ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 720 พระราชโองการสองฉบับ
“ข้าน้อย จินเฟิง ขอถวายบังคมฝ่าบาท!”
แม้จินเฟิงจะไม่เชี่ยวชาญในการเข้าสังคม แต่เขาก็ไม่ถึงกับไร้มารยาท
ไม่ต้องพูดถึงสถานะของฮ่องเต้ เพียงแค่เฉินจี๋เป็นบิดาขององค์หญิงเก้า จินเฟิงก็ริเริ่มคำนับแบบบัณฑิตแล้ว
“แค่ก ๆ!”
ฮ่องเต้กระแอมสองครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัด พยายามรักษาความสง่างามเอาไว้ แล้วยกมือขึ้นเล็กน้อย “ไม่ต้องมีพิธีรีตอง!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
จินเฟิงยืดตัวขึ้นและลอบมองเฉินจี๋แวบหนึ่ง
เฉินจี๋ดูอ่อนวัยกว่าที่เขาคาดไว้ เพียงแต่ดูมอซอไปบ้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าก็ยับย่น
เฉินจี๋ก็กำลังพินิจพิจารณาจินเฟิงเช่นกัน
มีคำกล่าวว่า ‘แม่ยายมองลูกเขย ยิ่งมองยิ่งถูกใจ แต่พ่อตาจะคิดตรงกันข้าม’
ในสายตาพ่อตา บุรุษที่ได้ชื่อว่าลูกเขยก็ไม่ต่างอันใดกับศัตรูคู่อาฆาตผู้มาพรากฟูกนอนอันแสนอบอุ่นไปจากอ้อมอก
องค์หญิงเก้ากับจินเฟิงแม้มิได้ประกาศให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วกัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เป็นที่ล่วงรู้กันดีในวังหลวง ฮ่องเต้เองก็ทรงทราบเรื่องนี้มานานแล้ว
องค์หญิงเก้าเป็นพระธิดาองค์โปรดของฮ่องเต้ พระองค์ทรงคิดถึงภาพการพบปะกับจินเฟิงอยู่บ่อยครั้ง
จินเฟิง ชายหนุ่มผู้เป็นที่เลื่องลือในเรื่องของนิสัยพยศ ดื้อรั้น หยิ่งยโส จนเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วทั้งท้องพระโรง
ดังนั้นฮ่องเต้จึงทรงเตรียมใจไว้แล้วว่า หากมีโอกาสได้พบหน้าจินเฟิงเมื่อใด พระองค์จะต้องขัดเกลาความเย่อหยิ่งของจินเฟิงให้จงได้
เฉินจี๋ไม่คาดคิดมาก่อนว่าการพบหน้ากับจินเฟิงในครั้งนี้จะเป็นเช่นนี้ไปได้
เหตุการณ์น่าอับอายที่สุดในชีวิตล้วนเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ แล้วยังต้องมาพบกับจินเฟิงในคืนนี้เสียได้
เมื่อนึกถึงภาพลักษณ์ของตนเองเมื่อครู่ เฉินจี๋ก็รู้สึกอับอายยิ่งนัก ปรารถนาจะพาตัวเองมุดลงไปในดินเสียให้รู้แล้วรู้รอด ในใจผุดกระทั่งความคิดอยากจะฆ่าปิดปาก…
ทว่าความคิดนี้เพียงแค่แวบเดียวก็ถูกขจัดออกไป
“บัดนี้บ้านเมืองยังไม่สงบ เสด็จพ่อควรตัดสินพระทัยโดยเร็ว!”
องค์หญิงเก้าสังเกตเห็นว่าบรรยากาศดูผิดปกติไปบ้าง จึงเอ่ยปากทำลายความเงียบ
“อู่หยาง เจ้ามักจะมีความคิดความเห็นเสมอ เจ้าคิดว่าข้าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร?”
