ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 742 เป็นแบบอย่างที่ดี
“ความต้องการของกระหม่อมหรือ?”
จินเฟิงมองไปทางองค์หญิงเก้าโดยไม่รู้ตัว
ความจริงแล้วเขาพอใจกับสถานะของตนเองในตอนนี้มาก
หอการค้ามอบให้ถังเสียวเป่ย โรงแลกเงินมอบให้จูหลิงหลง สำนักคุ้มภัยและกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนมอบให้จางเหลียง โรงถลุงแร่และโรงงานอุตสาหกรรมมอบให้หม่านชาง โรงทอผ้ามอบให้ถังตงตง แพทย์ทหารมอบให้เว่ยอู๋หยาและโจวจิ่น
ตัวเขาเองก็เป็นเจ้าของที่ไม่ต้องลงมือทำอะไร ทั้งไม่ขาดเงินทอง มีทั้งภรรยาที่รักและอนุภรรยาที่งดงาม ยามว่างก็คิดค้นสิ่งประดิษฐ์เล่น ๆ ก็พอแล้ว ถึงแม้ฮ่องเต้จะมอบตำแหน่งขุนนางให้จินเฟิงก็คงไม่ยอมรับ
สิ่งเดียวที่ทำให้จินเฟิงรู้สึกลำบากใจ ก็คือเรื่องระหว่างเขากับองค์หญิงเก้า
ตามกฎเกณฑ์แล้ว หากเขาต้องการแต่งงานกับองค์หญิงเก้า ก็จำเป็นต้องหย่าร้างภรรยาเสียก่อน
นี่เป็นสิ่งที่จินเฟิงไม่อาจยอมรับได้
ดังนั้นเมื่อฮ่องเต้ถามถึงความต้องการส่วนตัวของเขา สิ่งแรกที่จินเฟิงนึกถึงก็คือเรื่องนี้
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก เขาก็เห็นองค์หญิงเก้าส่ายหน้าให้ แล้วชี้ที่ตัวเองเบา ๆ เป็นการบอกว่านางจะจัดการเรื่องนี้เอง
จินเฟิงเข้าใจความหมายขององค์หญิงเก้าแล้ว แม้ไม่รู้ว่านางเตรียมจัดการอย่างไร แต่ด้วยความไว้วางใจในตัวองค์หญิงเก้า จึงตัดสินใจไม่พูดถึงเรื่องนี้ก่อน
เมื่อเห็นเฉินจี๋ยังมองตนอยู่ จึงเอ่ยปากว่า “มีพื้นที่ทำกินมากมาย มีอาหารสามมื้อต่อวัน จะมีห้องหับเป็นพันไปเพื่อสิ่งใด
หากสุดท้ายเอนกายลงนอนในพื้นที่แค่สามฉื่อ ข้าไม่มีอะไรต้องขอ ขอเพียงให้แคว้นต้าคังสงบสุข ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขเท่านั้น”
“แต่ก่อนข้าได้อ่านบทกวีของเจ้า ก็รู้สึกว่าเจ้าไม่ธรรมดา วันนี้ได้ยินคำพูดเช่นนี้ ช่างสูงส่งจริง ๆ!”
เฉินจี๋ได้ยินจินเฟิงพูดเช่นนั้น ก็รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ หันไปพูดกับเหล่าขุนนางว่า “หากพวกเจ้ามีความตระหนักรู้สักครึ่งหนึ่งของ จินเฟิง ต้าคังจะเป็นเช่นนี้หรือ?”
