ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2027 เส้นทางที่มีเพียงเราตายหรือเขารอด
บทที่ 2027 เส้นทางที่มีเพียงเราตายหรือเขารอด
“วาสนากับสาว ๆ เพียบเลยนะเราน่ะ”
เฟิงฉางอี้พิงพนักเก้าอี้พลางจิบน้ำชาอย่างเนิบช้า
ส่วนจ้าวอู่เจียงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามวางท่าตัวตรงพลางยิ้มรับเบา ๆ
“ขอแขนหน่อย” เฟิงฉางอี้ส่งสัญญาณให้จ้าวอู่เจียง “ยื่นแขนออกมา ขอตรวจชีพจรหน่อย”
จ้าวอู่เจียงยื่นแขนออกไปทันที
“ตรวจดูเอาเองเถอะ” เฟิงฉางอี้ลูบเคราถักเปียเบา ๆ พลางพ่นไอร้อนออกจากปากอย่างอารมณ์ดี
จ้าวอู่เจียงเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเริ่มตรวจชีพจรของตนเองดูบ้าง
“เป็นอย่างไรบ้าง?” เฟิงฉางอี้ถามอย่างหยอกเย้าเมื่อเห็นจ้าวอู่เจียงนิ่งเงียบไปนาน
“รู้สึก… พร่องไปนิดครับ” นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวอู่เจียงลองตรวจชีพจรตัวเอง ซึ่งเขาก็แปลกใจกับสภาวะที่เป็นอยู่ไม่น้อย เพราะเขามักจะคิดมาตลอดว่าไตของตนนั้นแข็งแรงทรงพลังอย่างยิ่ง
เฟิงฉางอี้ในฐานะปรมาจารย์แพทย์มรรคาตะวันออก มองเพียงแวบเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงสภาวะของจ้าวอู่เจียง “อาการหยินพร่องทำให้เกิดความร้อนในกาย ทั้งความรู้สึกรุ่มร้อนที่มือและเท้า รวมถึงความต้องการทางเพศที่พลุ่งพล่าน ทั้งหมดล้วนเป็นอาการแสดงของหยินพร่องทั้งสิ้น
แต่นั่นมันก็แค่เรื่องของไต
พลังงานที่ไตน่ะมันเหลือเฟือ เพียงแต่ดูขุ่นมัวไปนิด…
สภาวะตอนนี้ของคุณไม่ค่อยจะดีนักนะ ต้องระวังให้ดี
จิตใจเข้มแข็งแต่ยุ่งเหยิง แถมไฟในใจก็ถูกกดดันมานานจนมีแววว่าจะปะทุกลับออกมา ให้ระวังให้จงหนักอย่าให้ไฟในใจนั้นย้อนกลับมาแผดเผาตัวเองเข้าเสียล่ะ
อย่าพยายามแบกรับทุกอย่างเอาไว้ในคราวเดียว เรื่องบางเรื่องถอยได้ก็ต้องรู้จักถอย เมื่อคนยังมีชีวิตอยู่ ธาตุทั้งห้าและอวัยวะภายในก็จะยังคงสถิต ตราบใดที่อวัยวะยังสมบูรณ์ จิตใจก็จะค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับคืนมาได้เองในภายหลัง
แล้วตับของคุณเองก็เริ่มจะไม่ค่อยดีแล้วด้วย คุณเหนื่อยล้าสะสมมากเกินไปแถมไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอเลย หลังจากนี้อย่าพยายามโต้รุ่งอีก”
จ้าวอู่เจียงรู้สึกประหม่าขึ้นมาในทันที ราวกับนักเรียนที่กำลังเผชิญหน้ากับอาจารย์ในห้องเรียน เขาทำได้เพียงพยักหน้าตามด้วยท่าทางจริงจัง
“เอาล่ะ เรื่องหลัก ๆ ก็มีเท่านี้แหละ”
เฟิงฉางอี้จิบชาไปอีกอึดใจหนึ่งและผ่อนลมหายใจออกมา ที่จริงเขามีเรื่องอยากจะบอกกับจ้าวอู่เจียงมากมาย ทว่าคำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายย่อมมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง
ในมุมมองของหมอ ร่างกายนั้นสำคัญที่สุด และความแข็งแรงของสุขภาพเท่านั้นที่เป็นแก่นสารที่แท้จริง
โลกใบนี้ยิ่งใหญ่นัก แต่ร่างกายเรานั้นใหญ่ที่สุด เรื่องการเงินหรือภาระหน้าที่ในวันนี้ทำไม่ดีบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสุขภาพยังแข็งแรง เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง
