยี่ยมแปะอยู่ไม่น้อย จึงเตือนทุกคนว่า “ถึงโอกาสสร้างชื่อครั้งนี้จะหาได้ยาก แต่ตรงนี้มีอัญมณีที่ถูกวางไว้ก่อนหน้าแล้วนี่นา จะเป็นผลงานที่เซี่ยซินอีทิ้งไว้ตอนเดินผ่านไปใช่ไหม ?”
ซ่งซิงเหลียงก็อ่านบทกวีว่า
“ทะเลสาบราบเรียบสุดสายตา เชื่อมต่อกับนภาป่าไม่ลึกล้ำ ซ่อนสายน้ำพลันตกใจ แสงสว่างไสวบนผืนน้ำ นึกว่านั่งเรือมาถึงขอบดวงตะวัน”
อ่านจบซ่งซิงเหลียงลิ้มรสอย่างละเอียด อดไม่ได้ที่จะชื่นชมออกมา “มิน่าละเซี่ยซินอีถึงได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจวของเรา ระดับของบทกวีนีก้าวข้ามปัญญาชนฉีโจวไปเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์แล้ว ”
หลินจือไป๋พยักหน้า บทกวีนีเก่งจริงๆ ปัญญาชนรอบๆ ก็อดไม่ได้ที่จะทึ่ง บางคนที่เตรียมตัวมาอย่างดีถึงกับวางพู่กันในมือลงด้วยความท้อแท้ เห็นได้ชัดว่าถูกบทกวีของเซี่ยซินอีคนนี้ทำลายความมั่นใจไปจนหมด
“ผมเอง ”
ซังจื่อหรงกัดฟันขอพู่กันและกระดาษจากเจ้าหน้าที่แล้วเขียนบทกวีบทหนึ่งลงไป
“ยามเที่ยงคืนท่ามกลางหุบเขากลับจากชมจันทร์ …”
ที่แท้ก็คือกวีบทที่เขาเคยร่ายบนเรือนั่นเอง และยังจงใจบอกพวกหลินจือไป๋ไว้ก่อนด้วยว่า ต่อให้เห็นอีกครั้งก็ต้องแกล้งทำเป็นเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แม้จะดูตลกที่กวีบทเดียวใช้ถึงสองครั้ง แต่นี่แหละคือวิถีปกติของกวี เพราะกวีคนหนึ่งการจะเขียนผลงานที่น่าพึงพอใจออกมาได้สักบทนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่าว่าแต่ใช้สองครั้งเลย พอย้อนกลับมาเปลี่ยนสถานการณ์ใหม่ ซังจื่อหรงยังสามารถใช้เป็นครั้งที่สามหรือครั้งที่สี่ได้อีก
ส่วนคนที่เหมือนหลินจือไป๋ที่จู่ๆ ก็มีผลงานใหม่ออกมา แถมยังเป็นผลงานคลาสสิกทุกบทเนี่ย ถือเป็นตัวตนที่แปลกประหลาดและน่าทึ่งมากในบลูสตาร์ดวงนี้
ทุกคนก็ให้เกียรติมากเมื่อเห็นผลงานของซังจื่อหรง ต่างก็พากันพยักหน้าพลางกล่าวว่า กวีดี ! ด้อยกว่าของเซี่ยซินอีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น !
