จากขยะตระกูลสู่มหาเทพด้วยระบบอัปเกรด - บทที่ 4 เทือกเขาเฉินเจี้ยว
บทที่ 4 เทือกเขาเฉินเจี้ยว
“กายาวรยุทธ์ระดับสวรรค์!”
เล่ยถิงถึงกับตกใจแต่ยังคงสติไว้ เพราะเคยผ่านประสบการณ์มาบ้างแล้ว เขาจึงตัดสินใจเรียนรู้ทันที
ในพริบตาต่อมาร่างกายของเขาก็เปลี่ยนแปลงไป ความรู้นับไม่ถ้วนหมุนวนอยู่ในสมอง ร่างกายรู้สึกเบาลงเล็กน้อยลมหายใจภายในกลับเคลื่อนไหวเร็วขึ้น
“แค่นี้ก็เข้าใจหมดแล้วเหรอ ?”
รีบควบคุมความตื่นเต้นในใจ กลืนน้ำลายแล้วเริ่มสำรวจภายใน
ผลลัพธ์ก็ไม่น่าแปลกใจเลย เล่ยถิงได้บรรลุก้าวมังกรพเนจรถึงขั้นสมบูรณ์แบบอย่างที่คาดไม่ถึง แม้แต่เล่ยหนานเทียนอัจฉริยะที่มีเพียงหนึ่งเดียวในรอบร้อยปีของตระกูลเล่ย ก็ยังต้องใช้เวลาเกือบสามปีในการบรรลุก้าวมังกรพเนจรถึงขั้นสูงสุด แต่เล่ยถิงเพียงแค่หายใจเข้าออกก็บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบได้ นี่มันโกงชัด ๆ
แต่ไม่สำคัญหรอก ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องธรรมดา
เยี่ยหมิงไครู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อเห็นสีหน้าปีติยินดีของคุณชาย แต่ก็ยังคงต้องกล่าวลา “คุณชาย ไปจากที่นี่ก่อนเถิด เรื่องที่เหลือนี่ให้ข้าจัดการเอง”
“ขอบใจเจ้ามาก”
เล่ยถิงพยักหน้ารับ เขาแลกเปลี่ยนบทสนทนาสั้น ๆ กับเยี่ยหมิงไค ก่อนจะแยกย้ายกันไป
หลังได้รับก้าวมังกรพเนจรระดับสวรรค์ เขาก็ไม่สนใจกายาวรยุทธ์ของหอหนังสืออีกต่อไป เขาจะดำเนินแผนการขั้นต่อไปทันที น่าสนใจที่หลังจากเล่ยถิงปราบทหารรักษาการณ์ร่างอ้วนแล้ว กลับได้รับผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิด ทำให้เขาสามารถเปลี่ยนแนวทางและเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์กลับไม่น่าพึงปรารถนาเลย
“อ๊าก…”
เสียงร้องคำรามอันน่าสะพรึงกลัวของชายร่างอ้วนดังขึ้น
หมอต่อกระดูกมองชายร่างกำยำด้วยสายตาเหยียดหยาม ขณะทาพอกยาอย่างไม่ใส่ใจ พลางกล่าวตักเตือน “หากท่านช้ากว่านี้สักนิดมือของท่านก็จะพิการถาวร แต่ก็อย่าได้ดีใจไปมือของท่านยังต้องบำรุงรักษาอีกสองสามเดือนจึงจะกลับมาสมบูรณ์ และในระหว่างนั้นท่านต้องไม่ก่อเรื่องวิวาทกับผู้ใด มิฉะนั้นท่านจำต้องไปขอโอสถวิเศษในตำนานมารักษาเท่านั้น”
“ขอบคุณท่านหมอมาก!”
