ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 734 ขู่ให้กลัว
ไม่นานหลังจากที่ดอกไม้ไฟลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือกำแพงเมืองทางทิศเหนือ ก็มีดอกไม้ไฟลักษณะเดียวกันลอยขึ้นมาจากระยะหกเจ็ดลี้นอกเมืองด้วยเช่นกัน
ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโห ไปทางทิศตะวันตกราวสิบกว่าลี้ มีทุ่งกกแห่งหนึ่ง
จางเหลียงพร้อมด้วยผู้คุ้มกันภัยกำลังซ่อนตัวอยู่ที่นั่น
เมื่อเห็นดอกไม้ไฟที่ลอยขึ้นมาจากฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำฮวงโหใกล้เมืองหลวง สายตาของจางเหลียงก็เปลี่ยนเป็นคมกริบขึ้นมาทันที
“ทุกคน เตรียมพร้อมรบ!”
ครั้นจางเหลียงเอ่ยปากสั่งการ พวกผู้คุ้มกันภัยซึ่งนั่งพักกายอยู่กลางทุ่งกกก็ขยับกายลุกขึ้นโดยพลัน
เวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ ม้าศึกนับสิบตัวก็พุ่งทะยานออกจากทุ่งกก มุ่งหน้าสู่ถนนหลวงที่อยู่ไม่ไกล
เบื้องหลังของม้าศึกแต่ละตัว ล้วนผูกติดไว้ด้วยกิ่งไม้ที่มีใบติดอยู่
ถนนหลวงแห่งแคว้นต้าคังล้วนปูด้วยดิน หากกิ่งไม้เหล่านั้นลากไปกับพื้น ย่อมปลุกปั่นฝุ่นผงให้ฟุ้งกระจาย
ณ กลางทุ่งกก เหล่าผู้คุ้มกันภัยต่างก็หยิบเชือกเส้นเล็กออกมาจากย่าม แล้วผูกเข้ากับต้นกก
เมืองหลวงของต้าคังคือเปี้ยนจิง อยู่ใกล้แม่น้ำฮวงโหมากกว่าเมืองหลวงของจินเฟิงในชีวิตที่แล้ว สามารถมองเห็นฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโหได้จากกำแพงเมืองทางเหนือ
เมื่อจางเหลียงและคนอื่น ๆ เห็นดอกไม้ไฟ ชาวตงหมานที่ตั้งค่ายอยู่ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวงโหก็เห็นเช่นกัน
“พวกหนานหมานจุดดอกไม้ไฟทำไมกัน?” เหยียลวี่ซู่ถาม
“ขออภัยต้าหวัง ข้าก็ไม่ทราบ…แต่ได้ส่งคนไปสืบข่าวแล้ว”
รองผู้บัญชาการพูดจบ กลัวว่าเหยียลวี่ซู่จะโกรธ จึงรีบชี้ไปทางตะวันตกและกล่าวว่า “ทางนั้นก็มีเช่นกัน”
“ได้ความแล้ว รีบมาแจ้งข้าโดยเร็ว!”
เหยียลวี่ซู่ส่งเสียงในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเข้าไปในกระโจมอีกครั้ง
รองผู้บัญชาการส่งทหารม้าที่รวดเร็วปานพายุออกไป พวกเขาพบความผิดปกติรอบทุ่งกกจึงรีบกลับมารายงาน
“รายงานต้าหวัง พบข้าศึกอยู่ที่ทุ่งกกห่างออกไปสิบสองลี้!”
“ฮ่องเต้ต้าคังช่างบังอาจยิ่งนัก กล้าส่งทหารเข้ามาใกล้พวกเราถึงสิบสองลี้!”
เหยียลวี่ซู่หัวเราะเยาะเบา ๆ แล้วถามว่า “ศัตรูมีกำลังพลเท่าไร?”
“ภายนอกทุ่งกกมีหน่วยลาดตระเวนของศัตรู พวกข้าไม่กล้าเข้าใกล้ จึงไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด!”
สายลับตอบว่า “แต่บนถนนหลวงนอกทุ่งกกมีฝุ่นคลุ้งกระจาย และต้นกกในทุ่งก็กำลังสั่นไหวทั้งหมด คาดว่าน่าจะมีจำนวนไม่น้อย
หัวหน้าให้ข้ากลับมารายงานต้าหวัง และเขานำคนไปสืบต่อ”
“อย่างนั้นหรือ?” เหยียลวี่ซู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าเห็นธงสัญลักษณ์ของพวกมันหรือไม่? เป็นกองทัพใดของต้าคัง?”
“ฝ่ายตรงข้ามชูธงดำ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็น ทหารที่ลาดตระเวนอยู่นอกทุ่งกกก็สวมเกราะสีดำทั้งหมด”
“ธงดำ ชุดเกราะดำ? หรือว่าจะเป็นสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนแห่งจินชวน?”
เหยียลวี่ซู่ดึงแผ่นกระดาษออกมาจากโต๊ะแล้วชี้ไปที่ภาพบนนั้นพลางถามว่า “เป็นธงแบบนี้ใช่หรือไม่?”
