ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 715 เกิดข้อพิพาท
รถม้าของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนนั้นเป็นสีดำสนิท ตัวเตาผิงก็ถูกม่านบังเอาไว้ ยามค่ำคืนจึงมองเห็นได้ยาก
จนถึงตอนนี้ ผู้ที่รู้เรื่องรถม้าของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
แต่หากใช้รถม้าของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนเข้าวัง เรื่องรถม้าก็อาจจะถูกเปิดเผย
แต่จินเฟิงก็ยังไม่ลังเล
องค์หญิงเก้าพูดถูก ฝ่าบาทต้องไม่เป็นอะไร มิเช่นนั้นต้าคังคงวุ่นวายแน่
ในสายตาของจินเฟิง ผลลัพธ์นี้ร้ายแรงยิ่งกว่าการเปิดเผยบอลลูนลมร้อนเสียอีก และยังร้ายแรงกว่าการรับมือกับพวกตงหมานเสียอีก
พวกตงหมานมาก็แค่ขับไล่พวกมันไป แต่หากทั้งต้าคังเกิดความวุ่นวาย เมื่อถึงเวลานั้นผู้คนจะต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน ชีวิตจะไม่เป็นสุข
ตอนนี้วังหลวงถูกล้อมด้วยทหารรักษาพระองค์และคนของรัชทายาทแล้ว วิธีที่ดีที่สุดในการเข้าสู่วังหลวงก็คือการขึ้นบอลลูนลมร้อน
ปัง!
ดอกไม้ไฟสีขาวแตกกระจายบนท้องฟ้า
เหล่าอิงที่อยู่นอกเมืองเพิ่งลงมาจากบอลลูนลมร้อน
เมื่อเห็นดอกไม้ไฟ เหล่าอิงร้องตะโกนทันทีว่า “เหล่าซาน เจ้ามาเก็บนี่เร็วเข้า เหล่าหลิวพวกเรากลับไปเมืองทางใต้!”
แท้จริงแล้ว บอลลูนลมร้อนนั้นไม่มีพลังขับเคลื่อน ต้องอาศัยเพียงแรงลมพัดพาให้ลอยไปเท่านั้น
วันนี้ลมใต้พัดแรง เหล่าอิงจึงออกเดินทางจากทางใต้ของเมืองและลงได้เพียงทางตอนเหนือของเมืองเท่านั้น
หากต้องการเข้าเมืองอีกครั้ง พวกเขาต้องกลับไปที่เมืองทางใต้เสียก่อน
ภายในเมืองห่างออกไปสองถนนจากสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน เหล่าผู้คุ้มกันภัยได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง
เมืองหลวงแห่งนี้ นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน ยามปกติจึงมีเหล่าผู้คุ้มกันภัยมารวมตัวกันมากมาย หลังจากเถี่ยฉุยออกไปหัวหน้ากองพันนามว่า ‘เฉาตง’ จึงรับหน้าที่เป็นผู้นำกองกำลัง
ตอนนั้นจินเฟิงสร้างดอกไม้ไฟขึ้นมา แต่ไม่เคยจุดมันในเมืองหลวง หัวหน้ากองพันเฉาตงจึงไม่ทราบความหมายของดอกไม้ไฟนี้ จึงรีบเรียกผู้คุ้มกันภัยที่ต้าหลิวส่งมา
“เล่าอัน สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?” หัวหน้ากองพันเอ่ยถามพลางชี้ไปบนฟ้า
“ข้าก็ไม่รู้”
ดอกไม้ไฟนี้คือสัญญาณที่จินเฟิงและเหล่าอิงนัดหมายกันไว้ ผู้คุ้มกันภัยที่ส่งสัญญาณก็มีสีหน้าฉงน
“ท่านอาจารย์อยู่ที่นั่นหรือ?” หัวหน้ากองพันเอ่ยถาม
“ใช่” ผู้คุ้มกันภัยผู้นั้นรีบพยักหน้ารับ
“ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าจะหมายความว่าอย่างไร พวกเราต้องรีบไปพบท่านอาจารย์ก่อน”
หัวหน้ากองพันตัดสินใจทันที “หมวดหนึ่ง ดูแลบ้านช่อง ส่วนที่เหลือตามข้ามา!”
