ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2029 กดดันเขาเข้าให้
บทที่ 2029 กดดันเขาเข้าให้
“คุณต้องทำได้แน่นอน!” เฟิงฉางอี้พูดอย่างมั่นคง
“พวกเราเชื่อมั่นในตัวคุณ และจูกัดเซี่ยวไป๋ก็ยิ่งเชื่อมั่นในตัวคุณมากกว่าใคร”
จ้าวอู่เจียงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่แน่วแน่
“จูกัดเซี่ยวไป๋ล้มป่วยลงแล้ว พลังชีวิตใกล้จะดับสูญในไม่ช้า” เฟิงฉางอี้เปิดเผยสถานการณ์ปัจจุบันทันที
“เดิมทีเขาก็ดูปกติดีและยังมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกระยะหนึ่ง แต่ในตอนที่คุณกำลังจะออกจากโลกขนาดเล็กในร่างของชื่อมู่จื่อ เขากลับดึงดันที่จะลองทดสอบไอ้น้ำยาวิวัฒนาการนี่ดูให้ได้
จากนั้นพลังชีวิตที่เขามีอยู่น้อยนิดก็ถูกแผดเผาจนมอดไหม้อย่างรวดเร็ว แม้ตอนนี้พละกำลังของเขาจะยังกล้าแข็งและดูเหมือนไม่มีปัญหาใหญ่อะไรนัก แต่ความจริงที่ว่าเขากำลังจะตายในเร็ว ๆ นี้ก็คือเรื่องจริง
หากคุณสามารถหายาแก้พิษได้ ค้นพบส่วนพร่องของการเติมเต็มได้สำเร็จ ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยยื้อชีวิตเขาไว้ได้”
“เขากำลังใช้วิธีนี้เพื่อกดดันคุณเข้าให้แล้วล่ะ” เฟิงฉางอี้พูดออกมาตรง ๆ ราวกับล่วงรู้สิ่งที่จ้าวอู่เจียงกำลังคิด
“ก่อนที่เขาจะดื่มยานั่นเข้าไป พวกเราพยายามขัดขวางสุดชีวิตแต่ก็เอาเขาไม่อยู่ เขาบอกว่ามีเพียงคุณเท่านั้นที่จะช่วยเขาได้”
“ผมอยากพบเขา” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว “เขาอยู่ที่ไหน?”
“ที่โรงพยาบาลจิตเวชของเซวียนหยวนซวิ่น…” เฟิงฉางอี้พยักหน้า “อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก”
จ้าวอู่เจียงลุกขึ้นทันที คิ้วทรงดาบขมวดมุ่น จูกัดเซี่ยวไป๋นี่มันบ้าไปแล้วจริง ๆ เรื่องแบบนี้ก็ยังกล้าเสี่ยงทดสอบ นี่มันคนไม่รักชีวิตชัด ๆ
แต่นี่ก็คือวิถีทางเดิม ๆ ของจูกัดเซี่ยวไป๋ เพื่อที่จะวางแผนบีบบังคับใครสักคน เขาถึงขั้นยอมเอาตัวเองลงมาเสี่ยงเดินเข้าหาความตายเองเสียอย่างนั้น
ตอนนี้ชัดเจนว่าหมอนั่นตั้งใจจะบีบเขา
ถึงแม้จ้าวอู่เจียงจะยังไม่ได้เจอตัวจูกัดเซี่ยวไป๋ แต่เขาก็ดูเหมือนจะได้ยินเสียงแว่ว ๆ ของหมอนั่นพูดข้างหูด้วยน้ำเสียงหยิ่งทะนงว่า
‘จ้าวอู่เจียง แกก็แค่บอกมาสิว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย?’
หมอนั่นมั่นใจว่าเขาจะต้องช่วยแน่ ๆ ถึงได้ยอมเสี่ยงลองยากับตัวเอง เพื่อบีบให้เขารับภารกิจพวกนี้ไปทำ และมุ่งหน้าเดินตามทางที่วางไว้ต่อไปอย่างมั่นคง
“เดี๋ยวฉันนำทางไปเอง” เฟิงฉางอี้ลุกขึ้นยืนพลางเอามือกุมหลัง และเอ่ยเตือนขึ้นมาว่า
“อ้อ จริงสิ ดูเหมือนคุณจะมีสหายเก่าอีกคนหนึ่งอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งนั้นด้วยเหมือนกันนะ”
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วพลางมองเฟิงฉางอี้ด้วยความแปลกใจ
“ใคร?”