ตลอดทั้งชีวิตของเฉินจี๋ เขาเติบโตมาอย่างราบรื่น และเพิ่งได้รับความตกใจอย่างใหญ่หลวงเมื่อครู่ที่ผ่านมา ตอนนี้สมองของเขายังคงสับสนวุ่นวาย
“แม่ทัพฉินเผิงถูกลอบทำร้าย บัดนี้ทหารรักษาพระองค์ตกอยู่ในมือของเฝิงซื่อเฉิงและเฉินซินผิงแล้ว เสด็จพ่อต้องออกพระราชโองการให้ฉินเจิ้นสืบทอดตำแหน่งของฉินเผิง เป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์!” องค์หญิงเก้ากล่าว
“ถูกต้อง รักษาทหารรักษาพระองค์ไว้ให้มั่นคง จึงจะรักษาเมืองหลวงไว้ได้!”
เฉินจี๋พยักหน้า “ข้าจะไปร่างพระราชโองการเดี๋ยวนี้!”
“เสด็จพ่อโปรดรอสักครู่ ฟังลูกพูดให้จบก่อน!”
องค์หญิงเก้าห้ามเฉินจี๋ไว้ แล้วกล่าวต่อว่า “การกระทำของเฝิงซื่อเฉิงและเฉินซินผิงในวันนี้เป็นการกบฏอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นพวกเขาอาจจะไม่ยอมปฏิบัติตามพระราชโองการ…”
“แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า?” เมื่อเฉินจี๋พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป
เมื่อครู่นี้เขายังไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้เลย
ภารกิจของทหารรักษาพระองค์คือการปกป้องเมืองหลวง แต่พวกคนชุดดำได้ล้อมโจมตีวังหลวง ทหารชุดเกราะแดงและองครักษ์หลวงก็ล้มตายราวกับใบไม้ร่วง ตลอดทั้งเหตุการณ์ทหารรักษาพระองค์ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็น แม้แต่คนโง่ก็รู้ว่าเฝิงซื่อเฉิง เฉินซินผิงและกลุ่มคนชุดดำเป็นพวกเดียวกัน
การล้อมโจมตีวังหลวง คิดกบฏแย่งชิงบัลลังก์ ทั้งสองอย่างล้วนเป็นความผิดร้ายแรงที่ต้องประหารทั้งเก้าชั่วโคตร แม้เฝิงซื่อเฉิงและเฉินซินผิงจะโง่เขลาอย่างไร ก็ย่อมรู้ว่าการส่งมอบทหารรักษาพระองค์ออกไปนั่นเท่ากับลงนามใบมรณะบัตรให้ตัวเอง
ดังนั้นพวกเขาจะต้องนำทหารรักษาพระองค์ต่อสู้จนถึงที่สุดอย่างแน่นอน
“เสด็จพ่อ อย่าเพิ่งร้อนใจ รอให้หน่วยข่าวกรองสืบหาตำแหน่งของพวกเขาได้ก่อน ข้าและท่านอาจารย์จะส่งคนไปจัดการ”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “ตอนที่ลูกมา พบว่านอกพระราชวังยังมีกลุ่มคนชุดดำอีกไม่น้อย ทหารชุดเกราะแดงบาดเจ็บล้มตายเกือบหมดแล้ว ขอเสด็จพ่อออกคำสั่งให้สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนเข้ามาแทนที่ทหารชุดเกราะแดงชั่วคราว ให้พวกเขาเข้าวังปราบปรามกบฏและคุ้มครองความปลอดภัยของวังหลวงแห่งนี้”
“ให้สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนรับช่วงต่อทหารชุดเกราะแดงงั้นหรือ?”
เฉินจี๋ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ค่ำคืนนี้ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก หากสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนเข้าควบคุมวังหลวงได้ พวกเขาก็จะกลายเป็นอย่างพวกกลุ่มคนชุดดำอีกกลุ่มจะทำอย่างไร?
จินเฟิงหาได้โง่งมไม่ เพียงเห็นแววตาของเฉินจี๋ก็รู้ทันทีว่าเขากำลังกังวลสิ่งใด
ทว่าจินเฟิงมิได้เอ่ยวาจา เพียงรอยยิ้มที่มุมปากจางหายไปเท่านั้น
องค์หญิงเก้า เห็นสีหน้าบึ้งตึงของจินเฟิงก็ทรงขุ่นเคืองเล็กน้อย “เสด็จพ่อ หากข้าและท่านอาจารย์คิดร้ายต่อเสด็จพ่อ พวกข้าย่อมไม่เสี่ยงภัยมาช่วยเหลือพระองค์เช่นนี้หรอกเพคะ!”
