ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 697 ทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดง
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 697 ทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดง
บทที่ 697 ทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดง
การที่องค์หญิงเก้าหายตัวไป หากจะบอกว่าจินเฟิงไม่ได้มีความกังวลก็คงจะเป็นเรื่องเท็จ
แต่เขาก็พยายามควบคุมอารมณ์และไม่ตื่นตระหนก
เมืองหลวงที่อยู่ห่างไกล รู้ว่าร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์ เขาจึงฝืนใจตนให้สงบลง
เขาสั่งให้จงหลิงเอ่อร์ไปส่งจดหมาย อีกทั้งให้ต้าหลิวไปเชิญตัวเว่ยต้าถงให้มาพบ
“ใต้เท้าเว่ย ที่บ้านข้ามีเรื่องเร่งด่วน จำเป็นต้องเดินทางกลับโดยเร็ว”
จินเฟิงกล่าวว่า “เรื่องราวฝั่งเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง รีบรายงานมาเถิด?”
การเคลื่อนพลหลายพันนายเข้าใกล้เมืองหลวง แล้วยังให้พกอาวุธอีก หากไม่ระวังอาจเกิดเรื่องใหญ่ จินเฟิงจึงต้องกลับไปควบคุมสถานการณ์และประสานกองกำลังในบังคับบัญชาให้ร่วมมือกับจางเหลียง
“ท่านอาจารย์จะกลับเมื่อใด?” เว่ยต้าถงเอ่ยถาม
“ยิ่งเร็วยิ่งดี” จินเฟิงกล่าว “แต่หากที่ตูเจียงเยี่ยนมีธุระสำคัญ ข้าจะเลื่อนการเดินทางให้ช้าไปอีกสองวันก็ได้”
งานที่ตูเจียงเยี่ยนนั้นเกี่ยวพันกับแผ่นดินชวนสู่ทั้งหมด จินเฟิงจึงไม่กล้าประมาท
“เช่นนั้น ข้าขอแจ้งสถานการณ์ปัจจุบันแก่ท่านอาจารย์เสียหน่อย…”
เว่ยต้าถงมิได้เอ่ยถามสิ่งใด เพียงแต่รับรู้ได้ว่าจินเฟิงนั้นร้อนใจนัก จึงเดินไปยังโต๊ะทรายจำลองก่อนจะเริ่มอธิบายความคืบหน้าของงาน ณ ปัจจุบัน
“ร่องน้ำหมายเลขสามและหมายเลขหกใกล้จะสร้างแล้ว ตอนนี้จำเป็นต้องสร้างร่องน้ำสายใหม่เพื่อเชื่อมทั้งสองเข้าด้วยกัน จะได้ใช้เพื่อการชลประทานในพื้นที่เพาะปลูกของตำบลเหมาหลิ่งและตำบลชีหลางได้”
เว่ยต้าถงชี้ไปที่โต๊ะทรายจำลองพลางเอ่ยถาม “ตอนนี้ข้ายังไม่แน่ใจว่าร่องน้ำสายนี้ควรจะผ่านตำบลเหมาหลิ่งหรือตำบลชีหลาง จึงอยากขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์”
“ทั้งสองเส้นทางมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“หากเริ่มขุดจากตำบลเหมาหลิ่ง ร่องน้ำจะยาวขึ้นเพราะตลอดเส้นทางเป็นที่ราบขุดง่ายกว่า แต่หากเริ่มจากตำบลชีหลาง ร่องน้ำจะสั้นลงครึ่งหนึ่ง เพราะเส้นทางนั้นมีภูเขาสองลูกทำให้ขุดยากกว่า” เว่ยต้าถงอธิบาย
“ทั้งสองที่นี้ไกลหรือไม่?” จินเฟิงถาม “หรือพวกเราควรไปดูด้วยตาตนเอง? น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ควรสำรวจสถานที่จริงก่อนตัดสินใจ”
“ไม่ไกลนัก เพียงสามสิบลี้” เว่ยต้าถงตอบ “แต่วันนี้ไปไม่ทันแน่นอน เส้นทางไปลำบากนัก มีทางแคบมากหลายช่วง ม้าศึกไม่สามารถวิ่งเร็วได้ กลัวว่าจะไม่ทันก่อนฟ้ามืด”
“ไปวันนี้ไม่ได้หรือ…”
จินเฟิงใคร่ครวญสักครู่ แล้วหยิบแผนที่อีกแผ่นขึ้นมา
พบว่าตำบลเหมาหลิ่งและตำบลชีหลางนั้นอยู่ไม่ไกลจากถนนหลวงที่เขากลับจินชวนจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นรุ่งเช้าพรุ่งนี้พวกเราค่อยไปก็แล้วกัน พอไปดูสองที่นี้แล้ว ข้าจะกลับจินชวนเลย”
“ได้” เว่ยต้าถงเอ่ยถาม “ตอนนี้ยังพอมีเวลา ท่านอาจารย์อยากขึ้นไปดูภูเขาอวี้เหล่ยก่อนหรือไม่?”