ทหารรักษาการณ์ร่างอ้วน กราบขอบคุณอย่างจริงใจ
ชายรูปร่างอ้วนท้วนสวมชุดสีแดงสดสวยหรู เมื่อเห็นอาการบาดเจ็บสาหัสของทหารรักษาการณ์ร่างใหญ่ และได้ยินคำของหมอต่อกระดูกแล้วสีหน้าก็ยิ่งบิดเบี้ยวไปกว่าเดิม แม้ว่ากระดูกที่แตกหักนั้นจะไม่ใช่ของตน แต่เมื่อข้ารับใช้ของตนถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ ในฐานะนายอย่างเขาจะอยู่เฉยได้ยังไง
ทหารรักษาการณ์ร่างผอมเมื่อเห็นสีหน้าของคุณชายจึงรีบเหลือบตาให้สัญญาณแก่ทหารรักษาการณ์ร่างใหญ่
ทหารรักษาการณ์ผู้นี้เป็นคนฉลาดจึงรีบคุกเข่าลงอ้อนวอนทันที “คุณชายหรง ข้าขอร้องให้ท่านช่วยเหลือข้าด้วยเถิด เล่ยถิงคนนั้นหยิ่งผยองเกินไป แม้ข้าจะเอ่ยนามของคุณชายหรง เขาก็ยังคงทำร้ายข้าจนบาดเจ็บ”
ชายรูปร่างอ้วนท้วนในชุดสีแดงสดสวยหรูนั้นคือผู้อาวุโสของเล่ยถิง และเป็นนายของทหารรักษาการณ์ทั้งสองคน ‘เล่ยเป่ยหรง’ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของตระกูลเล่ย
ยักคิ้วอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “เล่ารายละเอียดให้ข้าฟังทั้งหมด”
ทหารรักษาการณ์ทั้งสองรีบเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มเติมประดับประดา โดยสลับบทบาทกลับกันให้เล่ยถิงเป็นตัวร้ายที่ไร้เหตุผลและหยิ่งผยอง ในขณะที่พวกเขาเป็นตัวละครที่ชอบธรรมที่ทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จ
จบคำ!
เล่ยเป่ยหรงตบโต๊ะไม้เนื้อแข็งจนแตกละเอียดกระจายไปทั่ว เศษไม้ที่ตกลงพื้นบางส่วนกลายเป็นน้ำแข็ง
พลังยุทธ์ขั้นหลังภพระดับสี่นั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ
เล่ยเป่ยหรงพึมพำอย่างน่าสะพรึงกลัว “ไม่เลว เจ้าสามารถก้าวผ่านสู่ระดับต่อไปได้สำเร็จแล้ว แต่ขยะก็ยังคงเป็นขยะ เจ้ายังคงเป็นคนไร้ค่าอันดับหนึ่งของตระกูลเล่ย! ข้าอยากจะเห็นสักหน่อยว่าคนอย่างเจ้านั้น มีคุณสมบัติอะไรที่จะขัดขืนข้าได้!”
ทหารรักษาการณ์ร่างผอมกลอกตาก่อนจะเรียกความสนใจด้วยการพูดเบา ๆ “คุณชาย มีข่าวลือว่าข้ารับใช้ของเล่ยถิงนั้นช่างงดงามยิ่งนัก”
ดวงตาของเล่ยเป่ยหรงสว่างวาบขึ้นมาทันใด
ทหารรักษาการณ์ร่างผอม เมื่อเห็นคุณชายของตนมีความประสงค์ จึงรีบกระซิบต่อ “คุณชาย สาวใช้ของตระกูลเล่ยชื่อเยี่ยหลาน งามสะพรั่งแม้แต่นางรำก็ยังเทียบไม่ได้”
“ตระกูลเล่ยมีของล้ำค่าเช่นนั้นด้วยเหรอ!”
เล่ยเป่ยหรงหลงใหลไปสนิท นัยน์ตาคู่นั้นเปล่งประกายเพลิงแห่งกามารมณ์
ทหารรักษาการณ์ร่างอ้วนรีบกล่าวเสริม พรรณนาถึงเยี่ยหลานราวกับดอกไม้ที่ยังไม่ได้บานสะพรั่ง จนเล่ยเป่ยหรงเริ่มมีมีความคิดที่ชั่วร้าย
ทหารรักษาการณ์ร่างผอมยังคงเอ่ยหลอกล่อ “คุณชาย ข้าได้ยินมาว่าเยี่ยหลานได้ก่อหนี้สินไว้มากมายเพื่อซื้อยารักษาเล่ยถิง เราอาจจะเริ่มจากตรงนี้ได้”
“ฮ่า ๆ!”