“ข้าเข้าใจ ข้ามิได้มีเจตนาเช่นนั้น!”
เฉินจี๋เองก็ตระหนักได้ว่าตนเองแสดงท่าทีไม่เหมาะสมจึงรีบก้าวขึ้นไปบนพระที่นั่ง “เช่นนั้น ข้าจะออกพระราชโองการเดี๋ยวนี้!”
องค์หญิงเก้าทรงกังวลว่าจินเฟิงจะโกรธ จึงฉวยโอกาสที่ฮ่องเต้กำลังยกร่างพระราชโองการ เดินไปกระซิบข้างกายจินเฟิงว่า “ท่านอาจารย์ เสด็จพ่อเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมา โปรดอย่าถือโทษโกรธพระองค์เลย”
“วางใจเถิด ข้าเข้าใจ ความกังวลของฝ่าบาทเป็นเรื่องปกติ”
จินเฟิงโบกมือปฏิเสธ
แท้จริงแล้วเมื่อครู่ความคิดที่จะควบคุมฮ่องเต้ไว้เพื่อออกคำสั่งแก่บรรดาขุนนางได้ผุดขึ้นมาชั่ววูบหนึ่ง แต่เขาก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
เช่นนั้นยุ่งยากและเหนื่อยเกินไป สู้ก่อกบฏโดยตรงไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?
ปกติแล้วเวลาเฉินจี๋จะออกพระราชโองการ ล้วนแต่ตรัสด้วยพระโอษฐ์ จากนั้นจึงให้ขุนนางในสภาขุนนางจดบันทึก สุดท้ายจึงให้ทูตสวรรค์เป็นผู้ออกไปประกาศพระราชโองการ
ทว่าในยามนี้สภาขุนนางยังคงอยู่ในกำมือของคนชุดดำ ฮ่องเต้จึงได้แต่ให้ขันทีคนสนิทเป็นผู้ลงบันทึก ครั้นเมื่อเขียนเสร็จแล้ว ฮ่องเต้ จึงทรงประทับตราประจำพระองค์ด้วยพระองค์เอง
“อู่หยาง พระราชโองการร่างเสร็จแล้ว”
ฮ่องเต้ทรงมอบพระราชโองการสองฉบับแก่องค์หญิงเก้าด้วยพระองค์เอง “แต่เจ้าจะเอาพระราชโองการออกไปได้อย่างไร?”
ตรัสถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ก็ทรงนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ “จริงสิ พวกเจ้าเข้ามาในวังได้อย่างไร?”
“เสด็จพ่อทรงออกมาทอดพระเนตรก็จะทรงทราบเองเพคะ”
องค์หญิงเก้ารับพระราชโองการแล้วก้าวออกจากท้องพระโรงอย่างองอาจ
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจากไป เหล่าอิงไม่ได้ควบคุมบอลลูนลมร้อนให้ลงจอด แต่นำเชือกเส้นหนามาผูกมัดมันเอาไว้กับเสาขนาดใหญ่ใต้ชายคาของท้องพระโรง
ขณะนั้น เฉินจี๋ก้าวออกมาจากท้องพระโรง สายตาก็กระทบเข้ากับบอลลูนลมร้อนเป็นสิ่งแรก
“อู่หยาง นั่นสิ่งใดกัน?”
เฉินจี๋ตกใจกับขนาดอันใหญ่โตของบอลลูนลมร้อน จนต้องถอยกลับเข้าไปในท้องพระโรง
“เสด็จพ่อ นี่คือเร่อชี่ฉิว ที่ท่านอาจารย์ประดิษฐ์ขึ้น มันสามารถพาผู้คนลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าได้”
องค์หญิงเก้าอธิบายว่า “ข้าและท่านอาจารย์เพียงนั่งเร่อชี่ฉิวโผบินมาเพคะ!”
“เรือนลอยฟ้างั้นหรือ?”
