ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2035 สภาวะกายถอดจิตและผีอำ
บทที่ 2035 สภาวะกายถอดจิตและผีอำ
หลังจากสุราผ่านลำคอไปสามขนาน จ้าวอู่เจียงก็นอนเอนหลังบนเก้าอี้โยกที่ไกวแกว่งไปมาอย่างช้า ๆ
เขารู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิว จิตวิญญาณดูเหมือนจะแยกออกจากเนื้อหนัง เขาหลับตาลงแต่กลับมองเห็นทุกคนกำลังนั่งสนทนากันอย่างชัดเจน
เสียงพูดคุยเหล่านั้นมีทั้งดังและเบา แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทุกถ้อยคำถูกคลุมด้วยเสียงสะท้อนเป็นชั้น ๆ ราวกับว่าลานพักขนาดเล็กแห่งนี้คือจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลและอ้างว้างเหลือคณา
สติสัมปชัญญะของเขาดูเหมือนจะไม่ฟังคำสั่งของตนเอง แต่มันกลับพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังดวงดารา
เมื่อล่องลอยผ่านมวลเมฆและพ้นออกไปนอกเขตดวงดาว เขาหันกลับไปมองเห็นดาวเทียนซื่อดวงยักษ์ที่ทอแสงเจิดจ้า พื้นผิวของดาวถูกโอบล้อมด้วยรัศมีสีเงินแกมน้ำเงิน
ส่วนรอบข้างคือความมืดมิดที่อ้างว้างและเงียบเชียบของจักรวาล มันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตจนเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาวูบหนึ่ง อาจเป็นเพราะความรู้สึกที่ตนเองช่างเล็กจ้อย หรือเพราะความโดดเดี่ยว หรืออาจเป็นเพราะสถานะกายถอดจิตอันแปลกประหลาดในตอนนี้ ที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองจะไม่สามารถกลับคืนสู่ร่างเนื้อได้อีก และจะต้องเหี่ยวเฉาตายไปท่ามกลางหมู่ดาว
โชคยังดีที่สถานะล่องลอยนั้นอยู่ได้ไม่นาน เขาก็เริ่มร่วงหล่นกลับลงไปยังดาวเทียนซื่ออีกครั้ง
ทว่าเมื่อเขาดิ่งลงมาใกล้ถึงพื้นพสุธา เขากลับสังเกตเห็นด้วยความตกใจว่า ดาวเทียนซื่อดวงนี้ไม่ใช่ดาวดวงเดิมที่เขาเคยอยู่ มันไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิต และเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายทุกย่อมหญ้า
เขาไม่สามารถสัมผัสถึงลมหายใจของมนุษย์ได้แม้แต่คนเดียว ผืนแผ่นดินและขุนเขาพังพินาศยับเยิน อาคารสูงใหญ่กลายเป็นเพียงเศษซากปรักหักพัง
จ้าวอู่เจียงตระหนักขึ้นมาทันทีว่า เขาเคยเห็นฉากที่เหมือนกันเป๊ะแบบนี้ที่ไหนสักแห่ง
ไม่ใช่แค่คล้าย แต่มันคือที่เดียวกันชัด ๆ!
‘ที่ไหนกันนะ?’
‘ฉันเคยเห็นที่ไหนกัน?’
‘มันคือที่ไหนกันแน่?’
