ทะยานสวรรค์ราชันย์อสูร - บทที่ 240 แดนบรรพชน!
“นี่เป็นความคิดของเจ้าหรือความคิดของจ้าวสำนักกันแน่?”
หลินจิ้งนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
โอหยางฮ่าวส่ายศีรษะ
“ไม่ใช่ทั้งของข้าและของจ้าวสำนัก แต่เป็นความคิดของศิษย์พี่หญิงใหญ่ต่างหาก”
“หากคิดให้ดีแล้วอาณาจักรโบราณนั้นตั้งรากฐานด้วยพลังโชคลาภซึ่งแทบจะตรงข้ามกับแนวทางการพัฒนาของสำนักอวี้โซวของเรา”
“ต่อให้ในร้อยปีข้างหน้าสำนักอวี้โซวของเราจะปรับปรุงให้มนุษย์มีโชคดีกว่าอสูร แต่ในอีกหลายพันปีต่อจากนั้นเล่า? ปัญหาเดิมก็ย่อมจะกลับมาอีกไม่วันใดก็วันหนึ่ง!”
“นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในอาณาจักรโบราณแทบไม่มีผู้ฝึกตนเชื้อสายสัตว์อสูร ขณะที่ในดินแดนชิงโจวนั้นกลับมีอยู่มากมาย เพราะสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตนั้นขัดแย้งกันไม่เอื้อต่อการพัฒนา”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่เห็นว่าหากสำนักอวี้โซวของเราย้ายไปอยู่ที่ดินแดนชิงโจวที่มีเสรีภาพมากกว่าและมีราชสำนักอสูรเป็นพลังหนุนหลัง จะต้องมีพัฒนาการที่ดีกว่าและโอกาสที่มากกว่าแน่นอน”
หลินจิ้งตกอยู่ในห้วงความคิดจากนั้นกล่าวว่า
“ปัญหาคือศิษย์และผู้อาวุโสส่วนใหญ่ของสำนักอวี้โซวต่างมีครอบครัวอยู่ในอาณาจักรโบราณ สำนักอวี้โซวไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขา”
“เช่นเดียวกับศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักอวี้โซวที่ตามมาด้วยในครานี้ส่วนใหญ่ล้วนมาเพียงลำพัง”
“แต่ศิษย์สำนักอวี้โซวที่อยู่ในพรรคบุปผานั้นกลับมาจากตระกูลผู้ฝึกตนในเขตป่ารกร้าง ทั้งยังมีญาติพี่น้องอื่นอยู่ในเขตนั้นอีก นอกจากสำนักอวี้โซวแล้วยังมีคนที่เขาต้องดูแลอยู่ ดังนั้นจะให้พวกเขาจากอาณาจักรโบราณไปยังดินแดนชิงโจวนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะอาจหมายถึงการไม่ได้พบหน้ากับญาติพี่น้องอีกเลย”
“จริงของเจ้า”
โอหยางฮ่าวถอนหายใจกล่าวต่อว่า
“นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่จ้าวสำนักมองว่าไม่เหมาะสมเช่นกัน”
“แล้วเจ้ามีความคิดอะไรดีๆ หรือไม่?”
หลินจิ้งยักไหล่
“ก็ปล่อยให้เจ้าในฐานะว่าที่จ้าวสำนักไปขบคิดเองเถอะ ข้าขอไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจสำคัญของสำนัก หากอยู่ในอาณาจักรโบราณแล้วปลอดภัยข้าก็อยู่ที่นั่น หากในดินแดนชิงโจวมีราชสำนักอสูรคุ้มครองอย่างปลอดภัยข้าก็จะอยู่ที่นั่น สำหรับข้าแล้วอยู่ที่ใดก็ไม่ต่างกัน”
เขาเองก็ไม่ใช่คนของโลกใบนี้ ไม่มีความผูกพันใดๆ กับอาณาจักรโบราณ ไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่นั่น ใช้ชีวิตตามสถานการณ์ดังนั้นจึงไม่มีความเห็นใดๆ ต่อแนวคิดของศิษย์พี่หญิงใหญ่
