ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 324 คุณหนูมาถึงแล้ว
บทที่ 324 คุณหนูมาถึงแล้ว
คนที่อยู่รอบข้างของทั้งสองฝั่งที่ไม่รู้จักลั่วจือซินก็งงงวย
พวกเขามองชุดกาวน์สีขาวที่เธอสวมใส่ ก็ยิ่งสับสนวุ่นวายมากขึ้น
หมอสมัยนี้ มีความสามารถทางการต่อสู้กันขนาดนี้เลยเหรอ?
ฝ่ายคนของหัวเฉียว ย่อมรู้ว่าตอนนี้หัวเฉียวกำลังเป็นหมออยู่ในโรงพยาบาล
ส่วนฝ่ายคนของจินจื่อเฟิง ก็รู้ว่าต้นเหตุของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องทางการแพทย์ ฝ่ายตัวเองตอนนี้ก็มีหมออยู่คนหนึ่ง
ใครจะคิดว่าโรงพยาบาลในเมืองจินจะมีคนเก่งซ่อนอยู่ขนาดนี้ แทบจะเปิดศึกครั้งใหญ่ริมแม่น้ำเลยทีเดียว
หานชิงอวี่ที่อยู่ด้านข้าง ก็ไม่คิดว่าเรื่องจะราวจะบานปลายจนกลายมาเป็นแบบนี้
ตอนนี้โชคดีที่มีลั่วจือซินเข้ามาในจังหวะนี้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นหานชิงอวี่แทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่า เรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป
คนที่ถือไม้ถืออาวุธต่าง ๆ รอบตัวต่างก็งงงวย
เดิมทีบรรยากาศกำลังคุกรุ่น ทั้งสองฝ่ายต่างก็เตรียมจะปะทะกันแล้ว
แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็คือ ลั่วจือซินจะโผล่ออกมากลางทาง ทำให้แผนการทั้งหมดของพวกเขาต้องยุ่งเหยิง
จินจื่อเฟิงมองไปที่ลั่วจือซินที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยรอยยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา ก่อนหัวเราะเย็นชาพูดว่า
“เป็นเกียรติจริง ๆ ที่คุณหนูลั่วอุตส่าห์มาที่เขตของพวกเราในเมืองจินเลย”
“ผมจำได้ว่าพวกคุณเป็นคนของเมืองเจียงเฉิงไม่ใช่เหรอ?”
ได้ยินประโยคนี้ ลั่วจือซินก็ส่งเสียงหัวเราะเย็นชา แล้วค่อย ๆ เดินมาทางฝูงชนที่อยู่ฝั่งนี้
“หากไม่ได้มาเที่ยวที่เมืองจินเมื่อเร็ว ๆ นี้ ฉันคงไม่รู้ว่าเมืองจินเป็นเมืองที่ดี แต่กลับถูกพวกคุณทำลายจนย่ำแย่ขนาดนี้”
“แล้วท่าทางแบบนี้คืออะไร? จะตีกันเหรอ?”
ในตอนแรกจินจื่อเฟิงเห็นว่าลั่วจือซินมาคนเดียว จึงไม่ได้รู้สึกอะไร
ในเมื่อลั่วจือซินเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา ถึงแม้เธอจะเป็นคุณหนูใหญ่ในเมืองเจียงเฮิง แต่ที่นี่คือเมืองจิน
มือของเธอ คงยื่นมาไม่ถึงหรอก
แต่ตอนนี้ เมื่อเห็นลั่วจือซินเดินไปข้างหน้าอีกไม่กี่ก้าว จินจื่อเฟิงกลับหัวเราะไม่ออก
เพราะด้านหลังเธอ ตอนนี้มีร่างสูงใหญ่ห้าคนในชุดสูทค่อย ๆ เดินออกมาจากความมืด
“ลั่วจือซิน ผมขอแนะนำว่าอย่ายุ่งกับเรื่องของพวกเราในเมืองจิน ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นดีกันแน่”
“ยิ่งไปกว่านั้น คุณปกป้องพวกเขาได้ชั่วคราว แต่จะปกป้องพวกเขาได้ตลอดชีวิตเหรอ?”