ในเมืองหลวงนั้นทางการควบคุมอาวุธอย่างเข้มงวด ดาบทมิฬจึงนำเข้าเมืองไปได้เพียงเพื่อประมูลเท่านั้น อีกทั้งทุกเล่มยังต้องขึ้นทะเบียน ผู้คุ้มกันภัยเองก็มิอาจพกพาติดตัวเวลาออกไปไหนมาไหนได้
ทว่าบัดนี้หัวหน้ากองพันไม่อาจคำนึงถึงกฎข้อบังคับได้อีกต่อไป จึงออกคำสั่งแบ่งสรรดาบทมิฬทั้งหมดในคลังอาวุธให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
แท้จริงแล้วเมื่อตอนที่เถี่ยฉุยยังอยู่ในเมืองหลวง เขาก็คาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ไว้แล้ว ภายในสำนักคุ้มภัยนอกจากดาบทมิฬแล้ว จึงเตรียมพร้อมทั้งฝาหม้อและไม้ไผ่ยาวไว้มากมาย
ทั้งนี้อาวุธยุทโธปกรณ์ล้วนถูกห้ามไม่ให้เข้าเมือง แต่ฝาหม้อกับไม้ไผ่ยาวนั้นจัดเป็นข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน การนำติดตัวเข้าเมืองจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น
บัดนี้เหล่าผู้คุ้มกันภัยที่ไม่ได้ดาบทมิฬต่างก็ถือฝาหม้อและไม้ไผ่ยาวกันคนละอันสองอัน
ฝาหม้อของหอการค้าล้วนทำขึ้นจากไม้เนื้อหนาแข็งแรง ขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวคน ยามยกขึ้นเป็นเกราะกำบังได้เป็นอย่างดี
ส่วนไม้ไผ่สำหรับหามเกี้ยวนั้น หากเหลาให้แหลมคมก็ใช้เป็นหอกได้ เหล่าผู้คุ้มกันภัยล้วนคุ้นเคยกับการใช้งานเป็นอย่างดี
ภายใต้การนำของหัวหน้ากองพัน ผู้คุ้มกันภัยหลายร้อยนายก็พากันกรูออกจากสำนักคุ้มภัย
แต่เมื่อเดินไปได้เพียงร้อยกว่าเมตร เบื้องหน้าบนถนนใหญ่ก็ปรากฏกองทหารรักษาพระองค์ขวางทางอยู่
“หยุดอยู่ตรงนั้น!”
“บังอาจ! ยามวิกาลเช่นนี้ยังกล้าออกจากเคหสถานอีกหรือ กลับไปให้หมด!” ทหารรักษาพระองค์ตวาดเสียงเย็น
ผู้คุ้มกันภัยเอ่ยขึ้น “องค์หญิงเก้าทรงถูกลอบปลงพระชนม์ พวกข้าได้รับบัญชาให้นำกำลังไปคุ้มกันพระองค์ นี่คือตราประจำพระองค์ขององค์หญิง”
ว่าจบผู้คุ้มกันภัยก็รีบนำจี้หยกขององค์หญิงเก้าที่ติดตัวมาด้วย แสดงให้ทหารรักษาพระองค์ดู
แต่นายทหารผู้นั้นไม่แม้แต่จะชายตามอง “องค์หญิงถูกลอบปลงพระชนม์เป็นเรื่องของพวกข้าทหารรักษาพระองค์ ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเจ้าสำนักคุ้มภัย ยิ่งไปกว่านั้นองค์หญิงเองก็ไม่มีสิทธิ์ฝ่าฝืนกฎห้ามออกจากเคหสถาน ยามวิกาลเช่นนี้ยังมารวมตัวก่อความวุ่นวายอีก ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย รีบกลับไปเสียโดยเร็ว มิเช่นนั้นข้าจะตัดหัวพวกเจ้าให้หมด!”