แม้กระทั่งหากท้ายที่สุดเขาสามารถปรุงโอสถแปลงร่างได้สำเร็จ การมีราชสำนักอสูรหนุนหลังอาจปลอดภัยกว่าอิงอยู่กับอาณาจักรโบราณเสียอีก อย่างน้อยในอาณาจักรโบราณบรรดาผู้แข็งแกร่งก็เพียงแค่คุ้มครองเขาอย่างเป็นสัญลักษณ์ตามกฎหมายที่คุ้มครองนักศึกษาจากสถาบันเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปีศาจร้ายรุกรานอัจฉริยะของอาณาจักร แต่กฎหมายเช่นนี้ก็เป็นเพียงเครื่องมือของผู้ปกครองในการรักษาเสถียรภาพเท่านั้น แม้แต่กับผู้กำหนดกฎหมายเหล่านั้นแล้วเขาซึ่งเป็นร่างยืนยงก็อาจถูกสละได้ทุกเมื่อ เพราะทั้งเขาและสำนักอวี้โซวไม่ได้สำคัญอะไรนักต่ออาณาจักรโบราณ หากแต่สามารถใช้โอสถแปลงร่างเจรจาร่วมมือกับราชสำนักอสูรได้ ทั้งสองฝ่ายก็จะผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ซึ่งแน่นหนากว่ากฎหมายของประเทศมาก
“เอาเถอะ…”
เห็นหลินจิ้งไม่มีความเห็นใดๆ โอหยางฮ่าวก็เกาศีรษะ
หลายวันต่อมาเฉวียอวี้เดินทางมาถึงถิ่นฐานของเผ่ากิเลนก่อนเวลา
ที่บริเวณระหว่างขุนเขาหน้ากระแสน้ำวนของมิติลับขนาดใหญ่ มีไฟกิเลนระดับจักรพรรดิอสูรตาแดงเกล็ดเหลืองยืนอยู่กลางท้องฟ้า
“คารวะท่านนักบุญหญิง ข้าคือผู้อาวุโสใหญ่แห่งเผ่ากิเลนนามหลินเยี่ย”
ไฟกิเลนเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ
“ผู้อาวุโสหลินเยี่ย…”
นักบุญหญิงซวี่ชิงเยวเดินออกมาจากเรือบิน
“มาถึงก่อนเวลาขออภัยที่รบกวน”
“นักบุญหญิงเกรงใจเกินไปแล้ว…”
ไฟกิเลนใช้ญาณอสูรกวาดมองผู้ติดตามที่นั่งอยู่ตามตำแหน่งต่างๆ บนเรือบินแล้วกล่าวว่า
“พวกนี้คือคนที่ต้องการใช้สถานที่ฝึกฝนของเผ่าไฟกิเลนกระนั้นหรือ?”
“ทั้งหมดเป็นผู้ติดตามของข้าช่วงนี้ต่างก็มุ่งฝึกฝนเวทไฟ…”
ซวี่ชิงเยวพยักหน้า
“เช่นนั้นตามข้ามาเถิด”
เมื่อมาถึงมิติลับของเผ่ากิเลนได้ไม่นาน บรรดาสมาชิกเฉวี่ยอวี้รวมถึงโอหยางฮ่าวต่างก็ได้รับการจัดสรรให้ฝึกฝนอยู่ในถ้ำพลังธาตุไฟเข้มข้นที่แยกออกจากกันโดยไฟกิเลนจักรพรรดิอสูรตนนี้ มีเพียงหลินจิ้งเท่านั้นที่…
“ผู้อาวุโสหลินเยี่ย ผู้ติดตามผู้นี้ของข้ามีความพิเศษแตกต่างจากคนอื่น เขามีสัตว์อสูรคู่สัญญาเป็นไฟกิเลน ซึ่งใกล้จะเข้าสู่ขั้นสร้างแก่นอสูรแล้ว ข้าจึงอยากขอให้เขาใช้ ‘แดนบรรพชน’ ของเผ่ากิเลนในการสร้างแก่นอสูร ไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้หรือไม่?”
“หืม?”
ไฟกิเลนจักรพรรดิอสูรมองไปยังหลินจิ้งซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังอยู่แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เป็นไฟกิเลนที่หลงเหลืออยู่ภายนอกกระนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่ มันเป็นเพียงเจ้าตัวเล็กที่มีสายเลือดกิเลนอยู่ในร่างสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ถูกผู้ติดตามผู้นี้ของข้าบ่มเพาะและขุดค้นสายเลือดบรรพบุรุษขึ้นมาจนวิวัฒน์เป็นไฟกิเลน”
“เห็นแก่ก่นักบุญหญิงแล้วกัน ให้สัตว์เลี้ยงของเขาเข้าไปในแดนบรรพชนก็แล้วกัน แต่ข้าแนะนำว่าอย่าคาดหวังมากนัก เจ้าตัวที่มีสายเลือดกิเลนเจือจางเช่นนี้มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับพรจากบรรพบุรุษ”
ไฟกิเลนจักรพรรดิอสูรหลินเยี่ยเอ่ยอย่างเรียบเฉย
แดนบรรพชนของเผ่ากิเลนเป็นสถานที่ฝังซากบรรพบุรุษของเผ่ากิเลนนับไม่ถ้วน เป็นสถานที่ที่เหล่าไฟกิเลนใช้ในการบ่มเพาะและฝ่าด่านพลังร่วมกัน หากทำการฝ่าด่านพลังที่นี่และมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมก็มีโอกาสปลุกวิญญาณบรรพบุรุษของเผ่ากิเลนที่ล่วงลับให้มามอบพรให้แก่สายเลือดรุ่นหลังได้!