เมื่อเห็นลั่วจือซินเป็นแบบนี้ จินจื่อเฟิงก็ขบฟันพูดด้วยความโกรธ
แม้จะรู้ว่าจินจื่อเฟิงโกรธ แต่ลั่วจือซินกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“เฮอะ คุณชายจิน ฉันเรียกคุณแบบนี้เพื่อให้เกียรติคุณ”
“แต่ว่านะ ฉันก็หวังว่าคุณจะเข้าใจเรื่องหนึ่ง”
“ฉันคนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ฟังคำแนะนำทั้งนั้น”
หลังจากลั่วจือซินพูดประโยคนี้จบ บรรยากาศในอากาศก็อึดอัดในทันที
หานชิงอวี่หันหน้ามองไปที่ลั่วจือซินที่อยู่ด้านข้าง กำลังสงสัยว่าเธอมาที่นี่ได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะออกจากโรงพยาบาล เขาไม่ได้เปิดเผยให้ใครรู้เรื่องนี้เลย
ลั่วจือซินเห็นว่าหานชิงอวี่กำลังมองมาที่ตนเอง จึงสบตากลับไป สายตานั้นนอกจากความมั่นใจแล้ว ยังมีอีกนัยหนึ่งซ่อนอยู่
นั่นก็คือ ‘ปล่อยให้ฉันจัดการทุกอย่างเอง’
ทั้งสองฝ่ายต่างเงียบไปนาน โดยเฉพาะฝ่ายของจินจื่อเฟิง
พวกเขาได้ยินมาตั้งแต่เช้าว่าวันนี้มีธุรกิจใหญ่ และธุรกิจใหญ่นี้เกือบจะถูกคนอื่นทำลายไปแล้ว
ตอนนี้สายตาที่พวกเขามองไปที่ลั่วจือซินเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเกลียดชัง
ในสายตาของพวกเขา การต่อสู้ในวันนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือ จินจื่อเฟิงที่เมื่อครู่ยังหยิ่งผยอง ตอนนี้กลับยิ้มแย้มและพูดจาอ่อนลง
เขามองไปที่ลั่วจือซินที่ถูกชายร่างใหญ่ห้าคนล้อมอยู่ตรงกลาง แล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า
“คุณลั่วกำลังเข้าใจผิดแล้วล่ะ”
“เรื่องวันนี้พวกเราไม่ได้เป็นฝ่ายยั่วยุก่อนเลย แต่เป็นไอ้คนตาบอดพวกนี้ต่างหากที่มาจ่อปืนใส่หัวพวกเราก่อน”
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่เจียงหวู่ที่กำลังถูกแขวนอยู่ด้านหลังในตอนนี้
แม้ว่าตอนนี้เจียงหวู่จะยังดิ้นรนอยู่ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าแรงของเขาลดลงไปมากแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น จินจื่อเฟิงก็หัวเราะเย็นชาแล้วพูดต่อ
“วันนี้ผมกำลังคุยธุรกิจกับคุณหมอเจี๋ย ไม่คิดเลยว่าไอ้หมอนี่จะแอบถ่ายวิดีโอ!”
“คุณลั่ว คุณว่านี่เป็นการละเมิดความลับทางการค้าหรือเปล่า!”
ยังไม่ทันที่ลั่วจือซินจะตอบอะไรหานชิงอวี่ก็เปิดปากพูดขึ้นมา
“คุยธุรกิจ?”
“หรือว่าอำนาจของตระกูลจินในเมืองจิน ล้วนแล้วแต่มาจากอาชีพที่ผิดกฎหมายแบบนี้ทั้งนั้นเหรอ?”
