จากขยะตระกูลสู่มหาเทพด้วยระบบอัปเกรด - บทที่ 24 หนทางในการเพิ่มแต้มโชคชะตา
บทที่ 24 หนทางในการเพิ่มแต้มโชคชะตา
ยามดึกสงัด
แต่ในห้องของเล่ยถิงกลับยังคงสว่างไสว
ภายใต้แสงไฟ เล่ยถิงกำลังเขียนหนังสืออย่างขะมักเขม้น เป็นสิ่งที่ผิดปกติอย่างมาก
ตุบ ๆ !
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของเยี่ยหมิงไค “คุณชาย ข้าเองขอรับ”
“เข้ามาสิ!”
เล่ยถิงตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า
เยี่ยหมิงไคเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม ยื่นยาอายุวัฒนะให้พลางกล่าวว่า “คุณชาย นี่คือยาอายุวัฒนะที่ท่านพ่อมอบให้ ว่ากันว่ามีผลในการรักษาบาดแผลภายในได้อย่างดี”
“เอาวางไว้ตรงนั้นแหละ”
คำตอบของเล่ยถิงยังคงเรียบเฉย
เยี่ยหลานทนมองต่อไปไม่ไหวจึงอ้อนวอนว่า “คุณชายขอรับ บาดแผลของท่านหนักขนาดนั้น รีบทานเถิด!”
“ไม่ต้องหรอก ข้าทานไปแล้ว!”
เล่ยถิงไม่ได้ปลอบใจพวกเขา แต่เขาใช้ระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัด เพื่ออัพเกรดยารักษาภายในธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นกึ่งโอสถวิเศษซึ่งเป็นของหายาก แม้จะใช้ไปถึง 60 แต้มโชคชะตา แต่เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่โดดเด่นเล่ยถิงรู้สึกว่าคุ้มค่าพอสมควร
เยี่ยหลานมองเล่ยถิงด้วยความสงสัย ส่วนเยี่ยหมิงไคพูดด้วยความเข้าใจว่า “ไม่แปลกใจเลยที่พลังลมปราณของคุณชายมั่นคงขนาดนี้ ต่างจากตอนที่เพิ่งกลับมาราวกับคนละคน”
เล่ยถิงหยิบขวดยาดมกลิ่นพลางพยักหน้าก่อนกล่าวว่า “ไม่ผิดแน่นี่คือ ยาอายุวัฒนะชั้นเลิศอย่างน้อยก็เป็นระดับหนึ่ง คาดว่าคงเป็นฝีมือของหมอยาผู้น่าเคารพของตระกูลกระมัง”
เอ่ยจบเล่ยถิงวางยาอายุวัฒนะ ไว้ข้าง ๆ ส่งคัมภีร์ที่เขียนเสร็จใหม่ ๆ ให้ เยี่ยหลานพร้อมกล่าวว่า “เยี่ยหลาน ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะฝึกวิชา ก็เอาคัมภีร์นี้ไปฝึกฝนเถิด”
“ขอบคุณคุณชายน้อยเจ้าค่ะ!”
เยี่ยหลานไม่ได้คิดมากและรับมาอย่างนอบน้อม
“นี่คือ?”
เยี่ยหมิงไคมองคัมภีร์ในมือเยี่ยหลานอย่างสงสัย
เล่ยถิงหยิบของที่เก็บมาได้ออกมาทีละชิ้น พลางอธิบายว่า “พวกนี้ล้วนเป็นของที่ได้มาจากการปล้นชิง คัมภีร์วรยุทธ์ในมือน้องหลานชื่อ ‘วรยุทธ์เสริมพลังหยิน’ เป็นคัมภีร์วรยุทธ์ขั้นสูง ส่วนยาอายุวัฒนะพวกนี้เป็นของขวัญที่มู่หรงชุนมอบให้ เจ้าจงนำมันไปด้วยเถอะ”
เยี่ยหมิงไคสูดหายใจเฮือกใหญ่
เริ่มต้นก็ใช้คัมภีร์วรยุทธ์ขั้นสูงและยังมียาอายุวัฒนะทั้งขวด ทรัพยากรเช่นนี้เพียงพอจะยกระดับคนธรรมดาไปถึงขั้นเบิกภพระดับสี่ได้เลย นึกถึงเยี่ยหลานพี่สาวผู้อ่อนแอต้องให้ข้าคอยปกป้องเสมอ ในไม่ช้าจะมีขั้นเดียวกับข้า เยี่ยหมิงไครู้สึกบอกไม่ถูกในใจ
