ทะยานสวรรค์ราชันย์อสูร - บทที่ 239 งานน้ำชาของเผ่ากิเลน
หลินจิ้งเพิ่งส่งร่างแยกออกไปได้ไม่นาน ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งมาปรากฏเบื้องหน้าพวกเขาในพริบตา
“ในที่สุดก็ออกเดินทางแล้วสินะ?”
เมื่อเห็นหลินจิ้งส่งร่างแยกไปก่อกวนเผ่าสิงโตสวรรค์ ซวี่ชิงเยวก็หัวเราะเบาๆ คล้ายตั้งตารอข่าวใหญ่ที่จะตามมา
“ท่านพี่หญิงท่านช่างสบายเสียจริง ปกติไม่ต้องปิดด่านบำเพ็ญตบะบ้างหรือ?”
หลินจิ้งหันไปมองซวี่ชิงเยว
“ความสบายอยู่ที่ใจ! ยิ่งในช่วงหลังการยกระดับพลังไม่อาจพึ่งพาการบำเพ็ญเพียรอย่างเดียวได้”
ซวี่ชิงเยวเอ่ยขึ้น
“เจ้าปิดด่านไปครึ่งปีแล้ว ปลาคาร์พตัวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินจิ้งยิ้มตอบว่า
“ดูท่าว่าคงไม่ต้องไปยังเผ่ากิเลนแล้ว มันพัฒนาเร็วมาก ใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็สามารถย้อนรอยสายเลือดไปถึงยุคโบราณ ร่างสามรูปแบบคือโจมตี ป้องกัน และความเร็ว บัดนี้ก็คงรวมสำเร็จหมดแล้ว!”
“วิชาเทพมังกรแปรเปลี่ยนก็ฝึกถึงชั้นที่สามแล้ว กำลังจะใช้โอกาสทะลวงเข้าสู่ชั้นที่สี่เพื่อสร้างแก่นอสูร!”
“เร็วขนาดนั้นเลยหรือ?”
ซวี่ชิงเยวประหลาดใจ
เทพมังกรแปรเปลี่ยนชั้นแรกเป็นเพียงการรวมสามรูปแบบหลักเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อฝึกถึงชั้นที่สองพลังทำลายของร่างโจมตีจะเพิ่มเป็นสองเท่าแต่พลังด้านอื่นจะลดลงครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นร่างป้องกันหรือร่างความเร็วก็เช่นกัน ชั้นที่สามพลังทำลายของร่างโจมตีจะเพิ่มเป็นสามเท่า… ชั้นที่สี่จะเพิ่มถึงสี่เท่า เป็นระดับที่น่าหวาดกลัวมาก หากสามารถฝึกได้ถึงระดับนั้น พลังที่แสดงออกมาในบางสถานการณ์ก็จะเหนือชั้นกว่าตอนที่ยังไม่ฝึกวิชาอย่างเทียบไม่ติด นี่แหละคือความร้ายกาจของวิชาอสูรระดับสูง
“ก็ดีอยู่นะ”
หลินจิ้งยิ้ม… ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้เร็วขนาดนั้น แม้ดูเหมือนใช้เวลาแค่ครึ่งปี แต่ในความจริงแล้วคือห้าปี ในห้าปีนั้นมังกรปลาคาร์พฝึกฝนร่างกิเลนซึ่งเน้นด้านป้องกัน และร่างม้าสวรรค์ซึ่งเน้นความเร็วจนสำเร็จ อีกทั้งยังฝึกวิชาอสูรจนถึงจุดสูงสุดของชั้นที่สาม หลินจิ้งจึงเห็นว่าไม่ช้าไม่เร็วเกินไป เพราะพื้นฐานสายเลือดของมันก็แข็งแกร่งอยู่แล้ว
“แต่ถึงอย่างนั้น…”
ซวี่ชิงเยวส่ายหน้าเล็กน้อยกล่าวต่อว่า
“แม้มันไม่จำเป็นต้องไปขุดรากสายเลือดกิเลนจากเผ่ากิเลนแล้วก็ตาม แต่เจ้าเองนั่นแหละที่ยังไงก็ต้องไปให้ได้”
“หือ?”
หลินจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ราชสำนักอสูรมีนักบุญหญิงสามนาง ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งจะผลัดกันจัดงานน้ำชานักบุญหญิง ณ อาณาเขตของตระกูลหลักแห่งใดแห่งหนึ่งของราชสำนักอสูร”
“ในงานน้ำชานี้นักบุญหญิงทั้งสามจะเปิดเผยผลการศึกษาวิจัยล่าสุดของพวกนางที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเผ่าอสูร”
“พร้อมกันนั้นยังมีการประลองของเหล่าผู้ติดตามซึ่งอยู่ใต้บัญชาการของแต่ละนางด้วย ซึ่งก็คือเรื่องที่ข้าเคยกล่าวถึงก่อนหน้า”
“โดยบังเอิญเหลือเกินว่างานน้ำชานักบุญหญิงคราวนี้ ตระกูลหลักที่รับหน้าที่จัดงานก็คือเผ่ากิเลน พึ่งได้รับข่าวเมื่อไม่นานนี้เอง เผ่ากิเลนอยากดูว่านักบุญหญิงทั้งสามศึกษาความฟื้นฟูเผ่าอสูรได้ก้าวหน้าเพียงใด”
“ดังนั้นในฐานะหัวหน้าทีมเชวี่ยอวี้และผู้ติดตามที่แข็งแกร่งที่สุดของข้า เจ้าจึงต้องติดตามข้าไปยังเผ่ากิเลนเพื่อร่วมงานน้ำชานี!”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
หลินจิ้งพัจนหน้ารับ
“ไม่มีปัญหา แล้วงานน้ำชานั้นจัดขึ้นเมื่อไรหรือ?”
แต่เดิมหลินจิ้งยังเป็นกังวลว่าหากไปเผ่ากิเลนอาจถูกบรรพบุรุษของเผ่ากิเลนล่วงรู้ภาพลวงตา ทว่าเมื่อฝึกฝนวิชาเนรมิตลวงจนสามารถสร้างวิญญาณแห่งมายาได้แล้ว เขาก็ไม่กังวลเท่าไร
“งานน้ำชานักบุญหญิงจะจัดขึ้นหลังจากงานเฉลิมฉลองร้อยปีของเผ่าสิงโตสวรรค์เล็กน้อย แต่เราสามารถเดินทางไปก่อนล่วงหน้า ไหนๆ ก็ต้องไปอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นข้าจะขอร้องให้ผู้แข็งแกร่งในเผ่ากิเลนช่วยให้สัตว์เลี้ยงของเจ้าได้สร้างแก่นอสูรที่ดินแดนบรรพชนของพวกเขาก็ถือเป็นลูกหลานกลับสู่ตระกูล หากมันแสดงพรสวรรค์ได้ดีเผลอๆ เผ่ากิเลนอาจมีท่าทีตอบสนองอะไรบางอย่าง”
“อีกอย่าง…”
ซวี่ชิงเยวเผยรอยยิ้มเล็กน้อยเอ่ยว่า
“แก่นอาทิตย์จอมปลอมของเจ้านั่นยังเหลืออยู่เท่าไร?”
“ท่านพี่หญิงต้องการ… หรือ?”
หลินจิ้งถาม
“ช่วงที่เจ้าปิดด่านฝึกฝนนั้น ศิษย์น้องโอหยางก็ได้ฝึกฝนวิชาโอสถเทียมแก่นให้เจ้าหมาจิ้งจอกตัวนั้นแล้ว เขาเป็นนักควบคุมอสูรฝึกฝนมีโอสถอาทิตย์จอมปลอมอยู่หนึ่งเม็ด สัตว์เลี้ยงปีศาจจิ้งจอกก็ฝึกฝนมีโอสถอาทิตย์จอมปลอมอยู่หนึ่งเม็ด ภายใต้สถานการณ์ที่มีโอสถอาทิตย์จอมปลอมสองเม็ด พวกเขาใช้เคล็ดลับรวมร่างอีกครั้ง แก่นแท้กับแก่นปีศาจ โอสถเทียมกับโอสถเทียม สี่แก่นสะท้อนแสงสว่างซึ่งกันและกัน ทำให้พลังของศิษย์น้องโอหยางเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก แม้แต่เมื่อเทียบกับเหล่าทายาทจักรพรรดิอสูรในกลุ่มเชวี่ยอวี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเลย”
“ข้าตั้งใจจะพาเขาไปเข้าร่วมงานน้ำชาของเผ่ากิเลนในครั้งนี้ด้วย สรุปแล้วผลของโอสถอาทิตย์จอมปลอมของเจ้าถือว่าไม่เลวเลย หากเจ้ามีเหลือข้าก็อยากจะแจกจ่ายให้สมาชิกคนอื่นในเชวี่ยอวี้อีกสักเม็ด ให้พวกเขาฝึกฝนวิชาโอสถเทียมแก่น มีไพ่ตายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง อย่างไรก็ดีนั่นก็เป็นสิ่งที่ดี”
ซวี่ชิงเยวลูบคางกล่าวว่า
“ถูกเจ้าสองตัวชั้นต่ำกดขี่มานาน ครั้งนี้ยังไงแม่ก็ต้องเชิดหน้าชูตาให้ได้สักครั้ง!”