“เจ้าก็ไม่ใช่คนดีอะไร…”
จินเฟิงบ่นอยู่ในใจ แต่ยังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้า “ฝ่าบาทชมกระหม่อมเกินไปแล้ว”
องค์หญิงเก้ามองจินเฟิงด้วยสายตาชื่นชม นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วตรัสว่า “เสด็จพ่อ ท่านอาจารย์มีคุณธรรมสูงส่ง ไม่แสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์ แต่ครั้งนี้เขาได้ช่วยชีวิตเสด็จพ่อเอาไว้แล้วยังบัญชาการผู้คุ้มกันภัยให้ทำลายตงหมานอย่างยิ่งใหญ่ แต่ละเรื่องล้วนเป็นความดีความชอบที่หาได้ยากยิ่ง เสด็จพ่อจำเป็นต้องพระราชทานรางวัลตอบแทน”
“ข้ารู้หลักการให้รางวัลตามความดีความชอบ แต่เขาไม่ต้องการอะไรเลยนี่!” เฉินจี๋ตรัสอย่างจนปัญญา
“หากท่านอาจารย์ไม่ต้องการ เสด็จพ่อก็สามารถพระราชทานรางวัลให้แก่คนรอบข้างของเขาได้ เช่น เหล่าผู้คุ้มกันภัยที่เพิ่งรบไป รวมถึงภรรยาของท่านอาจารย์” องค์หญิงเก้าตรัส
“ภรรยาของเขาหรือ?” เฉินจี๋ตกตะลึง
รางวัลให้ผู้คุ้มกันภัยเขาสามารถเข้าใจได้ แต่เหตุใดจึงต้องให้รางวัลภรรยาของจินเฟิงด้วย?
เมื่อคืนนี้เขายังปรึกษากับชิ่งเฟยอยู่เลย เตรียมจะกลับไปคุยกับจินเฟิงให้เขาหย่าภรรยาแล้วแต่งงานกับองค์หญิงเก้า
คิดถึงตรงนี้ เฉินจี๋ก็ขมวดคิ้วอย่างแรงทันที
เขารู้จักธิดาของเขาดีที่สุด และสามารถคาดเดาความตั้งใจขององค์หญิงเก้าได้บ้างแล้ว
องค์หญิงเก้าพูดต่อไปว่า “ภรรยาของท่านอาจารย์ กวานเสี่ยวโหรว เป็นคนดีมีคุณธรรม เพียบพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊ ไม่เพียงแต่ดูแลบ้านเรือนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อท่านอาจารย์ไม่อยู่ที่จินชวน โจรท้องถิ่นก่อความวุ่นวายในจินชวน พี่สาวเสี่ยวโหรวยังอาสาสวมชุดเกราะออกรบ ต่อต้านโจรท้องถิ่น นับเป็นแบบอย่างของสตรีแห่งต้าคังของพวกเรา ข้าขอร้องเสด็จพ่อให้รับนางเป็นธิดาบุญธรรมด้วยเถิด!”
“สงครามยังไม่สงบ เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง”
เฉินจี๋จ้องมององค์หญิงเก้าอย่างดุดัน แล้วกล่าวอย่างขอไปที
เขาเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าองค์หญิงเก้าอาจจะพูดเช่นนี้ จึงตัดสินใจทำเป็นไม่สนใจ แล้วค่อยพูดกับองค์หญิงเก้าเป็นการส่วนตัวในภายหลัง
แต่ใครจะรู้ว่าองค์หญิงเก้าไม่ให้โอกาสเขาถ่วงเวลาเลย นางกล่าวอีกครั้งว่า “เสด็จพ่อ ชาวตงหมานยอมจำนนแล้ว สงครามสงบแล้ว หากไม่ให้รางวัลแก่ผู้มีความชอบ ข้าเกรงว่าจะทำให้เหล่าทหารหมดกำลังใจเสียนะเพคะ”
จินเฟิงเพิ่งจะอ้าปากจะพูด แต่ถูกองค์หญิงเก้าห้ามด้วยสายตา
