ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 382 คนโง่เสียเปรียบ กินฟรีไม่ได้
เหล่ารปภ. เห็นว่าจางอวี้หัวทำท่าทีแข็งกร้าว ในตอนแรกจึงไม่กล้าลงมือ
พวกเขารู้ดีว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนดี หากลงไม้ลงมือกันจริง ๆ เกรงว่าจะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าเดิม พวกเขาจึงได้แต่พยายามใช้คำพูดปลอบประโลมจางอวี้หัว หวังว่าเขาจะสงบสติอารมณ์ลงได้
“คุณครับ พวกเราก็แค่ทำตามกฎของโรงพยาบาล โปรดเข้าใจด้วยครับ” รปภ. คนหนึ่งพูดด้วยท่าทางสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
“กฎ? กฎของพวกแกคือปล่อยให้คนป่วยรอความตายอย่างนั้นหรือ?” จางอวี้หัวถามกลับอย่างเกรี้ยวกราด
“เอ่อ…” รปภ. คนนั้นถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะตอบโต้อย่างไร
ในตอนนั้นเอง คณบดีหลี่หงของโรงพยาบาลที่สองก็เดินตรงเข้ามา เขาเห็นจางอวี้หัวกับพวกกำลังก่อเรื่องอยู่หน้าประตู ในใจก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่เขาก็เป็นถึงผู้รับผิดชอบของโรงพยาบาล จะแสดงความโกรธออกมาง่าย ๆ ไม่ได้
เขาจึงเดินเข้าไปและพยายามที่จะเจรจากับจางอวี้หัว
“คุณครับ ผมหลี่หง คณบดีของโรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรกันหรือครับ?” หลี่หงพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้
จางอวี้หัวจ้องหลี่หงอย่างเอาเรื่องแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “น้องชายผมผ่าตัดที่โรงพยาบาลคุณแล้วเกิดข้อผิดพลาด ตอนนี้อาการแย่ลง! คุณต้องรับผิดชอบ!”
หลี่หงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใจหายแวบ
เขารู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงทีเดียว ต้องจัดการอย่างรอบคอบ
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจเชิญจางอวี้หัวและพวกเข้าไปคุยกันในห้องประชุมเพื่อสอบถามรายละเอียดก่อนตัดสินใจ
เมื่อเข้ามาในห้องประชุม จางอวี้หัวก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้หลี่หงฟังอย่างละเอียด
เรื่องมีอยู่ว่า น้องชายของเขาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ จึงถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้
แต่ระหว่างผ่าตัด เครื่องมือเกิดขัดข้องกะทันหัน ทำให้การผ่าตัดล้มเหลว อาการของน้องชายเขาจึงทรุดลง
เมื่อจางอวี้หัวรู้ข่าวเข้าก็โกรธมาก จึงนำคนมาที่โรงพยาบาลเพื่อขอคำชี้แจง
หลี่หงยิ้มแห้งแล้วพูดกับจางอวี้หัว “คุณจางครับ ถ้างั้นเอาแบบนี้นะครับ ในเมื่อคนไข้ย้ายโรงพยาบาลไปแล้ว เรื่องอาการป่วยใจเย็น ๆ ก่อน เดี๋ยวผมให้คนไปตรวจสอบเครื่องมือว่ามีปัญหาหรือเปล่า?”
“คุณหมายความว่ายังไง? ถ้าเป็นที่เครื่องมือ คุณจะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบงั้นเหรอ?”
เมื่อจางอวี้หัวได้ยินเช่นนั้น คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที
“ไม่…ไม่ใช่แบบนั้น เรื่องนี้เราต้องหาคนรับผิดชอบ ส่วนเรื่องค่าเสียหาย เรารับรองว่าจะทำให้ทุกคนพอใจอย่างแน่นอน!”