“ไปถึงแล้วคุณก็รู้เองนั่นแหละ” เฟิงฉางอี้เดินนำออกไป
“ฉันบอกคุณตั้งแต่แรกแล้วว่าวาสนากับสตรีของคุณน่ะมันเพียบเลย
ถ้าไม่ใช่เพราะคุณเป็นคนของมรรคาตะวันออกขนานแท้ล่ะก็ ฉันคงนึกว่าคุณน่ะคือเทพแห่งห้วงอวกาศผู้เจ้าชู้คนนั้นไปแล้วล่ะ
ทางฝั่งมรรคาตะวันตกมาตามหาคุณถึงที่นี่น่ะ มันไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผลหรอกนะ
หากพูดกันตามรูปลักษณ์ภายนอก คุณหน้าตาหล่อเหลา มีรัศมีจักรพรรดิ ในตัวยังมีกลิ่นอายพลังเทพ แถมยังเป็นคนเจ้าชู้หลายรักเสียด้วย ทุกอย่างที่ว่ามานี้ไม่มีตรงไหนเลยที่จะเทียบเคียงกับเทพแห่งห้วงอวกาศไม่ได้?”
เมื่อเผชิญกับคำกล่าว ‘เสียดสี’ ของเฟิงฉางอี้ จ้าวอู่เจียงก็ได้แต่จนใจและไม่มีคำจะโต้แย้ง เพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะพูดไม่ผิดเลยสักนิด
ชายทั้งสองเดินออกจากห้องพักคนไข้และก้าวผ่านห้องโถงใหญ่ จ้าวอู่เจียงเดิมทีตั้งใจจะเดินอย่างสงบเสงี่ยมแอบย่องออกไปกับเฟิงฉางอี้เงียบ ๆ แต่ทว่าจู๋เสี่ยวหยินที่มีประสาทสัมผัสไวมากก็ตรวจพบเขาในพริบตา เธอรีบชี้มือตรงมาทางเขาท่ามกลางฝูงชนที่สับสนวุ่นวายทันที
“ฮะฮ่า! จ้าวอู่เจียง ฉันเจอพี่แล้วนะ พี่ตั้งใจจะลอบโจมตีฉันใช่ไหมเนี่ย?”
“ผมจะไปหาเพื่อนน่ะ” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึม
“พวกคุณรอกันอยู่ที่นี่นะ ผมไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
จู๋เสี่ยวหยินกระโดดพุ่งตัวเข้ามากอดแขนของจ้าวอู่เจียงเอาไว้
“คนที่คบหาดั่งพวกพ้อง ย่อมต้องมีความสามารถพอกัน เพื่อนของพี่ต้องเก่งมากแน่ ๆ เลย ฉันอยากจะรู้จักพวกเขาด้วย
ท่านพ่อบอกว่า เดินทางข้างนอก มีเพื่อนเพิ่มย่อมมีทางเดินเพิ่ม ฉันกับพี่สาวเว่ยชิงหลิงก็รู้จักกันแบบนี้แหละ”
ลิลิธและเอลิซาเดินตามเข้ามาควงแขนเขาไว้เช่นกัน ลิลิธชายตามองจ้าวอู่เจียงวูบหนึ่งด้วยสายตาที่สื่อความหมายว่า ในเมื่อจะไปหาเพื่อน ก็พวพวกเธอไปด้วยเถอะ ยังไงในอนาคตก็ต้องรู้จักกันไว้อยู่ดี
‘เราก็นั่งเรือลำเดียวกันมาตั้งนานแล้ว พี่อย่าทำตัวเป็นคนอื่นคนไกลไปหน่อยเลยนะจ๊ะ’
ทั้งลิลิธ เอลิซา และจู๋เสี่ยวหยินดูเหมือนจะคิดเช่นเดียวกันในใจ พวกรวมหัวกันกึ่งลากกึ่งจูงพาจ้าวอู่เจียงให้เดินออกไปข้างนอกด้วยกัน
จ้าวอู่เจียงปั้นหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ เขารู้สึกเหมือนหนุ่มโสดผู้ซื่อสัตย์ที่กำลังโดนเด็กสาวไร้เดียงสารุมรังแกจนหมดอาลัยตายอยาก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าสหายเก่าคนอื่น ๆ ที่เฟิงฉางอี้พูดถึงในโรงพยาบาลจิตเวชนั้นคือใคร แต่เดาว่าก็น่าจะเป็นหญิงสาวอีกตามเคยนั่นแหละ
ถึงแม้ว่าตัวเขาจ้าวอู่เจียงจะถือว่าหนามาแต่ไหนแต่ไร แต่การจะต้องพากลุ่มผู้หญิงไปกอดซ้ายประคองขวา เพื่อไปหาคนรักเก่าแบบนี้ เขาก็อดจะรู้สึกกระดากใจอยู่ไม่น้อย
“วัยรุ่นนี่มันดีจริง ๆ นะ”
เฟิงฉางอี้เดินนำอยู่หน้าสุด เมื่อทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหลังเขาก็ส่ายหน้าและทอดถอนหายใจออกมาด้วยความอาวรณ์ นึกย้อนไปสมัยที่เขายังหนุ่ม เขาก็เป็นแบบนี้แหละ…