เล่ยเป่ยหรงหัวเราะอย่างชั่วร้าย
ดูเหมือนเขาจะคิดว่าเล่ยถิงและเยี่ยหลาน จะไม่สามารถหนีพ้นจากเงื้อมมือของเขาได้ “จัดการเด็กสองคนนั้นง่ายนิดเดียว เมื่อแผนสำเร็จแล้ว จะให้เจ้าขยะไร้ค่านั่นยอมส่งสาวใช้ของเขามา ข้าจะเล่นกับนางผู้นั้นต่อหน้าเขา และเมื่อเบื่อแล้วจะส่งให้พวกเจ้า พวกเจ้าทำอะไรก็เชิญ”
“ฮ่า ๆ”
“ขอบพระคุณ คุณชาย!”
“ขอบคุณที่กรุณาครับ!”
เมื่อได้ยินและได้เห็นท่าทีที่ชั่วร้ายชวนขยะแขยง หมอต่อกระดูกก็รีบถอยร่นห่างออกไป
……
มณฑลหนานซานโอบล้อมด้วยเทือกเขา โดยเฉพาะเทือกเขาเฉินเจี้ยวทางทิศใต้นั้นแสนจะดุร้ายน่าเกรงขาม
ที่แห่งนี้มิได้มีเพียงสัตว์อสูรวิญญาณปริมาณมากเท่านั้น แต่ยังมีข่าวลือว่ามีเหล่าสัตว์อสูรที่สามารถต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเหนือภพได้อีกด้วย แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเหนือภพจะมายังที่แห่งนี้ ก็ต้องระมัดระวังรอบคอบในทุกก้าวย่าง
สถานที่อันตรายร้ายกาจเช่นนี้ จึงไม่มีบุตรหลานตระกูลใดปรารถนาจะมาเสี่ยงภัยฝึกฝนที่นี่นัก
อย่างไรก็ดี เล่ยถิงกลับได้รับรู้จากความทรงจำของร่างกายนี้ว่าบริเวณพรมแดนของเทือกเขาเล่ยเฉินเจี้ยวที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรวิญญาณนี้ ซึ่งตัวที่แข็งแกร่งที่สุดก็เพียงระดับห้าเท่านั้น หากโชคไม่ได้เลวร้ายมากนัก รวมทั้งมีความระมัดระวังอย่างสมเหตุสมผล ชีวิตของเล่ยถิงก็คงไม่มีอันตรายร้ายแรงเท่าใด
“ได้ยินมาว่าสัตว์อสูรวิญญาณในระดับเดียวกันจะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งระดับ ดังนั้นแม้ข้าจะพบสัตว์อสูรวิญญาณระดับสองก็ต้องระวังให้ดีแล้ว ถึงเวลานั้นแล้วก็ไม่อาจถอยหลังได้อีก หวังว่าข้อมูลที่เจ้าของร่างคนเก่าจำได้คงไม่ผิดพลาด”
เล่ยถิงมองดูเทือกเขาที่ทอดยาวไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีแม้แต่ความลังเลใจ เขาก้าวเดินด้วยความหนักแน่น เข้าสู่ป่าเถื่อนอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นแต่เพียงผู้เดียว
เจ้าของร่างคนเก่าเป็นคนไร้ค่าอย่างแท้จริง แต่แม้คนไร้ค่าก็ยังมีศักดิ์ศรี มีจุดมุ่งหมาย เขาผู้หวังจะมีพละกำลังแม้ในความฝันได้แสวงหาวิถีทางเพื่อยกระดับขีดความสามารถมาโดยตลอด การมาฝึกตนที่เทือกเขาเฉินเจี้ยวนั้นก็เป็นหนึ่งในการเตรียมการของเขา แต่เขาไม่มีกำลังใจเพียงพอที่จะเสี่ยงภัย จึงจดจำข้อมูลสำคัญเอาไว้มากมาย แต่สุดท้ายก็เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่เล่ยถิงเท่านั้น