“ขอบพระคุณท่านไฟกิเลนจักรพรรดิอสูรหลินเยี่ย”
หลินจิ้งคารวะ
ทว่าไฟกิเลนจักรพรรดิอสูรตนนี้กลับไม่แม้แต่จะชายตามองหลินจิ้งด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็นค่ามนุษย์เช่นเขาเลยแม้แต่น้อย
“ปล่อยมันออกมาเถิด หากโชคดีสามารถปลุกบรรพบุรุษเผ่ากิเลนขึ้นมาให้พรได้ มันอาจได้รับการสืบทอดเวทย์ของเผ่ากิเลนก็เป็นได้”
ซวี่ชิงเยวเอ่ยขึ้น
ได้ยินดังนั้นหลินจิ้งจึงโบกมือเบาๆ เรียกไฟกิเลนตัวหนึ่งออกมา มันมีดวงตากลมโตหน้าตาออกไปทางหมาหรือหมาป่าเล็กน้อยถูกเขาอัญเชิญออกมา
เดิมทีไฟกิเลนจักรพรรดิอสูรหลินเยี่ยไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เมื่อมังกรปลาคาร์พเปลี่ยนร่างเป็นท่าป้องกันและปรากฏตัวออกมา แม้รูปลักษณ์จะไม่ได้ดูทรงพลังนัก ทว่าคลื่นพลังสายเลือดเพลิงระดับจักรพรรดิก็แผ่ซ่านออกมาในทันใด ทำให้ดวงตาของหลินเยี่ยเบิกกว้างทันที
“สายเลือดระดับจักรพรรดิ!!!”
มันเอ่ยด้วยความตกใจ
“ไฟกิเลนที่เพียงมีสายเลือดกิเลนเจือจางจากบรรพบุรุษ ไฉนจึงมีสายเลือดระดับจักรพรรดิได้กัน!?”
“หืม~”
มังกรปลาคาร์พเหลือบตามองมัน สายเลือดระดับจักรพรรดิก็แค่เรื่องเล็กสำหรับมันเท่านั้น
“ถ้าไม่มีดีจริงพวกเขาก็คงไม่ใช่ผู้ติดตามของข้า”
ซวี่ชิงเยวกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง
“ผู้อาวุโสหลินเยี่ยอย่าดูแคลนผู้ติดตามของข้าจะดีกว่า”
ไฟกิเลนจักรพรรดิอสูรหลินเยี่ยได้สติกลับมาแล้วเอ่ยว่า
“ขออภัย หากเป็นสายเลือดระดับจักรพรรดิเช่นนั้นตอนที่มันฝ่าด่านพลังอาจได้รับพรจากบรรพบรุษจริงๆ ก็เป็นได้ หากมันเต็มใจจะยอมรับบรรพบุรุษก็จะได้รับการบ่มเพาะอย่างเต็มที่จากเผ่ากิเลน!”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณท่านผู้อาวุโสหลินเยี่ยล่วงหน้า…”
ซวี่ชิงเยวกล่าว
ไม่นานนักมังกรปลาคาร์พก็ได้เข้าไปในส่วนลึกของแดนบรรพชนของเผ่ากิเลนเพื่อฝึกฝนและฝ่าด่านพลัง ส่วนหลินจิ้งเนื่องจากเป็นมนุษย์จึงไม่มีสิทธิ์เข้าสู่แดนบรรพชนของเผ่ากิเลน แต่ก็ยังอยู่ในเขตแดนมิติลับของเผ่ากิเลนไม่ห่างไกลกันนัก เขาสามารถรับรู้สถานะของมังกรปลาคาร์พได้ผ่านพันธะสัญญาราวกับว่าอยู่เคียงข้างกันเลยทีเดียว
“ฝึกฝนให้ดีรีบสร้างแก่นอสูรให้สำเร็จ”
หลินจิ้งเอ่ยในใจ และเริ่มเข้าสู่สมาธิฝึกฝนในถ้ำที่เผ่าไฟกิเลนจัดเตรียมไว้ให้
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนหรือสัตว์อสูร การบ่มเพาะเพื่อสร้างแก่นอสูรไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จในเวลาไม่กี่วัน อย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือน ในระหว่างขั้นตอนการฝ่าด่านพลังนั้น แก่นอสูรหรือแก่นทองคำจำเป็นต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะพลังอาคม
สำหรับหลินจิ้งแล้วไม่ได้ใส่ใจนักว่ามังกรปลาคาร์พจะได้รับการยอมรับจากบรรพบุรุษของเผ่ากิเลนหรือไม่ หรือจะได้รับการสืบทอดเวทย์จากเผ่ากิเลนหรือเปล่า เขากับมังกรปลาคาร์พไม่ได้ขาดแคลนเวทย์ของเผ่ากิเลนอยู่แล้ว เพียงแค่พลังเทพของจักรพรรดิอัคคีก็เพียงพอ หากไม่ใช่เพราะผ่านทางนี้และคำแนะนำของศิษย์พี่หญิงใหญ่เขาก็ไม่ได้คิดจะมาที่นี่ด้วยซ้ำ… เขาเพียงแค่หวังให้มังกรปลาคาร์พฝ่าด่านพลังได้อย่างราบรื่นก็พอ ไม่สร้างปัญหาอะไรในแดนบรรพชนของเผ่ากิเลนก็ถือว่าดีแล้ว
“ต่อไปก็แบ่งจิตสำนึกบางส่วนไปเฝ้าติดตามร่างแยกดีกว่า…”