ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 690 การจากลา
บทที่ 690 การจากลา
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นกังวล ก่อนจะจากเมืองหลวงมา ข้าได้สนทนากับท่านพ่อแล้ว พระองค์รู้ว่าข้ามาที่ซื่อชวนเพื่อทำสิ่งใด หากต้องการจะกลั่นแกล้งข้า พระองค์คงส่งกองทัพมาแล้ว”
องค์หญิงเก้ารับรู้ถึงความกังวลของจินเฟิง จึงยิ้มปลอบใจ
“ฝ่าบาทรู้ว่าเจ้ามาที่ซื่อชวนเพื่อทำสิ่งใด?” จินเฟิงถาม “ก่อนจะมา พระองค์รู้อยู่แล้วว่าจะมาสังหารชายอ้วนสวี?”
“นับตั้งแต่พวกชายอ้วนสวียึดคลังเสบียงของท่านอาจารย์ ข้าก็รู้ว่าพวกเขาต้องตายเป็นแน่ หากข้าไม่ลงมือเอง ท่านอาจารย์ก็คงไม่ปล่อยพวกเขาไว้”
องค์หญิงเก้ามองจินเฟิงอย่างลึกซึ้ง “โชคดีที่ข้ามาทันเวลา!”
“ข้าทำให้เจ้าลำบากแล้ว”
จินเฟิงยื่นมือขึ้นลูบหัวขององค์หญิงเก้า
หลังจากที่องค์หญิงเก้ากลับมาที่ซีเหอวาน นางก็พยายามรักษาระยะห่างกับจินเฟิง
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ แต่เมื่อเห็นจินเฟิงยื่นมือมานางก็พยายามหลบเลี่ยงอยู่เสมอ
แต่เมื่อนึกถึงการจากลาที่กำลังจะเกิดขึ้น นางก็ไม่หลบอีกต่อไปและปล่อยให้มือของจินเฟิงลูบหัวนางไปตามใจที่เขาต้องการ
สัมผัสไออุ่นจากฝ่ามือของจินเฟิง องค์หญิงเก้าหลับตาลงเบา ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “พวกขุนนางช่างอวดเบ่งนัก หนักข้อขึ้นทุกวัน ครั้งนี้คงได้โอกาสกำราบเสียบ้างก็ดี แต่ไม่ใช่เรื่องยากอันใด ข้ากังวลเรื่องของท่านอาจารย์มากกว่า”
“ข้ามีสิ่งใดต้องให้กังวลหรือ?”
“ข้ากังวลว่าจะต้องเป็นศัตรูกับท่าน ต้องรบราฆ่าฟันกัน”
องค์หญิงเก้าทรงจับมือจินเฟิงมาแนบอก “ท่านอาจารย์ ครั้งหน้าหากมีเรื่องเกิดขึ้น ขออย่าเพิ่งถือหอกชักดาบ ปรึกษากับข้าก่อนได้หรือไม่ ปล่อยให้ข้าจัดการเอง เหมือนครั้งนี้”
“อู่หยาง เจ้าเองก็รู้ว่าข้าไม่ชอบความยุ่งยาก หากราชสำนักเห็นใจก็ควรปล่อยให้ประราษฎร์ได้มีทางรอดบ้าง…”
“ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจแล้ว!”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ท่านพ่อของข้าคงจะฟังคำพูดของข้าอยู่บ้าง กลับไปข้าจะเขียนสาส์นกราบทูลเพื่อทูลเกล้าถวายคำแนะนำ”
“ขอให้พระองค์ทรงฟังคำแนะนำเถิด”
จินเฟิงถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วถามว่า “เจ้าจะเดินทางเมื่อใด?”
“พรุ่งนี้” องค์หญิงเก้าตอบ
“รีบร้อนเช่นนี้หรือ?” จินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง “ใกล้ปีใหม่แล้ว รอหลังปีใหม่ค่อยไปไม่ได้หรือ?”
“ตามธรรมเนียมแล้ว ข้าควรจะไปรับราชโองการที่ซื่อชวนตั้งแต่ได้รับสาส์นแล้ว ข้าล่าช้าไปมาก”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “นอกจากไปรับราชโองการแล้ว ที่ขุยโจวและต๋าโจวยังมีท่านอาและวงศ์ญาติอีกสองท่านที่ข้าต้องไปเยี่ยมเยียนในช่วงปีใหม่นี้ มิเช่นนั้นพวกเขาคงจะก่อเรื่องวุ่นวายอีกเป็นแน่”
“ต้องไปจริง ๆ หรือ?” จินเฟิงรู้สึกไม่สบายใจนัก
“ต้องไป มิเช่นนั้นทูตสวรรค์คงจะพาคนบุกมาเค้นถามความผิดที่ซีเหอวานเป็นแน่” องค์หญิงเก้ากล่าวอย่างจนใจ
“พวกมันกล้าหรือ!” จินเฟิงกล่าว “มาที่ซีเหอวานเพื่อถามโทษ ข้าจะหักขาพวกมันให้หมด!”