“ใช่ ใช่ ใช่แล้ว! เป็นธงนั่นแหละ!” ผู้ใต้บังคับบัญชาพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“นี่คือสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนจริง ๆ ด้วย!”
เหยียลวี่ซู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าว่าแล้วเชียว ว่าทำไมฮ่องเต้แห่งต้าคังถึงได้กล้าขึ้นมาทันใด ที่แท้ก็เพราะจินเฟิงมาแล้วนี่เอง”
“ต้าหวัง คนแซ่เฝิงเคยบอกไว้ว่าสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนของจินเฟิงนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ง่ายเลยนะ!”
สีหน้าของรองผู้บัญชาการเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
“คนแซ่เฝิงแค่พูดเกินจริงเพื่อขู่ให้ตกใจเท่านั้น พวกเจ้าถึงกับหวาดกลัวจริง ๆ เชียวหรือ!”
เหยียลวี่ซู่แค่นเสียงเย็นชาว่า “จินเฟิงสามารถเอาชนะชาวตั่งเซี่ยงที่ชิงสุยกู่ได้ เหตุผลหลักคือได้เปรียบด้านพื้นที่ ส่วนที่สามารถเอาชนะตานจูที่ต้าหม่างพัวได้นั้นเป็นเพราะใช้กลอุบายทำลายค่ายม้าศึกของตานจู
พื้นที่แถบนี้เป็นที่ราบโล่งกว้าง ภายในค่ายใหญ่ของพวกเราก็ไม่มีเชลยศึก ต่อให้จินเฟิงมีกลอุบายนับหมื่น แล้วจะทำอะไรพวกเราได้?”
หลังจากที่ก่าต๋าปราบปรามเผ่าต่าง ๆ บนที่ราบสูงแล้ว ก็แสวงหาคนมีความสามารถอย่างกระหายมาโดยตลอด
กุนซือเฝิงใช้ความพยายามไม่น้อยจนสำเร็จในการเข้าไปอยู่ในสายตาของก่าต๋า จากนั้นก็อาศัยลิ้นที่คมกริบ ไม่นานก็ได้รับความไว้วางใจจากก่าต๋า
หลังจากศึกต้าหม่างพัว ก่าต๋าได้รู้ว่ากองทัพของตานจูพ่ายแพ้ยับเยิน ก็โกรธจัดถึงขีดสุดจึงตัดสินใจทันทีว่าจะนำทัพบุกไปทางตะวันออก เพื่อแก้แค้นให้ตานจูและสั่งสอนต้าคังให้สาสม
แต่กลับถูกกุนซือเฝิงทัดทานไว้ แนะนำให้เขาร่วมมือกับตั่งเซี่ยงและตงหมานเพื่อต่อต้านต้าคังร่วมกัน
ถู่ปัวเพิ่งผ่านสงครามวุ่นวายมานานหลายสิบปี ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนย่ำแย่ การต่อต้านต้าคังเพียงลำพังนั้นค่อนข้างเกินกำลัง หลังจากข้าครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงเห็นด้วยกับคำแนะนำของกุนซือเฝิง และยังส่งเขาไปเป็นทูตเพื่อร่วมมือกับตั่งเซี่ยงและตงหมาน
ตอนนี้กองทัพเถี่ยหลินของชิ่งไหวติดตั้งธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินจำนวนมาก อาศัยความได้เปรียบทางพื้นที่ สกัดกั้นชาวตั่งเซี่ยง ไว้อย่างแน่นหนา
ชาวตั่งเซี่ยงกำลังปวดหัวกับเรื่องนี้อยู่พอดี กุนซือเฝิงก็มาถึง
ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว ชาวตั่งเซี่ยงก็ส่งทูตออกไปพร้อมกับกุนซือเฝิงเดินทางไปยังตงหมาน
แต่ครั้นพอถึงตงหมาน กุนซือเฝิงกลับไม่ราบรื่นเช่นนั้น
ตงหมานนั้นมีอิทธิพลแข็งแกร่งกว่าพรรคพวกของจินเฟิง ไม่เคยพ่ายแพ้จินเฟิง เหล่าผู้ใหญ่ในตงหมานส่วนมากจึงไม่เชื่อคำของกุนซือเฝิง
ในใจของชาวตงหมาน ต่างเล็งเห็นว่าต้าคังเป็นเพียงเนื้อชิ้นโต ยามใดที่หิวโหยก็เพียงแค่ยกทัพไปหั่นมา
ครั้งก่อนชาวตั่งเซี่ยงคอยตามรังควานต้าคังไม่หยุดหย่อน ก็สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ชาวตงหมานยิ่งนัก
ตอนนี้กุนซือเฝิงยังคิดชักชวนสามแคว้นร่วมใจกันโจมตีต้าคัง ประหนึ่งว่าต้องการจะแบ่งแยกดินแดนต้าคังกันอย่างชัดเจน
หากไม่มีต้าคัง พวกตงหมานจะเอาเนื้อที่ไหนมาตัดกิน?
