ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 409 เหตุใดท่านจึงมาที่นี่
บทที่ 409 เหตุใดท่านจึงมาที่นี่
……………
ท่ามกลางเสียงลำนำเซียนอันก้องกังวาน มีนกกระเรียนสวรรค์ขนาดมหึมาบินร่อนลงมาเป็นฝูง
องค์เทพยืนตระหง่านอยู่บนปุยเมฆคอยขานรายนาม
นามแรกที่ถูกขานออกมา ก็คือชายชราที่เขาได้เจอวันนี้นี่เอง
“สยงโยว นามรอง เจิ้งซือ”
ขุนนางหนุ่มลอบเบิกตากว้างผ่านช่องว่างระหว่างชายเสื้อ
สิ้นเสียงนั้น ผู้ที่ลุกขึ้นยืนก็คือชายชราที่เขาได้สนทนาระหว่างร่วมทางกันจริงๆ
นกกระเรียนสวรรค์ตัวหนึ่งบินร่อนลงมารับ รัศมีเทพเจิดจ้าเสียจนทำให้พื้นดินสว่างไสวไปทั่วบริเวณ
ขุนนางหนุ่มถึงกับกลั้นหายใจ
ได้ยินเพียงเสียงขององค์เทพบนหมู่เมฆ “สงโยว สงเจิ้งซือ หลังจากช่วงวัยกลางคนได้กลับคืนสู่เหย้า ใช้เวลาครึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการสร้างคุณงามความดี ช่วยเหลือผู้คนมากมาย สั่งสมบารมีมหาศาล ท้ายที่สุดยอมสละชีพเพื่อต้านอุทกภัย ครั้นเยาว์วัยเคยฝึกวรยุทธ์ ผู้คนล้วนนับถือ จึงขอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเทพนักรบแห่งตำหนักจ้าววารี”
ชายชราผู้นั้นก้าวขึ้นหลังนกกระเรียน แล้วโบยบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์ไป
เทพพิทักษ์ขานนามลำดับที่สองต่อ
“โจวจื่อหมิน…”
สิ้นเสียง ผู้ที่ยืนขึ้นมากลับเป็นขุนนางหนุ่มที่เพิ่งจะร่วมร่ำสุรา ขับขานบทเพลง และร่ายบทกวีเสวนากับเขาเมื่อหัวค่ำนี่เอง ขุนนางหนุ่มเพียงขยับกายเล็กน้อย รูปโฉมก็พลันเปลี่ยนไป รอจนเทพพิทักษ์กล่าวถึงคุณงามความดีในอดีตและตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งเสร็จสิ้น เขาก็ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม แล้วขี่นกกระเรียนเหินฟ้าตามไป
รัศมีเทพที่สาดส่องลงมาจากประตูสวรรค์เหนือศีรษะแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งเขาจุนเจ่อ ส่งผลให้ขุนเขาแห่งนี้ดูวิจิตรตระการตาเหนือสามัญ
เหล่านกกระเรียนต่างบินวนเวียนสูงขึ้นไปตามลำแสงเทพนั้น ยิ่งสูงขึ้นเท่าใด เทพเซียนที่นั่งอยู่บนหลังนกกระเรียนก็ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทีละชั้น เมื่อบินไปถึงระดับเดียวกับหมู่เมฆและเหล่าทวยเทพบนสวรรค์ ร่างของดวงวิญญาณเหล่านั้นก็เริ่มแผ่รัศมีเทพออกมา แม้แต่เครื่องแต่งกายและรูปลักษณ์ก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ขุนนางหนุ่มมองภาพนั้นจนตาค้าง