“ท่านอาจารย์ อย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้อีกเลย…”
“ข้ามิได้กล่าววาจาโกรธเคือง” จินเฟิงก้มลงมององค์หญิงเก้า “อู่หยาง หากเจ้าไม่อยากไปรับราชโองการ ก็อย่าไปสนใจทูตสวรรค์ชั้นเลวพวกนั้นเลย อื่น ๆ ข้ามิอาจรับรองได้ แต่หากเจ้ายังอยู่ในอำเภอจินชวน ข้าย่อมคุ้มครองเจ้าได้อย่างปลอดภัย”
“อู่หยางเชื่อมั่นว่าท่านทำได้ แต่เหตุใดต้องทำเช่นนั้น”
องค์หญิงเก้ายกมือขึ้นประคองใบหน้าของจินเฟิง พลางเงยหน้ามอง “ท่านปรารถนาที่จะเห็นใต้หล้านี้สงบสุข ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขมิใช่หรือ เรื่องเพียงเท่านี้หากเจรจาต่อรองกันย่อมสามารถหาข้อยุติได้ เหตุใดต้องทำเรื่องใหญ่โตถึงขั้นกองทัพลุกเป็นไฟด้วยเล่า?”
“ข้า…”
จินเฟิงก้มหน้าลง รู้สึกตัวว่าเมื่อครู่ตนเองพูดจาใจร้อนเกินไป
“ท่านอาจารย์ อู่หยางรู้ว่าเจ้ารักและเป็นห่วงข้า ข้ารู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก”
องค์หญิงเก้าซบหน้าลงที่อกของจินเฟิง “แต่ข้าก็เป็นถึงองค์หญิง ได้รับเกียรติจากราชสำนัก ก็ต้องแบกรับหน้าที่ของราชสำนักเช่นกัน”
“เช่นนั้น ข้าจะให้พี่เหลียงส่งทหารองครักษ์คุ้มกันเจ้าไปเมืองซื่อชวนก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องแล้ว ข้ามีชิ่นเอ๋อร์ จูเอ๋อร์และยังมีหัวหน้าฉินหมิง ไม่เป็นไรหรอก”
องค์หญิงเก้ากล่าว “ตอนนี้ท่านอาจารย์กำลังเดินทางเพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติ จำเป็นต้องมีผู้คุ้มกันภัยเพื่อคุ้มครองการขนส่งเสบียง ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องส่งคนมาคุ้มครองข้าแล้ว”
“เจ้าต้องจำไว้ว่าห้ามออกจากชวนสู่เด็ดขาด ถ้ามีเรื่องอะไรรีบไปหาสำนักคุ้มภัยและหอการค้าในท้องถิ่น จากนั้นส่งข่าวมาหาข้าทันที เข้าใจหรือไม่?”
จินเฟิงกำชับ
“ข้าเข้าใจแล้ว” องค์หญิงเก้าพยักหน้า
…
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่ องค์หญิงเก้าพร้อมด้วยชิ่นเอ๋อร์และจูเอ๋อร์ออกเดินทางจากซีเหอวาน โดยมีฉินหมิงกับองครักษ์คนอื่นคอยคุ้มกัน
ฝ่ายจินเฟิงก็ดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้ง
ทุกวันนอกจากฟังเสี่ยวอวี้รายงานความก้าวหน้าของงานก่อสร้างจากทุกสารทิศแล้ว ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทดลองในห้องทดลอง
ส่วนผู้ที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในจวนเห็นจะเป็นกวานเสี่ยวโหรว
บางทีอาจเป็นเพราะผ่านวิกฤตในครั้งนี้ หรือบางทีอาจเป็นเพราะการปรากฏตัวขององค์หญิงเก้าที่ทำให้นางรู้สึกหวั่นใจ ช่วงนี้นางจึงดูมีชีวิตชีวามากขึ้น พอมีโอกาสก็จะคะยั้นคะยอให้จินเฟิงมีบุตรด้วย
ในยุคสมัยที่สังคมให้ความสำคัญกับฐานันดรศักดิ์ บุตรชายคนโตย่อมมีสถานะที่แตกต่าง บุตรคนอื่นไม่อาจเทียบได้ กวานเสี่ยวโหรวจะรู้สึกวางใจอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อได้ให้กำเนิดบุตรกับจินเฟิงแล้วเท่านั้น
จินเฟิงรู้ดีถึงความคิดของกวานเสี่ยวโหรว ถึงแม้จะรู้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงปลอดภัยของนาง แต่เขาก็ยังคงให้ความร่วมมือกับนางเสมอ
ถังเสียวเป่ยแซวเรื่องนี้กับกวานเสี่ยวโหรวอยู่หลายครั้ง
เดิมทีกวานเสี่ยวโหรวเป็นคนขี้อาย หากเป็นยามปกติ คงต้องเขินอายกับคำพูดของถังเสียวเป่ยเป็นแน่ แต่ครั้งนี้นางกลับแน่วแน่ ไม่ว่าถังเสียวเป่ยจะพูดอย่างไร พอตกค่ำนางก็จะไปที่ห้องทดลองเพื่อตามจินเฟิงกลับบ้านเสมอ
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า เทศกาลปีใหม่ก็เข้ามาใกล้ทุกที
วันก่อนปีใหม่หนึ่งวัน ขณะกวานเสี่ยวโหรวกำลังกินมื้อเช้า นางถามขึ้นว่า “สามี พรุ่งนี้ก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว เจ้าจะไปเขาเถี่ยกว้านเพื่อสักการะพี่น้องที่เสียชีวิตในสงครามหรือไม่?”