“เสี่ยวซังใช้ได้เลยนะเนี่ย ไม่รู้ตัวเลยว่าเขาสามารถเทียบเคียงปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งของเราได้แล้ว ”
“จะว่าไปฉีโจวของเรายังไม่มีใครได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์อันดับหนึ่งอย่างเป็นเอกฉันท์เลยนะ ผมว่าเสี่ยวซังมีศักยภาพมากเลยทีเดียว”
ท่ามกลางคำชมของทุกคน ซังจื่อหรงเผยรอยยิ้มที่ทั้งขัดเขินและตื่นเต้นออกมา เขาไม่ได้หวังจะก้าวข้ามกวีบทนั้นของเซี่ยซินอีหรอก ยังไงซะระลอกนี้เขาก็บรรลุวัตถุประสงค์ในการโชว์ตัวแล้ว
ผู้ชมในห้องไลฟ์สดต่างพากันหัวเราะร่า หน้าจอเต็มไปด้วยข้อความ
‘ แสร้งทำเป็นเพิ่งเคยเห็นบทกวีนีเป็นครั้งแรก ‘
ทันใดนั้นในฝูงชนก็มีคนตะโกนขึ้นว่า
“ได้ยินว่าเพื่อนหลินคือปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว ในด้านที่สองนี้มีทั้งผลงานของคนหนุ่มผู้มีความสามารถแห่งฉีโจวอย่างซังจื่อหรง และยังมีกวีของปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจวอย่างเซี่ยซินอีด้วย เพื่อนหลินจะลองจัดมาสักบทหน่อยไหมล่ะครับ ? จะได้ให้พวกเราดูระดับของปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวหน่อยว่าเมื่อเทียบกับปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจวของเราแล้วจะเป็นยังไง”
ฟังดูมีประเด็นให้น่าติดตาม ปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว vs ปราชญ์หญิงอันดับหนึ่งแห่งฉีโจว ส่วนซังจื่อหรงน่าจะถูกนับรวมไปในคำพูดเฉยๆ
ทุกคนเริ่มส่งเสียงเชียร์ มองมาที่หลินจือไป๋ ต่างพากันยุยงให้เขาจัดมาสักบท คนเหล่านี้อาจจะไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร แต่ต้องมีบางคนที่อยากเห็นหลินจือไป๋หน้าแตกแน่นอน ตอนนี้ถูกกดดันเช่นนี้ ถ้าเขาปฏิเสธย่อมเลี่ยงที่จะดูเหมือนคนขี้ขลาดไม่ได้
ทว่า … เดิมทีหลินจือไป๋ก็ไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้บนเรือที่ไม่ได้เขียนกวีออกมาข่มรัศมีของซังจื่อหรง เป็นเพราะเขารู้สึกว่าไม่จำเป็นและเขาก็ไม่อยากจะเอาผลงานออกมาเยอะเกินไปในรวดเดียว แต่ในตอนนี้ทุกคนกำลังเขียนกวีกันอยู่ หลินจือไป๋ย่อมต้องทิ้งกวีของตัวเองไว้ และหลินจือไป๋ที่ลงมือเมื่อไหร่ก็กลายเป็นงานคลาสสิก ย่อมไม่ยอมให้ชื่อเสียงของตัวเองมัวหมองแน่นอน
หลินจือไป๋จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า พู่กันน้ำหมึก
เจ้าหน้ารีบจัดเตรียมให้ในทันที สามทหารเสือจ้องมองหลินจือไป๋ โดยเฉพาะซังจื่อหรงที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เมื่อครู่บนเรือหลินจือไป๋เผชิญกับผลงานของเขาแล้วเลือกที่จะหลีกเลี่ยงและยอมถอยให้ เป็นเพราะไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะเขาได้ ? หรือจงใจไว้หน้าให้เขา ? คำตอบอยู่ในบทกวีบทต่อไปของหลินจือไป๋นี่แหละ
ผู้ชมในไลฟ์เองก็กำลังสงสัยและมีความกังวลอยู่บ้าง เพราะตอนที่หลินจือไป๋อยู่บนเรือเมื่อเผชิญกับกวีบทนี้ของซังจื่อหรง เขาไม่ได้เลือกที่จะสู้ตรงๆ แถมยังชมว่ากวีของอีกฝ่ายดีมาก ตนเองรู้สึกเลื่อมใสอย่างนั้นอย่างนี้ จนทำให้ผู้ชมเองก็ไม่รู้ว่าปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวคนนี้ชนะไม่ได้จริงๆ หรือว่าจงใจซ่อนคมกันแน่
‘ ดูเหมือนว่าจะไม่แย่เท่าไหร่นะ ‘
‘ ฉันว่ามีลุ้นชนะซังจื่อหรงอยู่นะ ‘
‘ ท่านมหาเศรษฐีตอนท้ายปริศนาอักษรก่อนหน้านี้ยังทำตัวเงียบๆ อยู่เลย ‘
‘ เพราะงั้นตอนอยู่บนเรือนั้นก็น่าจะเป็นการถ่อมตัวเหมือนกันนั่นแหละ ‘
‘ แต่ถ้าอยากจะชนะเซี่ยซินอีละก็คงยากหน่อย ‘
‘ ความสามารถของเซี่ยซินอีแม้แต่ท่านผู้เฒ่าหูก็เคยออกปากชมมาแล้ว ‘
ภายใต้สายตาของผู้ชม ภายใต้การรุมล้อมของเหล่าปัญญาชน และภายใต้สายตาของสามทหารเสือ หลินจือไป๋จับพู่กันที่จุ่มน้ำหมึกไว้แล้ว
3
2
1
ฟึบ !