ส่วนไอ้เรื่องที่น่ารำคาญใจทั้งหลายเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงเรื่องหยุมหยิม
“คราวนี้ เรามาคุยเรื่องเล็ก ๆ กันบ้างดีกว่า…” เฟิงฉางอี้เลื่อนแฟ้มเอกสารบนโต๊ะไปตรงหน้าจ้าวอู่เจียง “ลองอ่านดูสิ นี่คือรายละเอียดเกี่ยวกับสงครามพันธุกรรมในครั้งนี้…”
จ้าวอู่เจียงรับมาเปิดอ่าน ทว่าเมื่ออ่านไปเรื่อย ๆ คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากันลึกขึ้นเรื่อย ๆ
“อันที่จริง น้ำยาวิวัฒนาการนั้นพูดไปก็น่าเบื่อนะ” เฟิงฉางอี้ระบายไอร้อนออกมาพลางทอดถอนหายใจ “มันก็คือการใช้ไวรัสบางประเภทเข้ามาช่วยตรวจสอบโครงสร้างยีนเฉพาะตัวในร่างของคนนั้น ๆ แล้วจึงลงมือกำจัดมันทิ้งไป
ชาวตะวันออกก็ย่อมมีโครงสร้างยีนเฉพาะทางเป็นของตัวเอง เมื่อใดที่มันตรวจเจอ รหัสพันธุกรรมเหล่านั้นก็จะต้องถูกทำลาย…
สำหรับพวกผู้ฝึกยุทธ์สายศาสตร์โบราณน่ะ เพราะพละกำลังที่โดดเด่นรวมถึงลักษณะพิเศษในร่างกาย จึงมักถูกเจ้าไวรัสนั่นมองว่าเป็นศัตรูที่น่ารังเกียจที่สุดและต้องรีบกำจัดทันที ส่งผลให้พวกเขามักถูกลบตัวตนลงในเวลานั้น แล้วร่างกายที่เหลือก็จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อให้พวกไวรัสมาแบ่งตัวขยายจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนพวกคนธรรมดาที่ไวรัสไม่ได้มองว่าเป็นภัยคุกคามอะไรนัก ก็จะถูกใช้ให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือกระจายเชื้อ ยอมให้คงไว้เพียงแค่พละกำลังในการเคลื่อนที่เพียงเล็กน้อย เพื่อไปทำหน้าที่เป็นผีดิบเดินตามล่ากลุ่มผู้รอดชีวิตที่ยังไม่ติดเชื้อนั่นเอง”
จ้าวอู่เจียงอ่านเอกสารสลับกับฟังคำอธิบายของเฟิงฉางอี้พลางนัยน์ตาสั่นไหว “ทั้งหมดนี้… ก็เพื่อค้นหาความลับทางพันธุกรรมงั้นเหรอ?”
“คนเรานั้นมีอยู่บางจำพวกที่ต่อให้น้ำยาวิวัฒนาการนี้จะร้ายแรงแค่ไหนก็ไม่อาจจะทำให้พวกเขาติดเชื้อได้…” เฟิงฉางอี้จ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยสายตาคมกริบ
“รหัสพันธุกรรมของคนจำพวกนี้ย่อมต้องมีอะไรที่พิเศษมาก ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นความสมบูรณ์แบบไร้รอยปริที่เขาตามหากันก็ได้… ดังนั้น ขอเพียงแค่ค้นพบว่าความสมบูรณ์แบบที่ว่านี้อยู่ตรงไหน…”
“พวกเขาก็จะค้นพบคำตอบที่ขาดหายไปบนวิถีแห่งการเติมเต็มได้!” คิ้วทรงดาบของจ้าวอู่เจียงตั้งชันขึ้นมา “และนี่คือเป้าหมายของสิ่งที่พวกคุณกำลังพยายามทำอยู่งั้นสิ?”
จ้าวอู่เจียงนึกถึงบรรดาคำภีร์ที่เขาได้พบเห็นจากภายในมิติขนาดเล็กในร่างของชื่อมู่จื่อขึ้นมาได้ และเขาก็เข้าใจถึงแก่นแท้ของวิถีแห่งการเติมเต็มจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว
เขากล่าวย้ำเสียงหนักแน่น:
“วิถีแห่งการเติมเต็มความจริงแล้วไม่ใช่การเอาอย่างอื่นมาใส่ในส่วนที่พร่องของตัวเอง แต่มันคือการทำให้แน่ใจว่า ‘เราจะไม่ถูกเอาไปใช้อุดรอยพร่องให้ใครอื่น!’ ต่างหาก”
“ที่คุณเข้าใจจุดนี้ได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว” เฟิงฉางอี้วางถ้วยชาลงพร้อมกับแววตาที่จริงจังยิ่งขึ้น “แต่คุณลองคิดดูหน่อยสิ ทำอย่างไรคุณถึงจะไม่ตกเป็นเครื่องมือในกระบวนการเติมเต็มนี้ให้คนอื่นได้ล่ะ?
