ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 312 ค้ำยัน
บทที่ 312 ค้ำยัน
เมื่อเห็นความสงสัยของหลัวต้าเฉิง อิงชื่อจ้งก็ถอนหายใจยาว
ถึงแม้จะเป็นความสงสัยเหมือนกัน แต่พี่น้องคู่นี้กลับแสดงออกถึงความสงสัยที่แตกต่างกันมาก
เมื่อหลัวอี้ได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นและกระตือรือร้นมาก ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ประหยัดเงิน
ทว่าเมื่อหลัวต้าเฉิงได้ยินข่าวนี้ ถึงแม้ดวงตาจะแสดงออกถึงความตื่นเต้นมาก แต่ก็ยังมีความสงสัยและความกังวลปะปนอยู่ด้วย
มองออกได้ชัดเจนว่า เขากังวลเรื่องพ่อของตัวเองมาก
ถึงแม้เขาจะจบแค่ประถมศึกษา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่คิดถึงพ่อของตัวเองเลย
ถ้าไม่ผ่าตัดครั้งนี้ จะมีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่?
แต่แท้จริงแล้ว ทั้งหานชิงอวี่และอิงชื่อจ้งต่างก็รู้ดี
ในเมื่อเพื่อนร่วมงานของพวกเขาพบปัญหานี้ระหว่างการช่วยชีวิต ก็มีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต้องผ่าตัด
ส่วนคำพูดที่ให้ไปตอนนี้ พวกเขาแค่อยากจะดูว่าอาการของผู้เฒ่าหลัวเป็นอย่างไรกันแน่
ถ้าปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ดำเนินต่อไป กลัวว่าจะกลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ
หากอาการของผู้เฒ่าหลัวร้ายแรงจริง ๆ พวกเขาก็จำเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วน เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
ในเรื่องนี้ อิงชื่อจ้งมีความคิดตรงกับหานชิงอวี่
ดังนั้น แพทย์หนุ่มทั้งสองจึงเดินไปที่เตียงของผู้เฒ่าหลัว แล้วเริ่มตรวจร่างกายของชายชราอย่างละเอียด
แม้ว่าตาของผู้เฒ่าหลัวจะลืมอยู่ แต่ก็สามารถมองออกได้ว่าสติสัมปชัญญะของเขาไม่ค่อยดีนัก
ตามคำพูดของพี่น้องทั้งสอง ผู้เฒ่าหลัวมักจะไม่ค่อยมีสติสัมปชัญญะเวลาอยู่บ้าน
ดังนั้น หานชิงอวี่และอิงชื่อจ้งจึงพูดถึงปัญหาของผู้เฒ่าหลัวอย่างตรงไปตรงมา
หลังจากตรวจดูคร่าว ๆ แล้ว หานชิงอวี่ก็ถอนหายใจเบา ๆ และพูดกับหลัวอี้ว่า
“ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มันเป็นไปตามที่เพื่อนร่วมงานของเราเคยพูดไว้จริง ๆ”
“ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะเริ่มผ่าตัดภายในหนึ่งหรือสองเดือนนี้”
เมื่อได้ยินคำพูดของ หานชิงอวี่ หลัวอี้ก็ตื่นตัวทันที
เขามองหน้าหานชิงอวี่ แล้วพูดด้วยความไม่อยากเชื่อว่า
“เมื่อครู่คุณไม่ได้พูดแบบนี้นี่ คุณบอกชัดเจนว่ายังมีโอกาสฟื้นตัวได้อยู่!”
“ก็เพราะแบบนี้ไง ผมถึงได้ให้คุณเข้ามา!”
หานชิงอวี่มองหลัวอี้ที่กำลังตะโกนเสียงดังอยู่ แล้วพูดต่อว่า
“ผมไม่เคยพูดแบบนั้นเลย ผมแค่บอกว่าจะเข้ามาดูอาการของผู้เฒ่าหลัว”
“ถ้าอาการของเขามีปัญหาจริง ๆ ผมก็ต้องแนะนำให้พวกคุณผ่าตัดอยู่แล้ว”
ครั้งนี้ แม้แต่หลัวต้าเฉิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็มีแววตาหม่นหมองลง
เมื่อเห็นแววตาของหลัวต้าเฉิง หานชิงอวี่และอิงชื่อจ้ง ต่างก็เลือกที่จะเงียบในตอนนี้
ในสถานการณ์แบบนี้ บางอย่างพวกเขาก็ต้องยอมรับมันด้วยตัวเอง การโกหก มอบความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ให้พวกเขา มันเป็นบาปที่ร้ายแรงยิ่งกว่า
จนในที่สุด แม้แต่หลัวต้าเฉิงก็เอ่ยปากพูดโน้มน้าวหลัวอี้ว่า
“น้องชาย พวกเรา… พวกเราก็เอาเงินของพ่อออกมาให้หมดเถอะ”
“เดิมทีพ่อเก็บเงินพวกนี้ไว้เป็นค่าจัดงานศพ แต่นายดูพ่อตอนนี้สิ พวกเราก็คงจะ…”
คำพูดนั้นยังไม่ทันจบ ก็ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากคนเป็นน้องชาย
หลัวอี้จ้องเขม็งไปที่หลัวต้าเฉิง พูดด้วยความโกรธว่า
“หลัวต้าเฉิง ตอนนี้พี่อายุสี่สิบกว่าปีแล้ว พี่คงคิดว่าชีวิตไม่มีอะไรให้หวังอีกแล้วสินะ ถึงได้พูดแบบนี้”
“ฉันจะบอกอะไรให้นะหลัวต้าเฉิง ตอนนี้ฉันอายุแค่ยี่สิบกว่า เพิ่งเรียนจบมาไม่กี่ปี”
“ตอนนี้พี่จะหาเมียไม่ได้ก็ช่างปะไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับฉันที่จะหาผู้หญิงสักคนมาแต่งงานด้วยอยู่แล้ว”
“แค่มีเงิน ก็หาเมียมีลูก สืบสกุล สืบทอดวงศ์ตระกูลของตระกูลหลัวเราได้”
“พี่คิดว่าถ้าตอนนี้พ่อมีสติ พ่อจะเลือกยังไง?!”
