จากขยะตระกูลสู่มหาเทพด้วยระบบอัปเกรด - บทที่ 23 ตัดไฟแต่ต้นลม
บทที่ 23 ตัดไฟแต่ต้นลม
“ฆ่าเล่ยถิงเดี๋ยวนี้!”
มู่หรงชุนรู้สึกโกรธเป็นอย่างมากจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดพุ่งเป้าไปยังเล่ยถิง
ในตอนนี้เขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเล่ยถิงถึงไม่เลือกที่จะโจมตีใส่คนอ่อนแอเมื่อเผชิญหน้ากับพวกเขาทั้งสี่ แต่กลับเลือกที่จะโจมตีใส่ผู้ฝึกยุทธ์เบิกภพระดับห้าทั้งสองคน กล้าพูดได้ว่าเป็นเพราะกังวลว่าความเร็วในการไล่ล่าของทั้งสองคนที่อาจจะจะเร็วจนไล่ตามเยี่ยหลาน และเยี่ยหมิงไคทัน ในช่วงเวลาอันตรายขนาดนั้นยังสามารถตัดสินใจเช่นนี้ได้ ต้องบอกว่าเล่ห์กลของเล่ยถิงนั้นน่ากลัวยิ่งนัก
ยิ่งเล่ยถิงแสดงความสามารถได้ดีเพียงใด มู่หรงชุนก็ยิ่งกังวลหากปล่อยให้เขาพัฒนาต่อไปไม่ต้องพูดถึงมู่หรงชุนเลย แม้แต่ตระกูลมู่หรงเองก็มีอันตราย ดังนั้นมู่หรงชุนจึงเลือกที่จะปราบปรามเสียที่นี้อย่างเด็ดขาดไม่สนใจความโกรธเคืองของตระกูลเล่ยอีกต่อไป
ซู่!
หลี่จิงปรับลมหายใจอยู่ลับ ๆ สองสามครั้ง จากนั้นก็ตะโกนขึ้นมาทันที ร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มควันสีเทาน้ำตาลประหลาดและดวงตาของหลี่จิงก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลตาม การปรากฏขึ้นของกลุ่มควันสีเทาน้ำตาลทั่วร่างกายมีความดุร้ายที่ไม่อาจจะอธิบายได้
มู่หรงชุนและลูกสุมนราวกับมีจิตใจที่เชื่อมโยงกับหลี่จิง ถึงกับเริ่มโจมตีพร้อมกันพุ่งตรงไปที่เล่ยถิง
หลี่จิงไม่ใช่คนโง่ รู้ว่าถ้าปล่อยให้สองคนนั้นหนีไปได้ก็เท่ากับทำให้ตระกูลเล่ยโกรธจัดอย่างถาวร ดังนั้นเขาจึงต้องทุ่มเททำภารกิจของมู่หรงชุนให้สำเร็จ ถ้าชนะก็จะก้าวข้ามขึ้นไปได้ แพ้ก็ยังมีร่มใหญ่คุ้มครองดีกว่าการประนีประนอมหลายเท่านัก
สำหรับหลี่จิง นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่จะกำหนดชีวิตของเขา
แต่สำหรับเล่ยถิงผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่องนี้ กลับเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งโดยสิ้นเชิง หลี่จิงแต่เดิมก็เป็นคนที่รับมือยากอยู่แล้วในตอนนี้ยิ่งมุ่งมั่นสังหารยิ่งกลายเป็นเรื่องยากยิ่งกว่ายาก
พรึบ!