หลินจิ้งจำยอมอย่างช่วยไม่ได้
“ก็ได้ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะหลอมให้อีกสักหน่อยก็แล้วกัน แต่ศิษย์พี่หญิงใหญ่อาจต้องจัดหาแก่นปีศาจของสัตว์อสูรธาตุไฟให้ข้าสักหน่อย…”
“ไม่มีปัญหา”
ซวี่ชิงเยวกล่าว
“อย่างอื่นข้าอาจไม่มีแต่แก่นปีศาจข้ามีเยอะ”
หลายวันต่อมากองกำลังเชวี่ยอวี้ใต้บัญชาการของนักบุญหญิงอันดับสามซวี่ชิงเยวรวมตัวกันพร้อมหน้า
เหล่าสมาชิกเชวี่ยอวี้เงียบงันเมื่อมองดูนักบุญหญิงที่เดินมาช้าๆ พร้อมกับโอหยางฮ่าวและหลินจิ้ง ภาพที่หลินจิ้งสังหารราชาวัวปีศาจพละกำลังเมื่อเจ็ดเดือนก่อนยังติดตาพวกเขาไม่หาย แม้หลังจากนั้นหลินจิ้งจะวางตัวต่ำต้อยไม่โอ้อวดแต่ไม่มีใครกล้าประมาทปรมาจารย์โอสถเพลิง และแม้แต่โอหยางฮ่าวที่พวกเขาเคยดูแคลนก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงนี้ราวกับเสพยาเข้าไปยังไงยังงั้น ฝึกฝนวิชาคล้ายคลึงกับของหลินจิ้งจนพลังใกล้เคียงกัน…
“ครบกันหมดแล้วสินะ”
ซวี่ชิงเยวเอ่ยขึ้นเบาๆ
ท่ามกลางก้อนเมฆปรากฏเรือบินกระดูกขนาดมหึมา ก่อนขึ้นเรือบินนางโยนขวดยาบางอย่างออกมา
“ท่านนักบุญหญิง สิ่งนี้คืออะไร??”
สมาชิกเชวี่ยอวี้ที่รับยาไปต่างตะลึงงัน
“นี่คือโอสถอาทิตย์จอมปลอมที่ปรมาจารย์โอสถเพลิงหลอมขึ้น เขากับโอหยางสามารถฝึกฝนคาถาอุณหภูมิสูงได้ด้วยโอสถนี้ แต่ละคนรับไปคนละเม็ด ครั้งนี้จะเดินทางล่วงหน้าไปยังเขตเผ่ากิเลน พยายามฝึกฝนวิชาโอสถนี้ในถ้ำเปลวเพลิงของเผ่ากิเลนให้สำเร็จ”
ให้ทุกคนตกตะลึงเงยหน้ามองไปยังหลินจิ้ง
หลินจิ้งเพียงปรายตามองแล้วกล่าวว่า
“ขอบคุณนักบุญหญิงเถอะ หากไม่ใช่นางมาขอร้องข้า ข้าก็ไม่คิดจะหลอมโอสถนี้ให้พวกเจ้าหรอก”
“ขอบคุณท่านนักบุญหญิง!!!”
หนิวตี้และพรรคพวกมองนักบุญหญิงด้วยความซาบซึ้งใจ วิชาโอสถเทียมชั้นยอดเช่นนี้จะช่วยเพิ่มพลังอย่างมากก่อนถึงขั้นหยวนอิง เมื่อนึกถึงวิชาคาถาอันน่าสะพรึงกลัวแบบเดียวกับของหลินจิ้งพวกเขาก็รู้สึกเร่าร้อนขึ้นมาในใจ
“ขอบคุณปรมาจารย์โอสถเพลิง ขอบคุณหัวหน้าทีม”
พวกเขายังกล่าวขอบคุณหลินจิ้ง
หลินจิ้งโบกมือไม่ใส่ใจนัก
ไม่นานทุกคนก็ขึ้นเรือบิน เรือปีศาจออกเดินทางยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะถึงเขตเผ่ากิเลน
หลินจิ้งนั่งอยู่บนเรือบินเดิมทีตั้งใจจะใช้หนูใบสนตรวจสอบสถานการณ์ของสองร่างแยก แต่โอหยางฮ่าวกลับลอบย่องเข้ามาใกล้
“ศิษย์น้อง”
“ช่วงนี้ข้าออกไปข้างนอกแล้วได้เจออาจารย์ด้วย”
“ช่วงนี้ข้ากำลังพูดคุยกับท่านอยู่เรื่องหนึ่งเจ้าอยากแสดงความคิดเห็นหน่อยไหม?”
“เรื่องอะไร?”
“เจ้าว่าตอนนี้พวกเราสำนักอวี้โซวก็ยืนหยัดมั่นคงอยู่กับศิษย์พี่หญิงใหญ่แล้ว แบบนี้ควรส่งคนไปยังอาณาจักรโบราณพาสมาชิกของสำนักอวี้โซวจากแคว้นรกร้างมาทั้งหมดไหม เลิกเป็นสำนักของอาณาจักรโบราณไปเลย ปักหลักถาวรในดินแดนชิงโจวจะดีกว่าไหม?”
หลินจิ้ง: ???
“นี่คิดจะย้ายรังกันแล้วเหรอ?”