ขุนนางทั้งหลายมองกันไปมา ตอนแรกทุกคนยังงุนงงอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นองค์หญิงเก้าและจินเฟิงส่งสายตาให้กัน ต่างก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์
คนที่อยู่ในท้องพระโรงล้วนเป็นคนฉลาดหลักแหลม หากตอนนี้ยังมองไม่ออกว่าจินเฟิงกับองค์หญิงเก้ามีอะไรกันก็คงแปลกแล้ว
จินเฟิงมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง ขุนนางในราชสำนักต่างรู้ว่าเขาแต่งงานแล้ว มีภรรยาหนึ่งคนและอนุหนึ่งคน
เรื่องราวของเขากับถังเสียวเป่ยเป็นที่เล่าลือกันทั่วเมืองหลวง หญิงสาวในหอนางโลมนับไม่ถ้วนยกย่องว่านี่เป็นเรื่องราวความรักอันงดงาม
หากจินเฟิงต้องการแต่งงานกับองค์หญิงเก้า เขาจำเป็นต้องหย่าขาดจากกวานเสี่ยวโหรวและถังเสียวเป่ย
ขณะนี้องค์หญิงเก้าทรงขอร้องให้ฮ่องเต้รับภรรยาของจินเฟิงเป็นธิดาบุญธรรม ชัดเจนว่านางต้องการแต่งงานกับจินเฟิงแต่ไม่อยากให้จินเฟิงลำบากใจ โดยการทำเรื่องหย่าร้างกับกวานเสี่ยวโหรว
อย่างไรก็ตาม ธิดาบุญธรรมของฮ่องเต้ ก็ถือเป็นองค์หญิงเช่นกัน
“ช่างเป็นแบบอย่างที่ดีของพวกเราจริง ๆ!”
ขุนนางผู้มีอำนาจหลายคนมองดูจินเฟิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
ระหว่างราชวงศ์และขุนนางชั้นสูงนั้นมีการแต่งงานกันเป็นจำนวนมาก บรรดาพี่สาวน้องสาวของเฉินจี๋ส่วนใหญ่ก็แต่งงานเข้าตระกูลขุนนางผู้มีอำนาจ
กล่าวคือในบรรดาขุนนางทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนมีราชบุตรเขยอยู่ไม่น้อย
เมื่อกล่าวถึงราชบุตรเขยนั้นดูน่าเกรงขาม แต่ในยุคสังคมศักดินา พ่อค้าร่ำรวยล้วนมีภรรยาและอนุภรรยามากมาย ทว่าพวกเขากลับมีภรรยาได้เพียงคนเดียว ความอัดอั้นตันใจนั้นมีเพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้
โชคดีที่องค์หญิงส่วนใหญ่ก็รู้ดี จึงปล่อยให้สามีของตนมีภรรยานอกบ้านได้ โดยทำเป็นมองไม่เห็น
แต่ก็เพียงเท่านั้น หากคิดจะพาหญิงอื่นเข้าบ้าน ไม่มีทางเป็นไปได้
แน่นอนว่า ยังมีองค์หญิงบางองค์ที่มีนิสัยดื้อรั้น ไม่ยอมให้มีอะไรมาขัดหูขัดตาเลย
ราชบุตรเขยของพวกนางคงจะเศร้าโศกเสียใจ บางทีไปหาอนุภรรยา แล้วพบว่านางได้จากไปเสียแล้ว…
องค์หญิงเสนอตัวเป็นอนุเองเช่นนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าคังมา นี่คงเป็นครั้งแรกอย่างแน่นอน
อีกทั้งนางยังเป็นองค์หญิงที่โดดเด่นที่สุดในราชสำนักอีกด้วย!
พวกราชบุตรเขยที่อยู่ในที่นี้ เกิดความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อจินเฟิงเพียงใดคงพอจินตนาการได้
สิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันมาตลอด จินเฟิงได้ทำสำเร็จแล้ว!