“ทั้งหมดที่ฉันทำ ล้วนแต่คิดแบบเดียวกับพ่อ!”
ได้ยินแบบนั้น หลัวต้าเฉิงก็รู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
เพราะสิ่งที่หลัวอี้พูดนั้นถูกต้อง หากพ่อของเขามีสติอยู่ในตอนนี้ คงจะบอกว่าอย่าเอาเงินมาเปลืองกับการรักษาเขาเลย
มีเงินตั้งหลายหมื่นหยวน เก็บไว้ให้หลัวอี้ไม่ดีกว่าเหรอ?
แม้แต่การหาบ้านให้หลัวอี้แต่งงานและจ่ายเงินดาวน์ ก็ยังดีกว่าการรักษาตัวเองมากนัก
แต่พอคิดถึงตรงนี้หลัวต้าเฉิงก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
พ่อของเขาเก็บเงินมาทั้งชีวิต จนกระทั่งตายก็ยังไม่ได้ใช้เงินของตัวเอง แต่กลับต้องเอาไปให้น้องชายแต่งงาน
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รักน้องชายของตัวเอง ถ้าเงินพวกนี้เป็นของเขา เขาก็จะโอนให้หลัวอี้โดยไม่มีเงื่อนไขแน่นอน
แต่เงินพวกนี้อาจจะเป็นเงินช่วยชีวิตพ่อ ตอนที่พ่อยังแข็งแรงอยู่เคยเป็นโรคหัวใจและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
และพ่อของเขาก็เลือกผ่าตัดใส่ขดลวดค้ำหัวใจในโรงพยาบาลที่ราคาถูกกว่าเพื่อประหยัดเงิน
ตอนนี้ถึงแม้จะไม่รู้ว่าหัวใจของพ่อตอนนี้มีความเกี่ยวข้องกับเมื่อตอนนั้นหรือไม่ แต่พอนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกว่าตนเองเป็นหนี้บุญคุณพ่อ
ดังนั้น เขาถึงได้พยายามหลายครั้งที่จะให้พ่อผ่าตัดอีกครั้ง เปลี่ยนขดลวดค้ำหัวใจที่คุณภาพดีขึ้น เพื่อให้พ่อใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสบายใจ
แต่ตอนนี้เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีตำแหน่งในบ้าน
เรื่องใหญ่ในบ้านล้วนเป็นน้องชายที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยตัดสินใจทั้งนั้น ถึงแม้ตามที่โบราณเคยบอกว่าลูกชายคนโตเหมือนพ่อ แต่เขากลับไม่เคยใช้อำนาจนี้เลย
แม้แต่ในเวลานี้ที่หลัวอี้ผู้เป็นน้องชายพ่นความจริงใส่หน้าเขา เขาก็รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นเสมอ ไม่คู่ควรจะโต้แย้งกับน้องชายที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย
เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า เดิมทีแล้วอิงชื่อจ้งอยากจะพูดเพื่อตักเตือนสองคนที่อยู่ตรงนั้น แต่ก็ถูกหานชิงอวี่ห้ามไว้
เพราะเขารู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้า ต่อให้พูดอะไรก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปล่อยให้สองพี่น้องได้คิดให้ดี
หวังว่าสิ่งที่เขาพูดกับหลัวอี้จะปลุกเร้าจิตสำนึกของเจ้าตัวได้
“เอาล่ะ ตรวจร่างกายวันนี้ก็เสร็จสิ้นเท่านี้”
“พวกเราก็ขอตัวกลับก่อนนะ ถ้ามีอะไรอย่าลืมกดกริ่งเรียกล่ะ”
สองพี่น้องพยักหน้ารับ
แม้ว่าสองพี่น้องจะปฏิบัติต่อทั้งสองคนแบบเฉยเมย แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็นศัตรูกันเหมือนตอนแรกแล้ว
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน หานชิงอวี่ก็ปรึกษาอาการป่วยของผู้เฒ่าหลัวกับอิงชื่อจ้งอย่างคร่าว ๆ
รอจนกะกลางคืนเลิกงาน หานชิงอวี่ก็ออกจากโรงพยาบาลในที่สุด
วันรุ่งขึ้นก็ยังเป็นกะกลางคืนเหมือนเดิม ตอนที่หานชิงอวี่มาถึงโรงพยาบาลก็เป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ แล้ว