เล่ยถิงเตือนอีกว่า “เยี่ยหมิงไค เจ้าก็ต้องเร่งฝึกฝนแล้ว! ถ้าเป็นไปได้ ข้าจะช่วยหาโอสถร้อยลมปราณมาเป็นตัวช่วยให้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สถานการณ์ของพวกเราค่อนข้างอันตราย”
เยี่ยหมิงไคพยักหน้าหนักแน่น
เล่ยถิงโบกมือพร้อมกับเอ่ย “เอาล่ะ พวกเจ้าออกไปได้แล้ว”
เยี่ยหลานออกไปอย่างว่าง่าย ส่วนเยี่ยหมิงไคหลังจากออกประตูไปแล้วยังเตือนอีกประโยคว่า “คุณชาย ท่านพ่อฝากบอกว่าก่อนพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตระกูลท่านอย่าออกจากเรือนจะดีกว่าขอรับ”
เล่ยถิงพยักหน้ารับเบา ๆ
การเอาชนะเล่ยกวงในการประลองยุทธ์ประจำปีของพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตระกูลถือเป็นภารกิจหลักที่ปฏิเสธไม่ได้ เล่ยถิงไม่อาจผิดพลาดแม้แต่น้อยในการประลองยุทธ์ประจำปี
โดยไม่ได้ตั้งใจเล่ยถิง มองไปที่ระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัด
111 แต้มโชคชะตา
แต่เดิมทีเล่ยถิงมี 141 แต้มโชคชะตา เมื่อเขาสังหารสมาชิกตระกูลมู่หรงผู้มีขั้นเบิกภพระดับสี่หนึ่งคน ได้รับ 5 แต้มโชคชะตา สังหารผู้มีขั้นเบิกภพระดับหันอีกสองคน ได้รับ 20 แต้มโชคชะตา กำจัดหลี่จิงได้รับถึง 20 แต้มโชคชะตา เพียงแค่พวกเขาทั้ง 4 คนก็เท่ากับที่เล่ยถิงใช้เวลาทั้งวันวิ่งวุ่นอยู่ที่เทือกเขาเฉินเจี้ยว นอกจากนี้การสังหารมู่หรงชุนยังเปิดภารกิจหลักใหม่ระบบจึงให้รางวัลทันที 30 แต้มโชคชะตา ด้วยเหตุนี้ จำนวนแต้มโชคชะตาทั้งหมดของเล่ยถิงจึงมีมากถึง 211 แต้ม
อย่างไรก็ตาม เล่ยถิงใช้ไป 60 แต้มโชคชะตาในการอัพเกรดยาอายุวัฒนะเม็ดนั้นและใช้ไปอีก 40 แต้มโชคชะตา ในการอัพเกรดวรยุทธ์ระดับกลางที่ได้มาจากหลี่จิงนั่นคือ ‘วรยุทธ์เสริมพลังหยิน’
คิดคำนวณแล้วเล่ยถิงก็เหลือเพียง 111 แต้มโชคชะตา
“โชคดีที่ข้าอดทนต่อแรงกดดันไม่ได้อัพเกรดทันที ไม่อย่างนั้นแล้ว กลัวว่าจะเหลือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ”
เล่ยถิงลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าหยิบคัมภีร์วิชายุทธ์เล่มหนึ่งออกมามองออกไปนอกหน้าต่างสู่โลกมืดมิด พึมพำอย่างเลื่อนลอยว่า “ครั้งนี้ถือว่าโชคร้ายกลายเป็นดีจริง ๆ ถึงแม้จะทำให้ตระกูลมู่หรงแค้นเคืองอย่างถึงที่สุด แต่กลับบอกข้าถึงหนทางที่เป็นไปได้ในการเพิ่มแต้มโชคชะตา”
“เล่ยกวง ตระกูลมู่หรง พวกเจ้ารอดูเถิด”
พูดจบเล่ยถิงก็อัพเกรดวิชายุทธ์ในมือโดยไม่ลังเล
……
ที่ตระกูลมู่หรง
มู่หรงเฉาหัวหน้าตระกูล กำลังมองมู่หรงชุนที่ศีรษะกับลำตัวแยกออกจากกันด้วยสีหน้าเยียบเย็น
บรรยากาศเงียบสงัด
“ใครเป็นคนทำ?”