เขาเฝ้าถามตนเองซ้ำ ๆ จนในที่สุดกระแสจิตก็ทนต่อความเหนื่อยล้าไม่ไหว แตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีนวลตา ปลิวว่อนไปตามสายลมร้อนแห่งความตายของดวงดาว กระจายไปทั่วทุกมุมโลก
จ้าวอู่เจียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ถึงได้ตระหนักว่าเรื่องก่อนหน้านี้เป็นเพียงความฝันอย่างหนึ่งของเขา หรือก็คือสภาวะกายถอดจิตไปทั่วฟ้าดิน
ทว่าในตอนนี้ แม้เขาจะรู้สึกตัวแล้วแต่กลับยังไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้
เขารับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้อย่างชัดเจน อยากจะตะโกน อยากลืมตา หรืออยากจะลุกขึ้นเพียงใดก็ไม่สามารถทำได้เลย
สภาวะนี้เรียกกันทั่วไปว่า ‘ผีอำ’ หากจะอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ก็คือแม้สติจะค่อนข้างแจ่มใส แต่ร่างกายกลับเหนื่อยล้าจนเกินขีดจำกัด สถานะของร่างกายและจิตใจมีความต่างกันมากเกินไป ร่างกายจึงถูกบังคับให้หลับลึกในขณะที่ความคิดยังไม่ยอมหลับตาม
แต่หากจะอธิบายในเชิงความรู้สึก… เขาสัมผัสได้ว่าในตอนนี้เขากำลังเผชิญกับอาการผีอำจริง ๆ นั่นก็คือเขากำลังนอนอยู่บนเตียง และมี ‘แวมไพร์’ ทับอยู่บนร่างของเขา
และแวมไพร์ตนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือลิลิธนั่นเอง
เขาไม่สามารถลืมตาได้ ตามหลักแล้วไม่ควรจะมองเห็นว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างไร แต่เนื่องจากเขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีดั้งเดิมสายตรง ซึ่งต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรในยุคเสื่อมถอยของอาณาเขตพันดารา จิตวิญญาณของเขาจึงควบแน่นและแข็งแกร่งมานานแล้ว
แม้จิตวิญญาณจะถูกกักขังอยู่ในร่างกายอย่างแปลกประหลาดในตอนนี้ แต่เขาก็ยังสามารถวาดภาพโครงร่างเหตุการณ์คร่าว ๆ ในหัวได้
ภายในห้องมีเพียงสองคน คือลิลิธและเอลิซา
เอลิซายืนอยู่ข้างเตียงและค่อนข้างห่างจากตัวเขา เขาจึงไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเอลิซากำลังทำอะไรอยู่
‘เจอกับมื้อเก่าล่ะสิ? งั้นฉันขอสูบเขาให้เกลี้ยงก่อนเลยแล้วกัน!’
ลิลิธเอ่ยขึ้น
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง
เอลิซาที่คอยดูต้นทางหูผึ่ง ด้วยพรสวรรค์ในการรับรู้อารมณ์ที่เฉียบแหลม ทำให้เธอสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังมุ่งตรงมายังห้องนี้ เธอจึงรีบเตือนทันที
“มีคนมาแล้ว”
ลิลิธรีบลุกออกจากร่างของจ้าวอู่เจียงที่ยังคงแสร้งหลับสนิท จากนั้นก็ลนลานจัดแจงเสื้อผ้าให้จ้าวอู่เจียงกลับมาดูเรียบร้อย พร้อมกับปาดริมฝีปากของตนเองไปหนึ่งที
จากนั้นเธอก็นั่งลงที่ข้างเตียง แสร้งทำเป็นเอามือแตะที่หน้าผากของเขา เหมือนกำลังตรวจดูว่าร่างกายของจ้าวอู่เจียงมีอาการผิดปกติอะไรไหม ร้อนแรงหรือไม่… ไม่ใช่สิ หมายถึงตัวร้อนหรือเปล่าต่างหาก