หลี่จิงพุ่งเข้ามาพร้อมกับแรงกดดันที่บ้าคลั่งและหนักหน่วง
รูปร่างสูงใหญ่และแข็งแกร่งภายใต้กลุ่มควันสีเทาน้ำตาล ในแสงไฟริบหรี่ที่สั่นไหวตามลม ดูราวกับเทพที่ลงมาประทับเพียงแค่ภาพลักษณ์นี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำนับไม่ถ้วนตกใจจนแทบขาดใจ
ยังคงเป็นวิชาทลายภูผาเช่นเดิมแต่เป็นท่าที่รวดเร้วและรุนแรงกว่าเดิม จนถึงระดับที่เกินพลังมนุษย์จะต้านทานได้ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของ ‘ความฉลาดที่เกินกว่าความจำเป็น’
วิชายุทธ์ขั้นสูงของมู่หรงชุนส่องประกายเคียงคู่กับวิชาทลายภูผา
ถึงแม้มู่หรงชุนจะฝึกฝนวิชายุทธ์ขั้นสูงแต่ระดับขั้นของเขายังคงต่ำจึงไม่สามารถปลดปล่อยพลังได้อย่างเต็มที่ แต่พลังหมัดก็ยังคงพัดกระหน่ำราวกับพายุบังคับให้เล่ยถิงไม่มีเวลาหันเหความสนใจ
นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีเต็มกำลังของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่ที่เหลืออีกคน ถึงแม้วิชานี้จะไม่อยู่ในสายตาของเล่ยถิง แต่ก็มีพลังคุกคามชีวิตเช่นกัน ไม่อาจมองข้ามไปได้
ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ หากเล่ยถิงแสดงท่าทีถอยหนีหรือขลาดกลัวแม้เพียงนิดนั่นย่อมเป็นหนทางสู่ความตาย
ก้าวมังกรพเนจร!
ในขณะที่กระบวนท่าสังหารทั้งสามกำลังใกล้เข้ามา ร่างของเล่ยถิงก็หดตัวลงอย่างน่าอัศจรรย์ในสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ จากนั้นเขาก็ถอยกลับไปอย่างสง่างาม หลบหลีกการโจมตีทั้งหมดได้อย่างเหลือเชื่อ ไม่เพียงเท่านั้น การโจมตีของหลี่จิงและมู่หรงชุนล้วนเป็นวงกว้าง ต่อให้ เล่ยถิงหลบหลีกได้ก็ยังจำเป็นต้องรับแรงกดดันบางส่วน แต่พลังหมัดและแรงกดดันทั้งหมดกลับหายไปอย่างประหลาดเมื่อเข้าใกล้เล่ยถิง ทำให้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
“วรยุทธ์เหินฟ้า!”
หลี่จิงและมู่หรงชุนร้องตะโกนออกมาพร้อมกัน
เป็นไปไม่ได้ที่วิชาตัวเบาจะทำได้เช่นนี้ได้ ต่อให้มู่หรงปิงเองก็ไม่อาจทำได้ดีไปกว่าเล่ยถิง คำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้ในตอนนี้ก็คือเล่ยถิงมีวรยุทธ์เหินฟ้า
‘หากข้ามีวรยุทธ์เหินฟ้า ไม่ว่าฟ้าดินจะใหญ่เพียงใด ข้าก็ไปได้ตามใจปรารถนา ข้าจะอยู่ในตระกูลมู่หรงเล็ก ๆ นี้ไปทำไม?’
คลื่นคลั่งซัดเข้าใส่ใจของหลี่จิงก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง ความโลภครอบงำดวงตาของเขา แม้กระทั่งตอนนี้เขายังมีความปรารถนาที่จะรู้ความลับของวรยุทธ์เหินฟ้า แล้วสังหารมู่หรงชุนและพวกลูกสมุนเพื่อปิดปากเสีย
ตูม!
แต่ในชั่วขณะที่หลี่จิงและเหล่าสมุนกำลังเผลอ พลังลมปราณอันทรงพลังก็พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหันดั่งขุนเขาโถมเข้าใส่
หมัดดินระเบิด
ขับเคลื่อนด้วย วิชายุทธ์เพลิงผลาญผสมผสานกับความลับของฝ่ามือเมฆาอัคคีกับหมัดดินระเบิด
หมัดดินระเบิดของเล่ยถิงไม่ใช่วิชายุทธ์ของทวีปเทียนหมิง หลังจากผสมผสานลักษณะเฉพาะของกังฟูของโลกภพก่อน พลังของหมัดของเล่ยถิงนั้นแข็งแกร่งมาก ไม่มียอดฝีมือคนใดบนโลกที่จะเทียบได้เลย
เสียงกระดูกหักดังแหลมมาจากร่างของหลี่จิง ไม่รู้ว่ากระดูกอกหรือกระดูกซี่โครงหัก แต่สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นคือเลือดพุ่งออกมาจากปากและจมูก ร่างของเขาถูกเล่ย์ถิงโจมตีจนกระเด็นถอยหลังไปหลายจั้ง และหายตัวไปในความมืดอีกครั้ง
มู่หรงชุนมองอย่างตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง เขาโต้กลับอย่างสิ้นหวังปล่อยพลังที่ไม่เคยมีมาก่อนออกมา
หมัดมายาสังหาร!