“ดี ไปดูกันเถิด” จินเฟิงพยักหน้ารับคำ
เดิมทีตั้งใจว่าจะอยู่ที่ตูเจียงเยี่ยนต่ออีกสักพัก รอจนระเบิดภูเขาอวี้เหล่ยแล้วค่อยกลับไป ผลกลับกลายเป็นเรื่องเช่นนี้เสียได้ จินเฟิงจึงต้องเร่งเดินทาง
ทั้งสองนำคนขึ้นไปบนยอดภูเขาอวี้เหล่ยและจินเฟิงยกกล้องส่องทางไกลขึ้นส่อง
ในชีวิตที่แล้ว หลี่ปิงและบุตรชายได้ร่วมกันสร้างตูเจียงเยี่ยน นับแต่เริ่มก่อตั้งโครงการพวกเขาก็ออกเยี่ยมเยียนประชาชน จนกระทั่งงานก่อสร้างหลักเสร็จสิ้นและต้องใช้เวลาเนิ่นนานถึง 8 ปี
ยิ่งไปกว่านั้น แม้โครงการหลักจะเสร็จสิ้นลงแล้ว ก็ยังคงต้องมีการปรับปรุงอยู่
ยกตัวอย่างเช่น สถานที่แห่งนี้ควรจะขุดร่องน้ำเพิ่มอีกสักสาย หรือร่องน้ำสายนี้จำเป็นต้องขยายให้กว้างและลึกขึ้นเป็นต้น
หากนับรวมตั้งแต่ต้นจนจบ โครงการตูเจียงเยี่ยนต้องใช้เวลาของสองพ่อลูกเนิ่นนานถึง 20 ปี
ในขณะที่จินเฟิงในชีวิตที่แล้วเคยได้ไปเยี่ยมชมตูเจียงเยี่ยนมาก่อน อีกทั้งยังมีบอลลูนลมร้อนและกล้องส่องทางไกลเป็นผู้ช่วย จึงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถออกสำรวจและออกแบบได้เสร็จสิ้น
ในสมัยหลี่ปิง เขาและบุตรชายระดมผู้คนได้จำนวนน้อย ส่วนจินเฟิงและองค์หญิงเก้าใช้วิธีจ้างงานบรรเทาภัย จึงระดมผู้คนได้มากกว่าหลี่ปิงและบุตรชายนับหลายเท่า
ด้วยเหตุนี้การก่อสร้างจึงรวดเร็วกว่าสมัยหลี่ปิงและบุตรชายเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นระบบกว่าด้วย
ดังนั้นองค์หญิงเก้าจึงหวังว่าจินเฟิงจะสามารถระเบิดภูเขาอวี้เหล่ยได้ก่อนฤดูฝนปีนี้จะมาถึง
“โดยรวมแล้วไม่มีปัญหา ให้ดำเนินการก่อสร้างตามแผนงานต่อไป ตอนที่ขุดคอขวด ข้าคงจัดการเรื่องที่บ้านเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นข้าจะกลับมา”
จินเฟิงวางกล้องส่องทางไกลลง และพยักหน้าด้วยความพอใจ
ครั้นลงมาจากภูเขาอวี้เหล่ย ท้องฟ้าก็มืดมิดเสียแล้ว
เมื่อตกลงเวลานัดหมายกับเว่ยต้าถงในเช้าวันรุ่งขึ้นเรียบร้อยแล้ว จินเฟิงก็กินข้าวแล้วเข้านอน
ทว่าด้วยความกังวลถึงองค์หญิงเก้า จินเฟิงจึงมิได้หลับใหลอย่างสงบนักและมีฝันร้ายรบกวนอยู่ตลอดเวลา
บ้างก็ฝันว่าองค์หญิงเก้าเสด็จกลับ บ้างก็ฝันว่านางประสบภัยในเมืองหลวง
กว่าจะข่มตานอนหลับได้อย่างแท้จริง ต้าหลิวก็มาปลุกเสียแล้ว
“ถึงเวลาออกเดินทางแล้วหรือ?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ตอนนี้เพิ่งยามอิ๋นสามเค่อ ฟ้ายังไม่ทันสาง” ต้าหลิวตอบ “เพียงแต่ใต้เท้าชิ่งมา”
“ใต้เท้าชิ่ง?” จินเฟิงเพิ่งตื่น นอนยังมึนงง “ใต้เท้าชิ่งไหนหรือ?”