“ท่านทหาร หากองค์หญิงไม่มีสิทธิ์ฝ่าฝืนกฎห้ามออกจากเคหสถาน แล้วแบบนี้เล่า ท่านว่าอย่างไร?”
ผู้คุ้มกันภัยที่ส่งสารหยิบตราออกมาจากอกเสื้ออีกหนึ่งชิ้นแล้วกล่าวว่า “จงดูให้ชัดเจน นี่คือตราอวี๋หลงที่ฝ่าบาทพระราชทานมา!”
“ตราอวี๋หลงหรือ?!”
หัวหน้าทหารรักษาพระองค์เห็นดังนั้นดวงตาก็หรี่เล็กลงโดยไม่รู้ตัว
เขาเป็นหัวหน้าทหารรักษาพระองค์ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่รู้จักตราอวี๋หลง?
เพียงแต่เขาคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าเหตุใดผู้คุ้มกันภัยจึงมีตราอวี๋หลงอยู่ในมือได้!
ในอีกแง่หนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าตราอวี๋หลงนั้นเป็นตัวแทนของฝ่าบาทได้ดีกว่าป้ายทองคำที่พระราชทานให้เสียอีก
แท้จริงแล้วป้ายทองคำที่พระราชทานให้นั้นไม่สามารถสั่งการกองทัพได้ แต่ตราอวี๋หลงนั้นทำได้!
ในยุคสังคมศักดินา อำนาจของราชสำนักนั้นฝังรากลึกในใจของประชาชน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทหารรักษาพระองค์ที่ถูกปลูกฝังแนวคิดจงรักภักดีต่อฮ่องเต้มาโดยตลอด
เมื่อเห็นตราอวี๋หลง ความคิดแรกของหัวหน้าทหารรักษาพระองค์คือการเปิดทางให้
แต่ในวินาทีถัดมา เขาก็กดความคิดนั้นลงไป
เนื่องจากก่อนออกเดินทาง ผู้บังคับบัญชาสูงสุดได้กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภารกิจของเขาคืนนี้คือการจับตาดูสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้ผู้คุ้มกันภัยออกจากจุดรับเรื่องได้!
เพื่อให้เขาเชื่อฟังอย่างว่าง่าย ผู้บังคับบัญชาถึงกับส่งอนุภรรยาของตนไปรับครอบครัวของเขาไปด้วย
อ้างว่าเป็นการชมดอกไม้เที่ยวชมธรรมชาติ แต่หัวหน้าทหารรักษาพระองค์เข้าใจดีว่า นั่นคือการจับครอบครัวของเขาเป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่เขา
หากวันนี้เขาทำภารกิจไม่สำเร็จ ชะตากรรมของครอบครัวคงจะน่าเศร้านัก
คิดถึงตรงนี้ หัวหน้าทหารรักษาพระองค์จึงกล่าวว่า “เจ้าพูดเหลวไหล ตราอวี๋หลงเป็นของใกล้ชิดพระวรกายของฝ่าบาท ข้าไม่เคยได้ยินว่าฝ่าบาทพระราชทานให้ผู้ใด ตราของเจ้านี้ต้องเป็นของปลอมแน่!”
“จริงหรือไม่ พวกเจ้าไปถามที่วังหลวงดูก็ได้”
ผู้คุ้มกันภัยเอ่ย
“พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าจะส่งคนไปตรวจสอบ ในระหว่างรอผลตรวจสอบ พวกเจ้าต้องกลับไปที่สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนก่อน!”
การปรากฏตัวของตราอวี๋หลง ทำเอาหัวหน้าทหารรักษาพระองค์นั้นคาดไม่ถึง บัดนี้เขาทำได้เพียงยื้อเวลาไว้ก่อน กักผู้คุ้มกันภัยไว้ที่นี่ชั่วคราว จากนั้นจึงรีบส่งคนไปกราบทูลหัวหน้าของตน
ทว่าผู้คุ้มกันภัยเป็นห่วงจินเฟิง ย่อมไม่ยอมอยู่ที่นี่เฉย ๆ เป็นแน่
“บังอาจนัก ตราอวี๋หลงนี้เป็นสัญลักษณ์ของฝ่าบาท ใครกล้าขัดขวางพวกข้า ผู้นั้นกบฏต่อแผ่นดิน!”