นางได้เผชิญหน้ากับศึกหยางเจวี้ยนหลิ่งด้วยตัวเอง ตอนนั้นภาพของคนงานหญิงที่เสียชีวิตต่อหน้านางยังคงประทับใจในหัวใจ
“ข้าต้องไปแน่นอน” จินเฟิงวางตะเกียบลงพร้อมพยักหน้าเบา ๆ
เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จ จินเฟิงก็พาต้าหลิวและกวานเสี่ยวโหรวมุ่งหน้าไปยังเขาเถี่ยกว้าน
ถังเสียวเป่ยเองก็ขอติดตามไปดูความครื้นเครงด้วย
ฝ่ายจั่วเฟยเฟย เมื่อทราบว่าจินเฟิงมาถึงก็รีบลงจากเขามาต้อนรับ
สิ่งที่ทำให้จินเฟิงประหลาดใจคือ บุคคลที่ยืนเคียงข้างจั่วเฟยเฟยผู้นี้นี่หรือคือสือหลิงอวิ๋น “ท่านอาจารย์ พวกเราได้พบกันอีกแล้ว”
สือหลิงอวิ๋นพบหน้าจินเฟิง นางจึงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ว่าแล้วเชียว ต้องพบกันอีกแน่ ๆ พี่สะใภ้มาที่เขาเถี่ยกว้านได้อย่างไร?”
“ข้าอาศัยอยู่ที่นี่อย่างไรเล่า”
“อาศัยอยู่ที่เขาเถี่ยกว้านงั้นหรือ?” จินเฟิงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับนิ่งอึ้ง
แท้จริงแล้วสือหลิงอวิ๋น คือฮูหยินที่หานเฟิงรับตัวมาจากต้าหม่างพัว นางเป็นผู้มีอิทธิพลในหมู่ผู้อพยพที่ถูกสลักนาบตราไว้บนใบหน้า
บรรดาสตรีมากมายต่างรอดชีวิตมาได้เพราะฟังเรื่องเล่าของนาง
ครั้นจินเฟิงจากเมืองซื่อชวนไป เขาได้ฝากฝังให้จางเหลียงพาบรรดาผู้ประสบภัยไปด้วย สือหลิงอวิ๋นย่อมติดตามมาด้วย
เพียงแต่เขาคิดว่านางจะไปซีเหอวาน หรือไม่ก็ไปที่บ้านของหานเฟิง ไม่คิดว่านางจะมาอยู่ที่เขาเถี่ยกว้าน
แต่นี่ก็เป็นเรื่องของนาง เขาจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่ถามว่า “พี่สะใภ้อยู่ที่เขาเถี่ยกว้านเคยชินแล้วหรือยัง?”
“แน่นอนว่าเคยชินแล้ว ที่เขาเถี่ยกว้านราวกับในบทละคร ทุกคนต่างชอบที่นี่กันมาก”
“ได้ยินเช่นนี้ข้าก็เบาใจแล้ว” จินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย
“สามีที่รัก ท่านผู้นี้คือผู้ใดหรือ?” ถังเสียวเป่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย ขณะเดียวกันก็ลอบมองสำรวจสือหลิงอวิ๋นไปด้วย
“เจ้าเคยอ่านบทละครเรื่องต้าหม่างพัวหรือไม่ นางผู้นี้คือพี่สะใภ้สือหลิงอวิ๋นนั่นเอง” จินเฟิงแนะนำ
“พี่สาวคือสือหลิงอวิ๋นหรือ!”
ถังเสียวเป่ยตาเป็นประกาย ดึงมือของสือหลิงอวิ๋นมากุมไว้พลางกล่าวว่า “ได้ยินผู้คนเขาลือกันว่าเหล่าหานช่างมีบุญนัก ได้ฮูหยินที่งามเลิศทั้งรูปโฉมและสติปัญญา ทั้งยังเชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ วันนี้ข้าจึงได้พบท่านเสียที”