เมื่อครู่ยังพูดถึงการกอบกู้สิบหกโจวเยี่ยนอวิ๋นอยู่เลย บรรยากาศที่เคยเคร่งขรึมก็พลันเปลี่ยนเป็นชวนอึดอัดขึ้นมาทันที
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างแอบมองเฉินจี๋ และรอคอยคำตอบของเขา
ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นในดวงตาของผู้คนมากมายแทบจะกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
ในยามนี้เฉินจี๋อยากจะด่าคนเหลือเกิน
แต่ด้วยความดีความชอบของจินเฟิง คำขอที่องค์หญิงเก้าเสนอมานั้นสมเหตุสมผลและไม่เกินเลยแต่อย่างใด เฉินจี๋จึงคิดหาเหตุผลที่จะปฏิเสธไม่ออกเลยจริง ๆ
อีกทั้งองค์หญิงเก้ายังส่งสายตาให้เขาอยู่บ่อยครั้ง
สองวันมานี้ เขาถูกองค์หญิงเก้าตำหนิไม่น้อย ยามนี้เมื่อเห็นองค์หญิงเก้าจ้องตาก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง
เมื่อพบว่าสายตาขององค์หญิงเก้ายิ่งดุดันขึ้นเรื่อย ๆ จึงจำต้องพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ “ถ้าเช่นนั้นก็ตามที่อู่หยางว่าไว้ ข้าจะเลือกวันออกราชโองการ รับ…รับ…”
“กวานเสี่ยวโหรว!” องค์หญิงเก้ารีบเตือนอยู่ข้าง ๆ
“ข้าจะเลือกวันออกราชโองการรับกวานเสี่ยวโหรวเป็นธิดาบุญธรรม เพื่อประกาศถึงคุณธรรมและความดีงามของนาง”
เฉินจี๋กล่าวอย่างขอไปทีพลางตำหนิองค์หญิงเก้าอยู่ในใจ
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้ จินเฟิงทำได้เพียงกล่าวขอบคุณเท่านั้น
เขาเงยหน้าขึ้นมององค์หญิงเก้าแวบหนึ่ง รู้สึกว่าข้าติดค้างนางมากขึ้นไปอีก
องค์หญิงเก้ายิ้มให้จินเฟิงแล้วส่ายหน้าเบา ๆ
เฉินจี๋ถูกเรื่องนี้รบกวนจนหมดอารมณ์ เมื่อเห็นจั่วเซียวเว่ยเริ่มข้ามแม่น้ำแล้วและสถานการณ์สงครามทางเหนือได้ตัดสินแล้ว จึงเตรียมพาคนกลับวัง
แต่เมื่อเพิ่งลุกขึ้นยืน กลับถูกองค์หญิงเก้าขวางเอาไว้
“เสด็จพ่อ รอให้ทหารรักษาพระองค์กลับเมืองก่อน แล้วค่อยเสด็จกลับวังเถิด”
ขณะนี้ทหารรักษาพระองค์ยังอยู่ฝั่งเหนือ การป้องกันเมืองหลวงยังว่างเปล่า
จากป้อมประตูเหนือถึงวังหลวงมีระยะทางอยู่พอสมควร ผู้คุ้มกันภัยและทหารชุดเกราะแดงที่อยู่ในที่นี้มีจำนวนจำกัด หากถูกพวกขององค์รัชทายาทซุ่มโจมตีระหว่างทางกลับวังก็จะเสียเปรียบ
ฮ่องเต้ก็เข้าใจประเด็นนี้แล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้บังคับแต่สั่งให้ขันทีคนสนิทไล่ทหารชุดเกราะแดงที่อยู่ข้างป้อมปราการออกไป แล้วเรียกองค์หญิงเก้าเข้าไป
ทันทีที่เข้าประตูมา ฮ่องเต้ก็ชี้ไปที่หน้าผากขององค์หญิงเก้าแล้วด่าว่า “เจ้านี่ช่างโง่เขลานัก ไอ้จินเฟิงนั่นมันป้อนยาพิษอะไรให้เจ้ากิน เจ้าถึงได้ช่วยเขาพูดเช่นนี้!”