มิน่าเล่า… เมื่อตอนหัวค่ำคนผู้นี้ถึงได้บ่ายเบี่ยงว่าตนเองมิอาจดื่มสุรา แม้แต่เนื้อย่างหอมฉุยก็ไม่ยอมกิน เอาแต่พูดคุยเรื่องสายลมพัดพาจันทรากระจ่าง ร่ายกวีเสวนาอย่างออกรส เผยท่าทีร่าเริงแจ่มใสแต่กลับแฝงไปด้วยไหวพริบปฏิภาณขั้นสูง เกรงว่าต่อให้ขุนนางหนุ่มแซ่เหวยมิได้รับการชี้แนะจากซ่งโหยว และยังคงคอยจับผิดว่าผู้ใดเป็นเซียนอยู่อย่างเคย ก็คงไม่มีทางระแคะระคายคนผู้นี้เลย
ได้แต่ชื่นชมความไม่ธรรมดาของเทพเซียนเหล่านี้
มิน่าเล่าถึงได้เป็นเทพเซียน…
“เซวียนเหอจื่อ…”
ผู้ที่ลุกขึ้นยืนในครานี้ ยิ่งทำให้ขุนนางหนุ่มอึ้งกว่าเก่า
กลับเป็นขุนนางร่างอ้วนพุงพลุ้ยและชายแบกหามทั้งสองที่ได้พบเจอระหว่างทาง
ทว่าผู้ที่ได้ขึ้นสวรรค์นั้นหาใช่ขุนนางร่างท้วม แต่เป็นหนึ่งในชายแบกหามต่างหาก
ร่างกายของคนผู้นั้นพลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นนักพรตเฒ่า ผมเผ้าและหนวดเคราล้วนขาวโพลน ครั้นเขาพ่นลมหายใจออกมา ทั้งขุนนางร่างท้วม ชายแบกหามอีกคนและเก้าอี้ไม้ไผ่ต่างก็มลายหายไปกลายเป็นควันสีเขียว เมื่อองค์เทพขานประวัติการทำความดีและตำแหน่งเทพเสร็จสิ้น เขาก็ขึ้นหลังนกกระเรียนเหินสู่เวหาไปเช่นกัน
เป็นไปตามที่ขุนนางหนุ่มคาดการณ์ไว้ คนพวกนั้นล้วนได้เป็นเทพเซียนเพราะอุทกภัยที่เฟิงโจวและเหยาโจว และเพราะเหตุนี้จึงได้กลายเป็นเทพวารีทั้งสิ้น
ดูเหมือนว่านักพรตเฒ่าจะมีลำดับยศสูงสุดและได้รับตำแหน่งสำคัญ คงเป็นเพราะยามมีชีวิตอยู่บำเพ็ญตบะไว้สูงส่งนั่นเอง
ขุนนางหนุ่มลอบมองตาไม่กะพริบ ทว่าในใจหาได้มีความอิจฉาริษยาไม่ เขากลับรู้สึกซาบซึ้งใจมากกว่าที่ครั้งหนึ่งเคยได้ร่วมเดินทางขึ้นเขาและสนทนากับผู้มีศีลธรรมสูงส่งเช่นนี้ ทั้งยังตื่นเต้นที่ตนได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่ปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลายอาจได้ยินมาจากเรื่องเล่าหรืออ่านจากตำรา แม้จะไม่ได้ช่วยยกระดับชีวิตเขาในทันใด แต่อย่างน้อยการเดินทางครั้งนี้ก็ไม่เสียเที่ยวแล้ว เขายังนึกขบขันอยู่ในใจว่าเทพเซียนเหล่านี้ต่างพยายามสำแดงอิทธิฤทธิ์มากมายเพื่อมิให้มนุษย์เดินดินมองออก ช่างน่าสนใจเหลือเกิน หากนำไปเขียนเป็นเรื่องราวและเล่าให้ผู้อื่นฟัง คนส่วนใหญ่ก็คงมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหล
แต่ถึงกระนั้นเขากลับรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของนักพรตซ่ง
หากมิได้นักพรตซ่ง เขาคงไม่ได้เห็นภาพนี้หรอก
ไม่รู้ว่าในยามนี้นักพรตซ่งกำลังมองดูภาพเหตุการณ์นี้อยู่ด้วยหรือไม่ และจะรู้สึกว่ามันน่าสนใจเหมือนที่เขารู้สึกหรือไม่
แต่ทันใดนั้น นักพรตเฒ่าที่กำลังนั่งบนหลังนกกระเรียนเหินฟ้าไปกลับก้มหน้าลงกวาดสายตามายังเบื้องล่าง ก่อนจะแย้มยิ้มออกมา
“ไม่คิดเลยว่าท่านจะยังตื่นอยู่…”
ขุนนางหนุ่มชะงักงันไปทันที เขารีบทำตัวแข็งทื่อมิกล้าขยับเขยื้อน
แม้จะรู้ว่าเทพเซียนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีศีลธรรม ย่อมไม่ทำร้ายผู้คนโดยไร้เหตุผล แต่เขาก็เกรงว่าหากมีเทพองค์ใดองค์หนึ่งร่อนลงมาคารวะและสนทนากับเขาอย่างนอบน้อม ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา เสกให้เขาหลับใหลไปในบัดดล ครั้นตื่นขึ้นมาก็ลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง
หากเป็นเช่นนั้น สู้โดนเทพเซียนทุบตีสักมื้อยังจะดีเสียกว่า
ทว่าสายตาของนักพรตเฒ่าผู้นั้นกลับเบนไปยังเบื้องหลังของเขาแทน
ซึ่งเป็นทิศทางที่นักพรตซ่งนั่งอยู่…
ถือว่าวิธีที่เหล่าดวงวิญญาณผู้กำลังจะจุติเป็นเทพเซียนใช้ปิดบังไม่ให้มนุษย์มองออกหรือมารบกวนนั้นน่าสนใจอยู่พอตัว ทว่ายามนี้ซ่งโหยวกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจแล้ว เพราะเขามองเห็นตัวตนที่แท้จริงของว่าที่เทพเหล่านี้ตั้งแต่ระหว่างทางขึ้นเขาตอนกลางวันแล้ว ไม่ว่าจะจำแลงกายหรือร่ายอาคมใดก็ล้วนมองออกทั้งสิ้น เขาเห็นมาตั้งแต่แรก บัดนี้จึงไม่จำเป็นต้องรู้สึกตื่นเต้นแล้ว
ยามนี้เขาย่อมมองหาสิ่งอื่นแทน
เมื่อกลางวันเขาสัมผัสได้ถึงความลึกล้ำของพลังวิญญาณบนเขาแห่งนี้ ผสานกับที่ได้นำตำแหน่งทางภูมิศาสตร์มาเชื่อมโยงดู ก็พอจะรู้แล้วว่าเหตุใดที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่าอยู่ใกล้สวรรค์ที่สุด และเหตุใดเหล่าเทพเซียนจะต้องจุติสู่สรวงสวรรค์ผ่านเส้นทางนี้ ยามนี้ได้เห็นกับตาก็ยิ่งกระจ่าง เสมือนเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐาน
ดูแล้วหลักการถือกำเนิดของวิมานสวรรค์ในครั้นอดีตกาลและนรกภูมิจะไม่ต่างกันมากนัก
เช่นนั้นแล้วบนวิมานสวรรค์ย่อมมีดินห้าทิศเช่นกัน
บนเขาจุนเจ่อแห่งนี้ก็มีดินห้าทิศปะปนอยู่ แม้เป็นเพียงก้อนดินเล็กจิ๋วก็เพียงพอจะเชื่อมโยงสรวงสวรรค์เข้ากับแดนปุถุขนแล้ว เปรียบเสมือนประตูสู่วิมานสวรรค์