แม้ฮ่องเต้เฉินจี๋จะทรงดำรงตำแหน่งอันสูงส่ง แต่ทว่า ณ เวลานี้ พระเนตรกลับเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ฝ่ายองค์หญิงเก้าก็พลันหวนนึกถึงเร่อชี่ฉิวที่นางได้พบเห็นเป็นครั้งแรกเมื่อหลายชั่วยามก่อน
นางไม่ได้สนใจฮ่องเต้เฉินจี๋ และหันไปร้องสั่งว่า “ต้าหลิว เริ่มได้!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ต้าหลิว ผู้เฝ้าประตูอยู่ รีบจุดดอกไม้ไฟที่เตรียมไว้ทันที
ฟิ้ว! บึ้ม!
ดอกไม้ไฟพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องสูง เบ่งบานประกายแสงสีสันตระการตากลางราตรีอันมืดมิด
ครู่ต่อมา ทางตะวันตกเฉียงเหนือก็มีแสงไฟสว่างไสวตอบรับเช่นกัน
ก่อนเข้าวัง จินเฟิงได้มอบธนูหัวนกหวีดที่ติดตั้งดอกไม้ไฟให้แก่ฉินเจิ้นจำนวนหนึ่ง
ฉินเจิ้นได้นำธนูหัวนกหวีดทั้งหมดนั้นมอบให้กับทางหน่วยข่าวกรอง พร้อมกับตกลงสัญญาณกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ดอกไม้ไฟที่ท่านอาจารย์จุดเมื่อครู่ เป็นสัญญาณว่าได้ช่วยฮ่องเต้เอาไว้ได้แล้ว ส่วนดอกไม้ไฟฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือนั้น พวกหน่วยข่าวกรองเป็นผู้จุด สื่อว่าได้พบตัวของเฝิงซื่อเฉิงและเฉินซินผิงแล้ว
“ฉินเจิ้น บัดนี้ข้ามอบหน้าที่นี้ให้เจ้าจัดการ!”
องค์หญิงเก้าตรัสพร้อมกับทรงมอบพระราชโองการให้แก่ฉินเจิ้น
“องค์หญิงวางพระทัย กระหม่อมจะจับเป็นสองกบฏนั้นให้จงได้!” ฉินเจิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มพร้อมขบกรามแน่น
“ต้าหลิว เจ้าจงนำราชโองการและป้ายทองคำนี้ไปพบเฉาตง บอกให้เขานำกำลังผู้คุ้มกันภัยมาประจำการแทนทหารชุดเกราะแดงคอยคุ้มกันเขตพระราชฐาน”
องค์หญิงเก้าทรงหยิบป้ายทองคำออกมา พร้อมทั้งราชโองการอีกหนึ่งฉบับยื่นให้แก่ต้าหลิว
เฉินจี๋เห็นดังนั้น มุมหางตาก็พลันกระตุกขึ้นโดยมิอาจห้ามได้
ป้ายทองคำที่พระราชทานออกไปล้วนมีสัญลักษณ์ประจำตัว เขารู้จักป้ายทองคำอันนี้ดี มันคือป้ายที่เคยพระราชทานให้ขันทีผู้นั้นที่ไปประจำการยังซื่อชวน
หลังจากองค์หญิงเก้าทรงสำเร็จโทษขันทีผู้นั้นแล้ว แผ่นป้ายทองคำก็ตกไปอยู่ในพระหัตถ์ขององค์หญิงเก้า
โดยปกติแล้ว แม้แต่องค์หญิงเก้า หากทรงหยิบฉวยป้ายทองคำนี้ไป ก็จะต้องรีบนำกลับไปถวายคืนแด่ฮ่องเต้โดยพลัน
ทว่าองค์หญิงเก้ามิเพียงไม่ทรงคืน กลับพระราชทานป้ายทองคำนั้นต่อหน้าพระพักตร์ให้แก่ผู้อื่นเสียอย่างนั้น
หากเป็นยามปกติ พฤติกรรมเช่นนี้คงทำให้เฉินจี๋กระโดดโลดเต้นด้วยความโกรธกริ้ว ทว่าบัดนี้เขากลับทำทีเป็นไม่เห็นสิ่งใดและหันไปมองเร่อชี่ฉิวแทน