หลี่หงเองก็พอจะเดาออกว่าจางอวี้หัวมีภูมิหลังอย่างไร
เขาไม่กล้าล่วงเกินคนกลุ่มนี้อย่างแน่นอน
แต่เขาก็ไม่ต้องการตกเป็นแพะรับบาปเช่นกัน เขาคิดว่าเรื่องนี้ต้องถูกตรวจสอบให้ชัดเจน
“ท่านคณบดี…”
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ผู้ช่วยคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหน้าประตูด้วยสีหน้าลำบากใจพลางเรียกเขา
“อ้ำอึ้งอะไรอยู่ รีบเข้ามาสิ!”
หลี่หงนึกไม่ออกเลยว่าผู้ช่วยจะพูดอะไร แต่เพื่อให้จางอวี้หัวสบายใจ เขาจึงโบกมือเรียกผู้ช่วยเข้ามา แล้วพูดต่อหน้าทุกคน
“ท่านคณบดี…เราเพิ่งตรวจสอบไปเมื่อครู่นี้เองครับ ปรากฏว่าเครื่องมือของเราเกิดขัดข้อง…”
ผู้ช่วยเดินเข้ามาในห้อง และบอกผลลัพธ์กับหลี่หงอย่างเลี่ยงไม่ได้
หลี่หงได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เป็นไปไม่ได้ อุปกรณ์และเครื่องมือเหล่านี้ ล้วนซื้อมาจากบริษัทถังกรุ๊ปทั้งนั้น ไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนี้ได้
บริษัทถังกรุ๊ปในเมืองจินขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพของอุปกรณ์การแพทย์และไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลหานเลย
ผลิตภัณฑ์ของบริษัทถังกรุ๊ปจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
“คณบดี คุณจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง? หรือจะให้ผมไปบอกกับนักข่าวว่า โรงพยาบาลของคุณเพื่อประหยัดงบประมาณ…”
“ถึงกับยัดไส้ของราคาต่ำ ใช้เครื่องมือแพทย์ไร้คุณภาพกับคนไข้แบบนี้? อย่ามาเถียงผมเลย ทุกอย่างในนี้ผมอัดวิดีโอไว้หมดแล้ว!”
หลังจากพูดจบ จางอวี้หัวก็หันไปมองลูกน้องของเขา “เมื่อกี๊ แกอัดไว้หมดแล้วใช่ไหม?”
“เรียบร้อยครับ พี่ใหญ่ ตั้งแต่เข้าประตูมา กล้องก็ไม่เคยหยุดบันทึกเลย” ลูกน้องยิ้มแฉ่งตอบกลับคำถามขอจางอวี้หัว
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของหลี่หงก็เปลี่ยนเป็นน่าเกลียดอย่างถึงที่สุด
เขารู้ดีว่า หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป ชื่อเสียงของโรงพยาบาลคงพังทลายไม่มีชิ้นดี
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของโรงพยาบาล และอาจนำไปสู่การเรียกร้องค่าเสียหายจากความผิดพลาดทางการแพทย์ได้
“คุณ…พวกคุณกำลังใส่ร้ายผม!” หลี่หงชี้นิ้วไปที่จางอวี้หัวและตะโกนด้วยความโกรธ
จางอวี้หัวแสยะยิ้มอย่างเย็นชา จ้องมองหลี่หงอย่างไม่เกรงกลัว “ใส่ร้ายงั้นเหรอ? คุณคิดว่าตอนนี้คุณยังมีสิทธิ์พูดแบบนี้อีกเหรอ? บอกไว้เลยนะ วันนี้ถ้าคุณไม่ให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกับผม ผมจะเปิดโปงเรื่องอัปยศของโรงพยาบาลคุณ!”
หลี่หงโกรธจนตัวสั่น แต่เขาก็รู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็นใจกับเขาอย่างมาก
เขาทำได้เพียงข่มความโกรธไว้ในใจ พยายามหาทางคลี่คลายวิกฤตนี้
“ตกลง ผมตกลง! แต่คุณต้องรับปากว่า เรื่องนี้จะไม่ถูกเปิดเผย” หลี่หงพูดอย่างเคียดแค้น
จางอวี้หัวจ้องมองเขาอย่างเย็นชาและพูดอย่างดูถูกเหยียดหยาม “พวกเรามาที่นี่เพื่อเงิน ถ้าทำให้พวกเราพอใจได้ ทุกอย่างก็คุยกันได้!”