เหล่าเทพเซียนในวันนี้ล้วนเป็นเทพเกิดใหม่และเทพชั้นผู้น้อย ยังไม่ได้รับแรงศรัทธาจากผู้คนมากนัก ย่อมไม่อาจสร้างร่างจำแลงเทพขึ้นมาได้ในเวลาอันสั้น พวกเขาจึงไร้ซึ่งหนทางและไม่มีฤทธิ์เดชมากพอจะเหินฟ้าสู่สวรรค์ได้ด้วยตนเอง จึงต้องใช้ที่แห่งนี้เป็นทางผ่าน ทั้งต้องพึ่งพารัศมีเทพจากวิมานสวรรค์เพื่อช่วยหล่อหลอมร่างจำแลงเทพให้สมบูรณ์ เมื่อมีร่างจำแลงแล้วจึงจะนับเป็นเทพโดยสมบูรณ์ และการจุติผ่านเส้นทางอันเป็นจุดกำเนิดแห้งวิมานสวรรค์นั้นก็เปรียบเสมือนเป็นการถูกยอมรับโดยสรวงสวรรค์นั่นเอง หลังจากนี้หากจะขึ้นสวรรค์หรือลงมาจุติ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เส้นทางนี้แล้ว
มนุษย์เดินดินเองก็ขึ้นสวรรค์จากที่นี่ได้เช่นกัน
ซ่งโหยวยังรู้สึกได้ลางๆ ว่า แม้เทพทั่วไปจะไม่ได้ใช้เส้นทางทะยานฟ้าทั้งห้าสายนี้ แต่การใช้ศาลเจ้าและรูปเคารพเป็นทางผ่านในการไปมาหาสู่ระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์ ก็ยังคงมีความเกี่ยวพันกับเส้นทางทั้งห้าสายนี้อยู่ดี
ในขณะที่เขากำลังขบคิด นักพรตเฒ่าผู้นั้นก็ทอดสายตาลงมายังเขา
คงเป็นเพราะเคยพบกันระหว่างทาง ในฐานะที่เป็นนักพรตด้วยกัน นักพรตเฒ่าจึงให้ความสนใจซ่งโหยวมากเป็นพิเศษ เขาล่วงรู้ว่าซ่งโหยวมีตบะแก่กล้า ยามที่ต้องทะยานสู่สวรรค์ในค่ำคืนนี้ จึงจงใจมองหาซ่งโหยว เพื่อจะดูว่าเขาหลับไปหรือยัง
ซ่งโหยวไม่ได้หลับและไม่ได้คิดจะปิดบังแต่อย่างใด
จะมองก็มองเถิด ใครเล่าจะไม่อยากเห็นภาพตรงหน้า
เมื่อเห็นนักพรตเฒ่าที่นั่งอยู่บนหลังนกกระเรียนที่กำลังโบยบินอยู่บนหนทางสู่แดนสวรรค์กำลังส่งยิ้มและทอดสายตามองมา ซ่งโหยวก็ลูบศีรษะแม่นางสามสี ก่อนจะลุกขึ้นประสานมือคารวะอย่างสุภาพนอบน้อม
แม้เด็กหญิงตัวน้อยจะยังไม่ประสีประสา แต่ก็ลุกขึ้นยืนคารวะตามซ่งโหยว
ในขณะเดียวกันทวยเทพบนหมู่เมฆและเทพอีกสององค์ที่กำลังเดินทางไปรับตำแหน่ง ต่างก็มองตามสายตาของนักพรตเฒ่ามายังซ่งโหยว
เทพผู้นำขบวนถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
เขามองซ้ายมองขวา ครั้นเห็นว่าทุกอย่างยังปกติจึงพอสงบลงได้บ้าง แต่ก็ไม่วายจะเก็บพู่กันเทวะและโองการสวรรค์ในมือลง ก่อนจะค้อมกายคารวะลงมายังเบื้องล่าง
“เหตุใดท่านจึงมาถึงที่นี่เล่า”