สัตว์ร้ายในถิ่นทุรกันดารก็มีการจัดระดับเช่นกัน
สิ่งที่บรรลุถึงระดับสวรรค์แล้วจะเรียกว่าสัตว์อสูร ส่วนครึ่งก้าวสู่ระดับสวรรค์จะเรียกว่าสัตว์อสูรวิญญาณ มีการแบ่งระดับเช่นเดียวกับผู้ฝึกวิชายุทธ์ เพียงแต่มีการเรียกชื่อแตกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรวิญญาณหรือสัตว์อสูร มันทั้งหลายกำเนิดและเติบโตมาอย่างดุร้าย เผชิญกับการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดอย่างโหดร้ายตั้งแต่เล็ก จึงมีพลังชีวิตและพรสวรรค์ในตัวเองที่เหนือกว่าผู้ฝึกวิชายุทธ์ โดยพื้นฐานแล้วถ้าจะต่อกรเก็บพวกมันจะต้องมีระดับที่สูงกว่าหนึ่งระดับ หรือใช้จำนวนเข้าล้อมจึงจะมีโอกาสต่อกรได้ ยากที่จะมีผู้ใดประสบความสำเร็จในการท้าทายระดับเดียวกัน
ในระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัดของเล่ยถิงมีภารกิจรองหลายอย่างที่ต้องล่าสัตว์อสูรวิญญาณ หรือแม้แต่สัตว์อสูร เป้าหมายการล่าที่สูงขึ้นก็จะได้รับรางวัลที่มากขึ้น แต่เนื่องด้วยความอันตรายของเทือกเขาเฉินเจี้ยว เล่ยถิงจึงจำเป็นต้องหากายาวรยุทธ์มาเป็นหลักประกันชีวิต ไม่เช่นนั้นนอกจากจะไม่ได้รับแต้มโชคชะตาแล้ว ยังเป็นการฆ่าตัวตายเสียเอง
ด้วยก้าวมังกรพเนจร เล่ยถิงมั่นใจว่าแม้จะไม่ได้สิ่งที่ต้องการแต่ก็คงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
บรุ๊ว…!
เสียงหอนยาวโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัวดังก้อง
เล่ยถิงที่ได้ยินเสียงนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าอย่างฉับพลัน ไม่เพียงเพราะนั่นเป็นเสียงของหมาป่าศิลารัตติกาลเท่านั้น แต่ยังเพราะหมาป่าตัวนั้นมุ่งหน้ามาทางเขาต่างหาก
ยังไม่ทันจะเริ่มต้นก็พบสัตว์อสูรวิญญาณระดับสามแล้ว จะมีอะไรน่าเศร้ามากกว่านี้อีกไหม?
ตอนก่อนหน้า
บทที่ 3 เยี่ยหมิงไค
ตอนต่อไป
บทที่ 5 คว้าโอกาสได้สำเร็จ
แสดงความคิดเห็น
ปิดโหมดสปอย
ส่งความคิดเห็น
เอกลักษณ์ แก้วเกลี้ยง
อ่านแล้ว 5 ตอน | 8/6/2568 16:36:22
แนวฝึกตนพวกเจ้านายไม่มีสมองเหรอฟะ ลูกน้องพูดอะไรเชื่อหมด
0
ตอบกลับ
1
ที่อยู่: 9/70 หมู่ 2 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12130
เวลาทำการ: 09:00 – 18:00 จันทร์-ศุกร์
โทร: 0654214015 e-mail : support@bookfet.com
เมนูหลัก
ช่วยเหลือ
ดาวโหลดแอพพลิเคชั่นได้ที่