ใต้เท้าชิ่งเท่าที่เขารู้จักก็มีเพียงชิ่งซินเหยาผู้เดียว
แต่ชิ่งซินเหยาอยู่ที่เมืองซื่อชวน จะมาหาเขาที่ตูเจียงเยี่ยนในยามวิกาลเช่นนี้ได้อย่างไร
ทันใดนั้นเอง เสียงของต้าหลิวก็เอ่ยขึ้นว่า “ใต้เท้าชิ่ง ชิ่งซินเหยา”
“เป็นเขาจริง ๆ หรือ?”
คิ้วของจินเฟิงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ชิ่งซินเหยามาที่นี่ตอนนี้ได้ ก็คงมีเหตุผลเดียวคือชิ่งมู่หลานคงส่งสัญญาณบอกเขาเมื่อวาน ชิ่งซินเหยาคงรู้แล้วว่าเขารู้เรื่องขององค์หญิงเก้า
“เชิญเขาเข้ามาเถิด”
จินเฟิงลูบหน้าของตนเบา ๆ แล้วเริ่มสวมอาภรณ์
ครั้นท่านออกจากห้องนอน ชิ่งซินเหยาก็รออยู่หน้าโต๊ะทรายจำลองแล้ว
ดังที่จินเฟิงคาดการณ์ ชิ่งซินเหยามีท่าทางเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพราะเขาเร่งรีบมาตลอดคืน
“รบกวนท่านอาจารย์ยามวิกาลเช่นนี้ ข้าต้องขออภัยที่รบกวนการพักผ่อน” ชิ่งซินเหยากล่าวพร้อมกับทำความเคารพ
“ใต้เท้าชิ่งมีข่าวคราวอันใดเกี่ยวกับอู่หยางหรือ?” จินเฟิงเอ่ยถาม
หากนอกเหนือจากนี้ จินเฟิงก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าชิ่งซินเหยาจะมาในยามวิกาลเพราะเหตุใด
“จริงดังที่คาดว่าไม่สามารถปิดบังท่านอาจารย์ได้”
ชิ่งซินเหยากล่าว “ปีที่แล้วมีข่าวของอู่หยางที่เมืองหลวง ข้ากลัวว่ามู่หลานจะกังวลจึงไม่ได้บอกนาง
เมื่อวานบ่ายมู่หลานส่งข่าวมาว่าท่านรู้เรื่องของอู่หยางแล้ว ข้าคิดไปคิดมาจึงตัดสินใจว่าจะบอกท่าน”
“ตอนนี้อู่หยางเป็นอย่างไรบ้าง?” จินเฟิงรีบร้อนถาม
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ชิ่งซินเหยากล่าว “ปีก่อนข้าเคยได้รับจดหมายจากท่านลุง บอกว่าคนของท่านลุงพบเห็นองค์หญิงเก้าที่นอกเมืองหลวงครั้งหนึ่ง ตอนนั้นนางน่าจะเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวง ยังไม่ได้เข้าเมือง สายของท่านลุงเห็นนางอยู่กับทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดง”
“ทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดง?” จินเฟิงขมวดคิ้วมุ่น “ฝ่าบาททรงทราบหรือว่าองค์หญิงเก้าจะเสด็จกลับ?”
ในกองทัพอวี้หลินมีทหารสองพันนายที่สวมชุดเกราะสีแดง จึงถูกเรียกว่า ‘ทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดง’ มีหน้าที่ถวายอารักขาเขตพระราชฐาน
“ผู้ที่สามารถสั่งการทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดงได้ มีเพียงฝ่าบาทเพียงพระองค์เดียว ดังนั้นข้าและท่านลุงจึงคาดเดาว่าองค์หญิงเก้าถูกฝ่าบาทพาตัวไป”
ชิ่งซินเหยาพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของจินเฟิง
“แล้วฝ่าบาทนำตัวนางไปที่ใด?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ข้าไม่ทราบ” ชิ่งซินเหยาส่ายหน้า “ตอนนั้นมีทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดงมากมาย สายลับผู้นั้นเป็นเพียงทหารพิการ ไม่อาจเข้าใกล้เกินไป ไม่อาจติดตามสืบข่าวได้ ภายหลังท่านลุงส่งมือดีออกจากเมือง ทั้งอู่หยางและทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะแดงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้ภายหลังท่านลุงจะสั่งให้สายลับทั้งหมดในเมืองหลวงออกตามหา ก็ยังไม่พบตัว อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยืนยันได้ก็คือ อู่หยางไม่ได้กลับเข้าวังหลวงและไม่ได้กลับไปยังตำหนักในเมืองหลวง”