หากเปรียบด้วยศาสตร์หักหยินเสริมหยาง คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณจะไม่เป็นฝ่ายถูกผู้อื่นรวบรวมเพื่อนำไปเสริมพลังในภายหลัง?
แล้ว ‘ผู้อื่น’ ในที่นี้ ก็ไม่ใช่เทพเจ้าที่มีพลังขอบเขตดาราจักรหรือเป็นยอดฝีมือที่ไหนหรอก และแน่นอนว่าจะไม่มีใครหน้าไหนที่อ่อนแอกว่าเดิมไปได้อีกแล้ว แต่อิทธิพลตัวจริงที่ผมพูดถึง… มันคือเจตจำนงแห่งจักรวาลต่างหาก!
น่าเสียดายที่คุณพลิกคำภีร์ไปไม่ถึงสองสามหน้าหลัง ความจริงแล้วเราค้นพบร่องรอยและข้อมูลเหล่านั้นมาจากเศษเสี้ยวความรู้ที่ตกทอดมาจากอดีตประวัติศาสตร์ คุณรู้ไหมว่าเราเจออะไรกันมาบ้าง?
เหตุผลสำคัญที่สุดและเป็นความจริงขั้นพื้นฐานที่สุดที่ทำให้วิถีแห่งการเติมเต็มเป็นเพียงเส้นทางเดียวที่สรรพชีวิตเลือกใช้ได้ เป็นเพราะว่าสิ่งนี้คือ ‘มรรคาที่เจตจำนงแห่งจักรวาล’ หรือสิ่งที่เราเรียกว่าเทพมรรคานั้นก็เลือกเดินอยู่ด้วยเหมือนกันยังไงล่ะ!
โฉมหน้าของวิกฤตที่ถล่มทับจักรวาลอยู่ในตอนนี้น่ะ ความจริงแล้วมันก็คือการที่จักรวาลพยายาม ‘สกัดกั้น’ เหล่าสรรพชีวิตทั้งหลายเพื่อนำไปเสริมพละกำลังของตนเองเท่านั้นเอง!
นั่นก็เพราะในช่วงที่จักรวาลถือกำเนิดขึ้น พระองค์เป็นผู้หยิบยื่นมอบพลังพละกำลังทั้งหลายให้มาสร้างให้เกิดพวกเรา สร้างให้เกิดสรรพสิ่ง!
สิ่งที่มอบให้เหล่านี้มันคือของขวัญแก่โลกและจักรวาล แต่อีกในแง่หนึ่งมันคือ ‘ส่วนที่หายไป’ ของพระองค์เองด้วย!
ส่วนพร่องนี้มันมีจุดสิ้นสุด และมันกำลังส่งผลให้จักรวาลในตอนนี้นั้นอ่อนแอลง! จักรวาลกำลังทวงสิ่งนี้คืนกลับไปเรื่อย ๆ ยิ่งทวงคืนไปได้เท่าไร พลังอำนาจของจักรวาลก็จะแกร่งกล้าขึ้นเท่านั้น และทางฝั่งสรรพชีวิตพวกเราก็จะต่อต้านได้ยากเย็นขึ้นเรื่อย ๆ!
พวกเราจำต้องเลือกเดินบนมรรคาวิถีเดียวกันนี้ แสวงหาส่วนที่ขาดหายเพื่อมาเติมเต็มและทำให้พวกเราแกร่งกล้าจนมีพละกำลังมากพอที่จะต้านทานต่อเจตจำนงแห่งจักรวาลนี้ให้ได้ เฉกเช่นเดียวกับที่ใต้เท้าจางเคยทำได้มาแล้วยังไงล่ะ!
หากสิ่งนั้นมาอยู่กับฝ่ายเราได้ แปลว่าสิ่งนั้นได้พร่องไปจากจักรวาลหนึ่งส่วน แต่ถ้าหากมันกลับไปอยู่ที่เดิมเมื่อไหร่ ก็ย่อมหมายความว่ายุคสมัยและอารยธรรมของเราเข้าใกล้ความสูญสลายไปอีกก้าวหนึ่งแน่นอน!
เส้นทางนี้ถูกลิขิตมาให้เป็นการต่อสู้ที่มีเพียงเราต้องตายไม่เขาก็รอดอยู่ฝ่ายเดียวเสมอ!
ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงต้องค้นให้เจอว่ามันพร่องตรงไหน ขาดตรงไหน และแย่งชิงพลังอำนาจเหล่านั้นมาเป็นของฝ่ายเราให้ได้ ก่อนที่ทางฝ่ายจักรวาลจะกวาดล้างเก็บกลับไปทั้งหมด เพื่อให้เกียรติแก่อารยธรรมของมวลสรรพชีวิตให้ยังคงดำรงอยู่สืบไป!”