“การทำให้ยาไหลเข้าสู่ตลาดด้วยวิธีนี้ คุณชายจินคงจะหลีกเลี่ยงประเด็นสำคัญไปหน่อยนะ”
“ถ้าผมเดาไม่ผิด ยาแบบนี้น่าจะแพงกว่ายาประเภทเดียวกันที่ขายอยู่ในโรงพยาบาลเมืองจินหลายเท่าตัวเลยใช่ไหม?”
หานชิงอวี่พูดไปพลางมองไปที่จินจื่อเฟิงอย่างไม่เกรงกลัว
พูดตามตรง ถ้าวันนี้ไม่ใช่เพราะมีเรื่องของเจียงหวู่ที่ต้องจัดการ หากเขาได้ยินว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ก็คงจะเลือกไปถามฉินซานไห่เป็นคนแรก และถามว่าได้ทำข้อตกลงส่วนตัวอะไรกับคนอื่นหรือเปล่า
เพราะเรื่องแบบนี้มันเลวร้ายเกินไปจริง ๆ
ไม่ได้หมายความว่ายาพวกนี้มีปัญหาอะไร ถึงอย่างไรยาที่สามารถขายในโรงพยาบาลได้ก็ต้องผ่านการตรวจสอบมาเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว
แต่ในแง่ของราคา สิ่งเหล่านี้อาจจะแพงกว่าราคาเดิมอยู่ไม่น้อยเลย
ยาบางชนิดหลังจากเปลี่ยนโรงงานผลิตแล้ว ถึงแม้สูตรอาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ราคาอาจจะแพงกว่าเดิมหลายเท่า
ถึงเวลานั้น คนที่ต้องทุกข์ทรมานก็คือบรรดาคนไข้
เมื่อจินจื่อเฟิงเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็สบถด่าเจี๋ยเป่าอยู่ในใจ
หากไม่ใช่เพราะเจี๋ยเป่าทำให้หานชิงอวี่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ บางทีมันอาจจะจบไปนานแล้ว!
หลังจากได้ยินคำพูดของหานชิงอวี่ และเห็นปฏิกิริยาของจินจื่อเฟิงแล้ว ลั่วจือซินก็เข้าใจเรื่องราวส่วนใหญ่ได้คร่าว ๆ
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ก็คือหานชิงอวี่ต้องการหาหลักฐานความผิดของเจี๋ยเป่า แต่กลับบังเอิญทำให้เจียงหวู่จับได้
เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว ลั่วจือซินก็มีความมั่นใจขึ้นมาก
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า แล้วพูดว่า
“ฉันไม่สนใจว่าพวกคุณมีเรื่องแค้นใจอะไรกัน ฉันรู้แค่ว่าถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ผลที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนรับไม่ได้”
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ เราก็ปล่อยให้ตำรวจมาจัดการเรื่องนี้เถอะ”
ทันทีที่พูดประโยคนี้ออกไป จินจื่อเฟิงก็ชะงักงัน
เขามองดูบอดี้การ์ดข้าง ๆ ตัวลั่วจือซินแล้วลอบถอนหายใจ
ตัวเองคิดหาวิธีต่าง ๆ นานา แต่ไม่เคยคิดเลยว่าลั่วจือซินจะเลือกที่จะแจ้งตำรวจ!
และตอนนี้แม้แต่ลั่วจือซินเองก็ไม่ได้ยืนอยู่ฝ่ายพวกเขาอย่างชัดเจน
หากดื้อดึงต่อไป ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะเสียประโยชน์ก็มีแต่พวกเขาเอง
ดังนั้น จินจื่อเฟิง จึงขบกรามแน่น แล้วหันไปพูดกับคนรอบข้าง
“ยังยืนงงอยู่ทำไม รอให้ตำรวจมาลากเข้าคุกรึไง?”
“ทุกคนรีบไปเดี๋ยวนี้!”
“ถ้ามีใครถูกจับได้ อย่ามาโทษฉันทีหลังนะว่าใจร้าย!”