พอนางทำท่าทางเสแสร้งเสร็จสิ้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ตามมาด้วยการที่คนข้างนอกผลักประตูเข้ามาโดยไม่รอคำตอบใด ๆ
ลิลิธไม่ได้หันไปมอง แต่เอลิซาชำเลืองตาไปเห็น… คนที่เข้ามาคือแม่ยอดขมองอิ่มคนเก่าของจ้าวอู่เจียงอย่างซูฮัวอีนั่นเอง
“ฉันเห็นว่าพวกเธอพาอู่เจียงมาพักผ่อนสักพักใหญ่แล้วแต่ยังไม่ออกไปเสียที เลยนึกว่าอู่เจียงจะดื่มหนักจนเกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ”
กลิ่นอายแห่งกาลเวลาที่สั่งสมอยู่ในตัวของซูฮัวอี ได้หลอมรวมความแข็งกร้าวในฐานะอดีตธิดาเทพแห่งสำนักกลิ่นบุปผา และความเย็นชาของศิษย์สำนักเติมฟ้าในเวลาต่อมา ให้กลายเป็นความอ่อนโยนและสงบนิ่งในยามนี้
กาลเวลายังทิ้งร่องรอยไว้บนนวลแก้มของเธออย่างแผ่วเบา แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ดูออกว่าตอนนี้เธอมีอายุมากกว่าลิลิธและเอลิซาอยู่ไม่น้อย
เธอดูมีความเยาว์วัยน้อยลง แต่กลับมีความสุขุมนุ่มลึกของสตรีที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
สิ่งที่เหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้มากที่สุดในโลกมนุษย์ ก็คือใบหน้าที่ร่วงโรยยามส่องกระจก และหมู่มวลบุปผาที่หลุดร่วงจากกิ่งก้าน
วีรบุรุษถึงคราถดถอย โฉมงามถึงคราผมขาว ชีวิตคนเรามักพบเจอเรื่องเหนือกำลังเช่นนี้เสมอ
เธอก็แก่ลงแล้วเช่นกัน
แม้จะไม่ชัดเจน แต่ก็คือความร่วงโรย ท่ามกลางเสน่ห์ของสตรีวัยผู้ใหญ่ที่พรั่งพรูออกมา คือความนิ่งสงบที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกเปราะบางจนดูเหมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
เธอยิ้มออกมาบาง ๆ พลางทอดสายตาไปยังจ้าวอู่เจียงที่หลับสนิทอยู่บนเตียง
“เขาดื่มหนักจริง ๆ นั่นแหละ” ลิลิธลุกขึ้นยืนพลางบ่นอุบ “ไม่นึกเลยว่าเขาจะคออ่อนขนาดนี้”
ลิลิธเบี่ยงตัวหลบ และมองเห็นแสงสีนวลในยามค่ำคืนข้างนอกกับซูฮัวอีที่ยืนอยู่ตรงประตู เงาของรัตติกาลดูเหมือนจะหลอมรวมไปกับตัวเธอ จนทำให้ลิลิธรู้สึกว่าซูฮัวอีในตอนนี้ช่างดูเหมือนกับ…
เหมือนกับแสงจันทร์อันเหน็บหนาว
แต่ความรู้สึกหลักไม่ใช่ความหนาว แต่เป็นความ ‘จาง’ นอกเหนือจากความสะอาดสะอ้านแล้ว มันยังให้ความรู้สึกซีดขาว เบาบาง ราวกับแสงจันทร์ที่ไร้กำลัง เปรียบเสมือนดวงจันทร์ในวารีที่แตะต้องเพียงนิดก็แตกสลาย
ความรู้สึกกระทบกระทั่งเล็ก ๆ ที่เธอมีต่อซูฮัวอิก่อนหน้านี้ ไม่ได้เกิดจากการจงใจทำร้ายซูฮัวอี แต่เป็นเพราะนิสัยแข็งกร้าวตามปกติบวกกับความรู้สึกอิจฉาเล็ก ๆ ที่อาจซ่อนลึกอยู่ในใจของเธอเอง
ในความเป็นจริง ลิลิธไม่ได้มีความคิดประทุษร้ายต่อซูฮัวอีเลย
บัดนี้เมื่อมองไปยังยอดขมองอิ่มของจ้าวอู่เจียงคนนี้ ลิลิธก็พลันนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่เผ่าแวมไพร์ยังไม่ถูกศาสนจักรแห่งแสงสว่างตราหน้าว่าเป็นปีศาจ เธอเคยได้ยินเรื่องราวโศกนาฏกรรมอันแสนงดงามของเคาน์เตสสาวในสมัยที่เธอยังอยู่ในปราสาทโบราณ