ผู้คุ้มกันภัยส่งเสียงตวาด ก่อนจะยัดเยียดข้อหาหนักให้แก่หัวหน้าทหารรักษาพระองค์ “เปิดทางให้พวกข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น พวกเจ้าคงหนีไม่พ้นโทษประหารเก้าชั่วโคตร!”
“ประหารเก้าชั่วโคตร!”
ผู้คุ้มกันภัยเบื้องหลังหลายร้อยคนต่างส่งเสียงกึกก้อง
หัวหน้าทหารรักษาพระองค์เบื้องหน้าถึงกับสะดุ้ง
แม้ใจหนึ่งอยากจะยินยอม แต่เมื่อนึกถึงครอบครัวที่ยังอยู่ในกำมือของเบื้องบน เขาก็จำต้องฝืนใจกล่าวออกไปว่า “มิได้ พวกเจ้าไม่อาจผ่านไปได้ ข้าต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน!”
“ทุกคน เตรียมพร้อม!”
หัวหน้ากองพันมองก็รู้ทันทีว่าหัวหน้าทหารรักษาพระองค์ต้องการถ่วงเวลา ยิ่งทำให้ใจร้อนรุ่ม จึงตวาดสั่งการในทันใด
เหล่าผู้คุ้มกันต่างก็ชูดาบและโล่ในมือขึ้นพร้อมเพรียงและจัดกระบวนทัพเข้าโจมตี!
“ข้าขอเตือนพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย กลับไปเดี๋ยวนี้!”
ทหารรักษาพระองค์ตะโกนด้วยน้ำเสียงดุดันแต่แฝงความหวาดกลัว
แต่หัวหน้ากองพันผู้คุ้มกันภัยไม่สนใจเขาเลยและสั่งการว่า “บุกเข้าไป! ผู้ใดขัดขวาง ฆ่าผู้นั้นให้สิ้น!”
ตึง ตึง ตึง!
ผู้คุ้มกันภัยถือโล่ป้องกันตัวไว้ด้านหน้า ดาบอยู่ตรงกลาง หอกอยู่ด้านหลัง ก้าวเท้าใหญ่มุ่งหน้าไปยังทหารรักษาพระองค์!
เสียงฝีเท้าดังกึกก้องและหนักอึ้งประดุจเหยียบย่ำลงบนหัวใจของทหารรักษาพระองค์ บรรดาทหารรักษาพระองค์ต่างหวั่นเกรงต่อบารมีของผู้คุ้มกันภัยยิ่งนัก
เมื่อนึกถึงวีรกรรมของผู้คุ้มกันภัยในศึกต้าหม่างพัว เหล่าทหารรักษาพระองค์ต่างใช้สายตาอ้อนวอนมองหน้าหัวหน้า พวกเขาหวังเพียงให้หัวหน้าออกคำสั่งล่าถอย
ทว่ากลับมิเป็นดังหวัง หัวหน้าทหารรักษาพระองค์กัดฟันแน่นพลางชักดาบยาวขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “รบ!”
ทหารรักษาพระองค์ล้วนเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งต้าคัง ถึงแม้จะขาดประสบการณ์การรบจริง แต่มีวินัยที่เข้มแข็งกว่าทหารของแม่ทัพจอมเสเพลเหล่านั้นนัก
เมื่อได้ยินคำสั่งของหัวหน้า พวกเขาก็ชักอาวุธออกมาโดยพร้อมเพรียง
บ้านเรือนที่เรียงรายสองข้างทาง ชาวบ้านที่อยู่ภายในพากันหลบซ่อนหลังบานประตูหน้าต่างและแอบแง้มมองออกมาด้านนอก
สายตาของชาวบ้านทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังกองกำลังสองฝ่ายที่ปะทะเข้ากันอย่างดุเดือด!