บทกวีของหลินจือไป๋ยังไม่ทันเสร็จ ตัวอักษรก็ทำให้ทุกคนขนลุกซู่แล้ว !
‘ ลมประจิมพัดผิวน้ำตงถิงจนดูชรา ‘
นี่คืออักษรบรรจงที่ได้มาตรฐานอย่างยิ่ง ทุกตัวอักษรเรียกได้ว่าเจริญหูเจริญตา !
และภายใต้การจ้องมองแบบไม่กระพริบตาของทุกคน หลินจือไป๋ก็เขียนประโยคที่สองลงไป
‘ เพียงชั่วข้ามคืนผมของท่านเซียงจวินก็ขาวโพลนไปมาก ‘
บางคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมออกมา “ตัวอักษรสวยจริงๆ !”
ที่ชมคือตัวอักษรไม่ใช่บทกวี ไม่ใช่ว่าบทกวีมีอะไรไม่เหมาะสม เพียงแต่แค่สองประโยคแรกยังไม่สามารถตัดสินระดับความสามารถที่สมบูรณ์ได้ บอกได้แค่ว่าสองประโยคนี้ไม่เลว แต่จะบอกว่าน่าทึ่งก็ยังไม่ถึงขั้น สิ่งที่ทำให้ทุกคนทึ่งในตอนนี้คือวิชาลายพู่กันของหลินจือไป๋ล้วนๆ
ทุกคนถึงเพิ่งนึกออกว่าหลินจือไป๋นอกจากความสามารถด้านบทกวีที่ไม่ธรรมดาแล้ว เขายังได้รับฉายาว่า ‘ อันดับหนึ่งในใต้หล้าด้านอักษรหวัดแกมบรรจง ‘ อีกด้วย !
‘ ตัวอักษรของท่านมหาเศรษฐีนี่ทำเอาฉันเคลิ้มเลย !’
‘ เทพจริงๆ สวยงามเกินไปแล้ว !’
‘ ท่านมหาเศรษฐีสมกับเป็นยอดปรมาจารย์ลายพู่กันอันดับหนึ่งในใต้หล้า !’
‘ คนข้างบนเข้าใจใหม่นะ ท่านมหาเศรษฐีคืออันดับหนึ่งในใต้หล้าด้านอักษรหวัดแกมบรรจงต่างหาก ‘
‘ ลายพู่กันมันแยกตามประเภทตัวอักษรนะ ‘
‘ แต่ตอนนี้ดูอักษรบรรจงของท่านมหาเศรษฐีก็สุดยอดเหมือนกันนะ เสียดายว่าบทกวียังธรรมดาไปนิด ‘
‘ ไม่หรอกมั้งฉันว่าก็ไม่เลวนะ ลมประจิมพัดผิวน้ำตงถิงจนดูชรา เพียงชั่วข้ามคืนผมของท่านเซียงจวินก็ขาวโพลนไปมาก ให้ความรู้สึกดีออก ‘
‘ ก็นั่นไงคุณก็บอกเองว่าแค่ไม่เลวเท่านั้น ‘
ประโยคนี้เด็ด !
ในขณะที่ทุกคนรู้สึกว่าสองประโยคแรกของบทกวีบทนี้ยังถูกลายพู่กันข่มความเด่นอยู่ ประโยคที่สามของหลินจือไป๋ก็ออกมา
‘ ยามเมามายมิทราบว่านภาสถิตอยู่ในน้ำ ‘
อารมณ์สุนทรียภาพของบทกวีบทนี้พุ่งเข้าใส่หน้าทันที ! จากสองประโยคแรกก็ยกระดับขึ้นไปหลายขั้นในพริบตา !
สายตาของเหล่าปัญญาชนเริ่มเปลี่ยนไป ในดวงตาของทุกคนเริ่มมีความเลื่อมใสปรากฏขึ้นมา ทว่าในวินาทีต่อมาความเลื่อมใสทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นความตกตะลึง !
เพราะในที่สุดหลินจือไป๋ก็เขียนประโยคสุดท้ายของบทกวีบทนี้ลงไป !
ท่ามกลางความเงียบสงัด มีคนค่อยๆ อ่านมันออกมา
“ลมประจิมพัดผิวน้ำตงถิงจนดูชรา เพียงชั่วข้ามคืนผมของท่านเซียงจวินก็ขาวโพลนไปมาก ยามเมามายมิทราบว่านภาสถิตอยู่ในน้ำ มวลฝันพิสุทธิ์เต็มลำเรือกดทับทางช้างเผือก ”
=================