หลี่หงพยักหน้าอย่างจนปัญญา เขารู้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีทางถอยแล้ว
“งั้น…พวกคุณต้องการ…”
หลี่หงถามอย่างสับสนเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอสถานการณ์แบบนี้
“ค่าปิดปาก 500,000 ค่ารักษาพยาบาล 500,000 ค่าเสียหายทางจิตใจ ค่าเสียเวลาทำงาน รวมทั้งหมด 1,500,000!”
“อย่ามาโกหกผมนะ! ผมสืบมาแล้วว่าอุปกรณ์นั่นของคุณ ถ้าใช้ของเกรดรองจะประหยัดได้ครึ่งหนึ่ง เงินที่ต้องจ่ายผมถ้าเทียบกับครึ่งหนึ่งนั่นก็แค่เศษเงินเท่านั้น!”
จางอวี้หัวยิ้มกว้าง มองหลี่หงที่ทำหน้าจนใจ แล้วคิดเงินกับเขาอย่างละเอียดยิบ
“เอ่อ…ผมขอคิดดูก่อน เรื่องนี้ต้องให้คณะกรรมการบริษัทประชุมตัดสิน…”
หลี่หงไม่มีทางอื่นแล้ว ได้แต่หาข้ออ้างมาถ่วงเวลา
“จ่ายมาก่อน 500,000! ผมจะไปเดี๋ยวนี้! ที่เหลือให้จ่ายให้หมดภายในสองวัน! แล้วผมจะทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น! ไม่งั้นคุณก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”
จางอวี้หัวตบโต๊ะแล้วยื่นมือไปเรียกเงินจากหลี่หง
หลี่หงได้แต่กัดฟันกรอด ก่อนจะควักโทรศัพท์มือถือออกมาและโอนเงินห้าแสนให้กับจางอวี้หัว
“คณบดีหลี่ นี่สิ ถึงจะใจถึง ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ขอตัวก่อนล่ะกัน!”
จางอวี้หัวเหลือบมองหลี่หงอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วพาลูกน้องเดินจากไป
หลี่หงมองตามหลังคนกลุ่มนั้นที่จากไปด้วยท่าทางไม่พอใจ ก่อนจะหันไปพูดกับผู้ช่วยข้างกายด้วยน้ำเสียงขบกราม “อุปกรณ์พวกนี้ ใครเป็นคนจัดซื้อมา!”
“ท่านคณบดี เธอเป็นภรรยาของท่านคณบดีเสี้ยว…อิ๋นซู่เหลียน น้องสาวของคุณถังถานครับ” ผู้ช่วยรู้สถานการณ์ดี จึงเน้นย้ำความสัมพันธ์ของอิ๋นซู่เหลียนให้หลี่หงฟังอีกครั้ง
“โทรหาเธอ! และถามให้รู้เรื่อง!” หลี่หงสั่งด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ท่านคณบดี ผมโทรไปแล้วครับ หลังเกิดเรื่องก็โทรไปเลย แต่ไม่มีคนรับสายเลย” ผู้ช่วยพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ
“คณบดีเสี้ยวล่ะ?”
หลี่หงถามอย่างไม่ยอมแพ้อีกครั้ง
ผู้ช่วยส่ายหัวอีกครั้ง “ท่านคณบดี พวกเราโทรหาทั้งบ่ายแล้ว คนหนึ่งไม่รับสาย อีกคนปิดเครื่อง…”
“เตรียมตัวเดี๋ยวนี้! พวกเราไปกัน!”
ในที่สุดหลี่หงก็หมดคำพูด และลุกขึ้นสั่งการ
“คณบดี จะไปไหนครับ?”
“ไปขอความช่วยเหลือจากฉินซานไห่! คนพวกนี้ เราไม่กล้าไปยุ่งด้วย!”
หลี่หงพูดกับผู้ช่วยของตัวเองอย่างจนปัญญา แล้วเริ่มเตรียมตัว