มู่หรงชุนที่คลั่งไคล้ยังมีวิชายุทธ์ขั้นสูง ภาพหมัดที่ระเบิดออกมาในสถานการณ์คับขันนั้นมากมายราวกับสึนามิที่พัดกระหน่ำไปยังร่างเล็ก ๆ ของเล่ยถิง และลมที่พัดกระหน่ำพร้อมกับหมัดมายาสังหารที่ม้วนตัวทำให้เล่ยถิงรู้สึกราวกับถูกพายุหมุนโจมตี
ผัวะ! ปัง! ผัวะ…
หมัดมายาสังหารทั้งหมดของหลี่จิงถูกตั้งรับด้วยฝ่ามือเมฆาอัคคีของ เล่ยถิง
เสียงกระแทกของพลังดังสนั่นหวั่นไหว แต่ฝ่ายหนึ่งโต้กลับอย่างสิ้นหวัง อีกฝ่ายรับมือแบบกะทันหันผลลัพธ์จึงชัดเจนโดยไม่ต้องพูด ฝ่ามือเมฆาอัคคีของเล่ยถิงไม่ทันกับความเร็วของหมัดเงาระเบิด จึงถอยหลังทีละน้อย และยังโดนหมัดมายาสังหารโจมตีอีกหลายครั้ง
ฟู่!
ร่างคนพุ่งออกมาโอบกอดเล่ยถิงไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง
เป็นลูกสมุนผู้อยู่ระดับสี่ของตระกูลมู่หรงที่เหลือ เขาตะโกนอย่างบ้าคลั่งว่า “นายน้อยชุนรีบหนีเร็วเข้าขอรับ!”
“หนีหรือ?”
เล่ยถิงที่มีเลือดไหลออกมาจากจมูก มุมปาก และหางตาพูดอย่างไม่พอใจ “คิดจะหนีงั้นหรือ? ช่างไร้เดียงสา!”
เล่ยถิงฟาดกระบี่ลงไป ตรงกลางลำคอของข้ารับใช้ตระกูลมู่หรงคนนั้น พร้อมกับเสียงกรอบแกรบที่แหลมคมคล้ายกระดูสันหลังหัก ร่างของข้ารับใช้ผู้ภักดีอ่อนยวบก่อนจะล้มลงในไม่ชั่วอึดใจ
“ตายซะเถอะ!”
เล่ยถิงรู้ดีว่าตนเองมีวิชาตัวเบาระดับสูงสุด ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางหนีรอดจากเขาไปได้ มู่หรงชุนจึงฉวยโอกาสที่เล่ยถิงขยับตัวไม่ได้ระดมหมัดมายาสังหารเข้าใส่อีกครั้ง
ทว่ากระบี่อันเย็นยะเยือกพุ่งปราดเข้ามาดุจสายฟ้าฟาด ผ่าฝ่ามือของมู่หรงชุนราวกับหั่นเต้าหู้จนนิ้วมือขาดกระจุย สุดท้ายปักเข้าที่ไหล่ของมู่หรงชุนผู้ซึ่งกำลังตกตะลึง
มู่หรงชุนจ้องมองเล่ยถิงก่อนจะตะโกนถามว่า “ถุงเก็บของ! เจ้ามีถุงเก็บของด้วยหรือ!”
เล่ยถิงดึงกระบี่วิเศษออกมาจากความว่างเปล่า มันหากไม่ใช่ถุงเก็บของในตำนานจะเป็นสิ่งใดได้อีกเล่า ต้องรู้ไว้ว่าแม้แต่ตระกูลมู่หรงอันยิ่งใหญ่ ก็มีเพียงผู้อาวุโสสามท่านเท่านั้นที่ครอบครองถุงเก็บของ แม้กระทั่งท่านพ่อผู้เป็นหัวหน้าตระกูลผู้ทรงเกียรติของเขาเอง ก็ไม่เคยมีมาก่อน
สึก!