เสียงของมู่หรงเฉาเหมือนมีด แทงจนคนแก่ที่คุกเข่าหมอบอยู่บนพื้นสะท้านสะเทือนไปทั้งกายใจ
ท่านผู้อาวุโสตอบว่า “ร่างกายของท่านหนุ่มน้อยมีร่องรอยไฟลวกหลายแห่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของวิชายุทธ์สายอัคคี และต้องเป็นวิชายุทธ์ขั้นสูง หากมองทั่วทั้งมณฑลหนานซาน ก็มีเพียงตระกูลเล่ยและตระกูลหวังเท่านั้นที่มีวิชายุทธ์เช่นนี้”
หมู่หรงเฉาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ข้าได้ยินมาว่ามู่หรงปิงทะเลาะกับคนแก่ไม่รู้ประสีประสาจากตระกูลหวังเพื่อแย่งชิงโอสถพันลมปราณ จนบาดหมางกันมาก จะเป็นฝีมือของตระกูลหวังหรือไม่”
ท่านอาวุโสส่ายหน้าตอบว่า “ไม่ใช่ เพราะบนร่างของนายน้อยมีบาดแผลจากกระบี่สองแห่ง หนึ่งในนั้นแทงทะลุเกราะในเลยทีเดียว นี่ไม่ใช่อาวุธธรรมดาที่จะทำได้ อย่างน้อยต้องถึงระดับอาวุธเวท นอกจากนี้ ตามการสืบสวนของข้า เสียงต่อสู้ในที่เกิดเหตุดำเนินไปอย่างน้อยหนึ่งก้านธูป ดังนั้นโดยรวมแล้วแม้ตระกูลหวังจะมีความน่าสงสัยแต่ก็ไม่มากนัก เพราะหากเป็นคนแก่ไม่รู้ประสีประสาจากตระกูลหวัง การต่อสู้จะต้องเป็นไปในทางเดียวอย่างแน่นอน”
มู่หรงเฉาถามด้วยสีหน้าหม่นหมอง “งั้นก็คือตระกูลเล่ยน่ะสิ แล้วใครน่าสงสัยที่สุดล่ะ”
ท่านผู้อาวุโสกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เล่ยถิง”
มู่หรงเฉานึกทบทวนแล้วถามว่า “ลูกไร้ค่าของเล่ยหนานเทียนน่ะหรือ”
ท่านผู้อาวุโสเตือนว่า “เขาไม่ใช่ไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว”
มู่หรงเฉาเกิดความสนใจได้ถามขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้น”
ท่านผู้อาวุโสเล่าเรื่องที่เล่ยถิงผงาดขึ้นมาในตระกูลเล่ย เมื่อไม่นานมานี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ยังเน้นย้ำเรื่องที่เล่ยถิงสังหารเหิงกังในพริบตา ทำให้มู่หรงเฉาฟังแล้วเหมือนมีอะไรบางอย่างเข้าใจ
ท่านผู้อาวุโสสรุปในตอนท้ายว่า “ความจริงพิสูจน์แล้วว่าเล่ยถิงผู้นี้เป็นอัจฉริยะขั้นเบิกภพระดับหก ที่มีความคิดลึกซึ้งและเข้าใจวิถีแห่งการอดทนอดกลั้นเป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อรวมกับความขัดแย้งที่เขามีกับนายน้อยก่อนหน้านี้ เขาจึงเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดในเวลานี้”
มู่หรงเฉากำมือแน่นตาแดงก่ำด้วยเลือดปากพึมพำชื่อของเล่ยถิงและ เล่ยหนานเทียนไม่หยุด
นานพอสมควร
มู่หรงเฉาที่สงบลงได้ในที่สุดกล่าวว่า “หาโอกาสฆ่า เล่ยถิง แล้วส่งศีรษะของมันไปให้เล่ยหนานเทียน ให้เขาได้สัมผัสความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกบ้าง”
ท่านผู้อาวุโสเตือนว่า “ท่านเฉา ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของ เล่ยถิง”
มู่หรงเฉากล่าวว่า “ไม่เป็นไร คนตระกูลเล่ยมีใครน่าสงสัยบ้าง เจ้าไปจัดการพวกมันให้ข้าซะ”
พูดจบ มู่หรงเฉาก็หันกลับไปนั่งที่โต๊ะหนังสือ เริ่มลงมือเขียน
ชายชราค้อมกายลงด้วยความเคารพแล้วถอยออกไป
ถึงแม้จะไม่ได้เห็นกับตาว่ามู่หรงเฉาเขียนอะไร แต่ชายชราก็รู้ได้จากลายเส้นและรอยเขียนว่ามู่หรงเฉากำลังเขียนอักษรสามตัวว่า “เล่ยหนานเทียน” นึกถึงความแค้นระหว่างนายของตนเองกับเล่ยหนานเทียนแล้วก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไร
ตอนก่อนหน้า
บทที่ 23 ตัดไฟแต่ต้นลม
ตอนต่อไป
บทที่ 25 การปะทะกันของพี่น้อง
แสดงความคิดเห็น
ปิดโหมดสปอย
ส่งความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
ที่อยู่: 9/70 หมู่ 2 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12130
เวลาทำการ: 09:00 – 18:00 จันทร์-ศุกร์
โทร: 0654214015 e-mail : support@bookfet.com
เมนูหลัก
ช่วยเหลือ
ดาวโหลดแอพพลิเคชั่นได้ที่