ดังนั้นผู้ปกครองสูงสุดของต้าถิงแห่งตงหมานจึงปฏิเสธข้อเสนอของกุนซือเฝิงโดยตรง
อีกทั้งเมื่อปีที่แล้วเกิดภัยหนาว ดังนั้นเมื่อหิมะละลาย ผู้ปกครองสูงสุดจึงส่งเหยียลวี่ซู่ผู้ปกครองฝ่ายซ้ายมายังต้าคังทันที
หนึ่งคือการรีดไถ สองคือการอวดกำลังต่อตั่งเซี่ยงและถู่ปัว
ตั่งเซี่ยงและถู่ปัวไม่สามารถบุกเข้าชายแดนต้าคังได้แม้แต่กองร้อยเดียว แต่ตงหมานกลับบุกเข้าถึงเมืองหลวงของต้าคังโดยตรง
เช่นนี้แล้ว ตงหมานย่อมเหนือกว่าตั่งเซี่ยงและถู่ปัวอยู่ขั้นหนึ่ง
เรื่องทุกอย่าง เหยียลวี่ซู่ไม่เคยคาดคิดว่าตนจะพ่ายแพ้
ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหราบเรียบดุจผืนผ้า เหยียลวี่ซู่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจินเฟิงจะใช้สิ่งใดมาหยุดยั้งทหารม้าสามหมื่นนายของเขาได้
ทว่าในฐานะผู้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน เหยียลวี่ซู่มิได้ประมาทศัตรู
ภายหลังสั่งสอนรองผู้บัญชาการเสร็จสิ้น จึงมีบัญชาให้เพิ่มกองกำลังลาดตระเวนให้มากขึ้น
เมื่อคำสั่งถูกส่งออกไปไม่นาน ก็ได้ยินเสียงฆ้องทองแดงดังมาจากภายนอก
“มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นภายนอกหรือ?”
เหยียลวี่ซู่ขมวดคิ้วแล้วตะโกนออกไปด้านนอก
องครักษ์เข้ามารายงานว่า “เรียนต้าหวัง สายลับกลับมาแล้ว ด้านหลังมีผู้คนจากสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนไล่ล่าสังหารพวกเขาอยู่!”
“กล้าดียังไงมาไล่ล่าสังหารคนของข้า?” เหยียลวี่ซู่ถามด้วยความโกรธ “ฝ่ายตรงข้ามมากันกี่คน?”
“ไม่มาก เพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้น!” องครักษ์ตอบ “หัวหน้าทัวเหลียนได้ส่งคนไปไล่ล่าพวกมันแล้ว!”
“ฮึ เมื่อจับตัวพวกมันได้ จงถลกหนังแล้วแขวนไว้นอกค่าย!”
“รับทราบ!” องครักษ์รีบรับคำทันที
“จริงสิ สายลับกลับมาแล้วหรือไม่?” เหยียลวี่ซู่ถาม
“กลับมาแล้ว!”
ทหารองครักษ์พึ่งรายงานจบ ผู้ใต้บังคับบัญชาก็พยุงทหารสอดแนมนายหนึ่งซึ่งมีลูกธนูปักคาอยู่ที่ต้นขาและบ่าเข้ามา
“เจ้าพบเห็นสิ่งใดมาหรือ สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนถึงกับหมายไล่ฆ่าเจ้าถึงเพียงนี้?” เหยียลวี่ซู่ซักถาม
“เรียนต้าหวัง ข้าให้คนล่อลวงทหารลาดตระเวนของศัตรูออกไป แล้วลอบเข้าไปดูใกล้ ๆ บริเวณป่ากก พบว่าพวกมันใช้เชือกผูกโยงต้นกกให้ไหวเอน จริง ๆ แล้วข้างในมีคนอยู่ไม่มากนัก”
หัวหน้าหน่วยสอดแนมกล่าวรายงาน “ฝุ่นควันบนถนนใหญ่ที่แลดูราวกับปกคลุมท้องฟ้า แท้จริงแล้วพวกมันใช้ม้าศึก ลากกิ่งไม้วิ่งไปมาสร้างขึ้นต่างหาก พวกมันทั้งหมดรวมกันแล้วไม่น่าจะเกินสามพันคน!”
“ข้ายังแปลกใจอยู่เลย สำนักคุ้มภัยธรรมดาจะมีกำลังคนมากมายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ที่แท้ก็แค่เสแสร้งสร้างภาพ!”
เหยียลวี่ซู่แสดงสีหน้าเข้าใจในทันที “น่าแปลกนักที่พวกเขาต้องไล่ล่าเจ้าไกลถึงเพียงนี้ ที่แท้ก็เพราะเจ้าได้ค้นพบความลับของพวกเขานี่เอง!”
เมื่อกล่าวจบเขาก็หันไปมองหัวหน้าหน่วยสอดแนม “ผู้คนของเจ้ากลับมากี่คนแล้ว?”