เล่ยถิงดึงดาบออกเลือดพุ่งทะลักออกมาจากบาดแผลของมู่หรงชุนทันที
ไม่คาดคิดว่ามู่หรงชุนจะหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะถามว่า “เล่ยถิง เจ้ากล้าฆ่าข้าหรือ”
แสงดาบวาบหนึ่งแขนทั้งข้างของมู่หรงชุนก็ถูกเล่ยถิงฟันขาด
หลังจากร้องโหยหวนสักพัก มู่หรงชุนผู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ก็มีใบหน้าบิดเบี้ยวน่ากลัวตะโกนเสียงดังว่า “ไอ้ขยะตระกูลเล่ย ข้าคือลูกชายเพียงคนเดียวของหัวหน้าตระกูลมู่หรงนะ ถึงแม้ตระกูลเล่ยก็ไม่สามารถป้องเจ้าไว้ได้!”
แต่คำตอบที่ได้รับคืออีกหนึ่งแสงดาบที่ตวัดมา
เล่ยถิงเช็ดเลือดบนดาบอย่างเฉยเมยไม่ได้มองมู่หรงชุนสักนิดพลางพึมพำว่า “แล้วมันจะเป็นอย่างไรล่ะ”
มู่หรงชุนไม่มีคำตอบ ศีรษะเอียงคว่ำลงข้างหนึ่ง ก่อนจะสิ้นสติ เขายังมองเห็นร่างของตัวเองที่ยืนอยู่ด้วยซ้ำ
“เจ้าฆ่าคุณชายมู่หรงไปแล้ว!”
หลี่จิงดิ้นรนคลานออกมาจากซากกำแพงที่พังทลาย บังเอิญเห็นฉากที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดพอดี
เล่ยถิงค่อย ๆ เดินไปหาหลี่จิงมองยอดฝีมือผู้ใกล้จะพิการคนนี้ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยกระบี่ร้อยพิศุทธ์ค่อย ๆ ยกขึ้นสูงดูเหมือนจะฟันหั่นร่างให้ขาดเป็นสองท่อน
หลี่จิงรับรู้ถึงเจตนาฆ่าของเล่ยถิงอย่างชัดเจน ใจของเขาตื่นตระหนก ทันใดนั้นก็ละทิ้งศักดิ์ศรีของยอดฝีมืออ้อนวอนว่า “อย่า! อย่าฆ่าข้าเลย ข้าจะเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของท่าน!”
“ข้าไม่ต้องการสุนัขที่พร้อมจะกัดนายอย่างเจ้าหรอก!”
เสียงของเล่ยถิงเอ่ยจบ กระบี่ร้อยพิศุทธ์ของเขาก็ฟันลงมาพร้อมกัน ประบี่คมกริบพร้อมกับเสียงกระดูกแยกจากกันขีดรอยเย็นเยียบบนพื้น
“ตระกูลมู่หรง พวกเจ้าช่างไร้เดียงสาเสียจริง!”
เล่ยถิงมองไปที่ศพของมู่หรงชุน ยิ้มเยาะและพูดว่า “ไม่ว่าข้าจะไว้ชีวิตหรือไม่ พวกเจ้าก็ไม่มีวันไว้ชีวิตข้าอยู่ดี แล้วจะต้องไปสนใจทำไมกัน สำหรับศัตรูข้าจะชิงตัดไฟแต่ต้นลม! หากข้ามีวิชายุทธ์ระดับสวรรค์ ผู้อาวุโสเป่ยคงเป็นผีใต้กระบี่ของข้าไปนานแล้ว”
เรื่องราวจบลงแล้ว
แต่เล่ยถิงยังไม่เก็บกระบี่ เขาฟันเพิ่มอีกคนละจุดที่บนร่างของข้ารับใช้ตระกูลมู่หรงที่เหลือทำให้พวกเขาตายอย่างไม่มีชิ้นดี จากนั้นจึงเก็บของรางวัลแล้วหันหลังเดินเข้าไปในความมืดมิดของถนนอีกครั้ง
ตอนก่อนหน้า
บทที่ 22 ข้ารับใช้ผู้มีพรสวรรค์ของตระกูลมู่หรง
ตอนต่อไป
บทที่ 24 หนทางในการเพิ่มแต้มโชคชะตา
แสดงความคิดเห็น
ปิดโหมดสปอย
ส่งความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
ที่อยู่: 9/70 หมู่ 2 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12130
เวลาทำการ: 09:00 – 18:00 จันทร์-ศุกร์
โทร: 0654214015 e-mail : support@bookfet.com
เมนูหลัก
ช่วยเหลือ
ดาวโหลดแอพพลิเคชั่นได้ที่