เฝ้ามองดูชายคนอื่นควงคู่กอดซ้ายประคองขวาท่ามกลางสาวสวยรายล้อมแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ…
ณ ดาวเทียนซื่อ โรงพยาบาลจิตเวชประชาชนที่สี่ สาขาเมืองซวิ่นเฟิง
ทันทีที่จ้าวอู่เจียงก้าวเข้าสู่บริเวณโรงพยาบาล เขาก็ได้กลิ่นสมุนไพรหลายชนิดผสมผสานกับกลิ่นหอมของดอกไม้และพรรณไม้ที่ปลูกไว้ทั่วบริเวณ
เขามองเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังกลิ้งไปมาบนพื้น ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่ปัดกวาดใบไม้ร่วง
บางคนคลานไถตัวไปกับสนามหญ้าเหมือนแมลงตัวน้อย คล้ายกำลังช่วยตัดหญ้าให้เรียบเสมอกัน
บางคนเงยหน้าจ้องมองเงาไม้ด้านบนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ราวกับกำลังรอให้แอปเปิลล่องหนตกลงมากระแทกศีรษะ เพื่อจะค้นพบกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
และยังมีบางคนที่ไปนั่งยอง ๆ อยู่ข้างกระถางต้นไม้ นิ่งสนิทไม่ไหวติงดั่งหินสลัก
ลักษณะเด่นที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันคือ สวมชุดคนไข้ลายทางสีฟ้าขาว
จ้าวอู่เจียงจ้องมองพฤติกรรมแปลก ๆ เหล่านั้นด้วยความสนใจ ในใจลึก ๆ ก็แอบรู้สึกเวทนาอยู่ไม่น้อย
‘เรื่องบางเรื่องอาจดูน่าขำก็จริง แต่มันไม่ควรจะกลายเป็นเรื่องที่มองดูด้วยความขำไปเสียทุกเรื่อง’
จู๋เสี่ยวหยินที่ยังคงหลับตาอยู่ ควงแขนจ้าวอู่เจียงไว้แน่น นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโรงพยาบาลจิตเวช เธอก็ไม่พูดไม่จาและทำเพียงเม้มปากแน่น
ส่วนเอลิซาและลิลิธกลับหันไปมองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบ ๆ แทน
นัยน์ตาสีแดงของลิลิธส่องประกาย “ที่นี่บรรยากาศดีมากเลยนะ”
“มันย่อมต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว” เฟิงฉางอี้เอามือกุมหลัง พลางเดินตามหลังรุ่นเยาว์ทั้งสี่คนอย่างเนิบช้า “ในเมื่อสภาวะจิตใจภายในของพวกเขาห่วยแตกอยู่แล้ว หากพวกเรายังจัดสภาวะแวดล้อมภายนอกให้แย่อีก โลกของพวกเขาก็คงจะไร้ซึ่งสีสันใด ๆ โดยสิ้นเชิง…”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้าพลางจับตามองผู้ป่วยในชุดคนไข้แต่ละคนเพื่อสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกที่พวกเขามี
จู่ ๆ ชายชราคนหนึ่งที่มีเส้นผมหรอมแหม่มและแห้งกร้านก็วิ่งเข้ามากระหืดกระหอบด้วยสีหน้าที่ดูหวาดกลัว เขากวาดสายตาเลิกลั่กไปทั่วก่อนจะพุ่งตรงมาทางจ้าวอู่เจียง
จ้าวอู่เจียงระแวดระวังตัวตามสัญชาตญาณ แต่เขาก็ไม่ได้ใช้กำลังเพื่อขัดขวาง
ในเมื่อที่นี่คือถิ่นของเฟิงฉางอี้และเซวียนหยวนซวิ่น ย่อมไม่น่าจะมีปัญหาอันตรายใด ๆ
วินาทีถัดมา จ้าวอู่เจียงก็ถูกชายชราวิ่งเข้ามากระแทกตัวเบา ๆ หลังจากที่เขากระแทกเข้าให้แล้ว ชายชราก็นำกระดาษที่ขยำเป็นก้อนมายัดใส่มือเขาด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนจะรีบวิ่งหนีลับตาหายเข้าไปที่หัวมุมทางเดิน
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วพลางคลี่ก้อนกระดาษออกมาดู บนนั้นมีข้อความสั้น ๆ เพียงแค่ห้าคำเท่านั้น
‘หนีไปเร็ว! จ้าวอู่เจียง!’