เป็นเทพผู้คอยถือพู่กันให้องค์จักรพรรดิชื่อจินนี่เอง ดูท่าคงไม่ได้เป็นเพียงเทพองค์สนิทของจักรพรรดิ แต่ยังเป็นผู้จัดการเรื่องการแต่งตั้งและโยกย้ายตำแหน่งของเทพบนสวรรค์ด้วย
“บังเอิญพเนจรผ่านมา”
“…”
แววตาขององค์เทพวูบไหวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามต่อ “ท่านไม่ได้อยู่ที่เขาเยี่ยซานหรอกหรือ มาเยือนที่แห่งนี้ด้วยเหตุอันใด”
“ข้าจัดการเรื่องเขาเยี่ยซานเรียบร้อยแล้ว ย่อมถึงเวลาออกพเนจรต่อไปยังแคว้นเหยาโจวทางตอนใต้ เขาจุนเจ่อแห่งนี้ก็เป็นขุนเขาเลื่องชื่อแห่งใต้หล้า เหตุใดข้าจะไม่มาเยี่ยมชมเล่า” ซ่งโหยวจ้องมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย “หรือท่านเห็นว่ายามนี้ข้าควรหลีกเลี่ยงสถานที่แห่งนี้”
“หามิได้ หามิได้…”
แววตาขององค์เทพยังคงสั่นไหว
ครานั้นเอง นกกระเรียนที่แบกนักพรตเฒ่าก็บินขึ้นมาสู่ถึงระดับหมู่เมฆแล้ว รัศมีเทพได้ช่วยหล่อหลอมร่างจำแลงเทพให้เขาจนสมบูรณ์ เส้นทางทะยานฟ้าช่วยยืนยันว่าเขาได้รับการยอมรับจากสรวงสวรรค์ เมื่อองค์เทพเห็นว่าเทพองค์สุดท้ายที่เขามาต้อนรับในครานี้เข้าประจำที่เรียบร้อย แม้ในใจจะยังคงหวาดหวั่น แต่ก็ตัดสินใจไม่ถามสิ่งใดต่อ เพียงแต่จะนำความไปกราบทูลองค์จักรพรรดิตามจริง คิดดังนั้นแล้วก็ประสานมือคารวะ
“ข้ามาที่นี่เพื่อต้อนรับเหล่าผู้มีศีลธรรมแห่งแดนปุถุชนให้ขึ้นไปรับตำแหน่งบนวิมานสวรรค์ หลังจากนี้ยังต้องทำการมอบหมายหน้าที่เทพอีกมากมาย มีภารกิจรัดตัวนัก คงไม่อาจรบกวนการบำเพ็ญตบะและสุนทรียภาพของท่านไปนานกว่านี้แล้ว”
“ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
เหล่าเทพเซียนขี่นกกระเรียนเหินเมฆาจากไป เสียงลำนำเซียนพลันแผ่วเบาลง
หมู่เมฆาลอยวนกลับมาบดบังดวงจันทร์อีกครั้ง
ตำหนักและหอคอยบนฟากฟ้าค่อยๆ เลือนหาย ประตูสู่สวรรค์ปิดลงอย่างช้าๆ รัศมีเทพอันตรธานสิ้น ภาพเหตุการณ์เหนือปฐพีทั้งหมดเปรียบเสมือนภาพลวงตาที่ถูกลมพัดปลิวหายไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาแทนที่คือแสงสีแดงฉานที่อาบไล้ขอบฟ้าสลับกับหมู่เมฆ รังสีสีแดงเส้นหนึ่งพุ่งทะลุออกมาสาดส่องมายังเขาจุนเจ่อ
ทั่วทั้งขุนเขาพลันถูกย้อมด้วยสีแดง
ผู้คนเริ่มทยอยตื่นขึ้น บ้างก็สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจครั้นลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นภาพดวงตะวันฉายแสง แม้เมื่อคืนจะไม่ได้เห็นเทพเซียนจุติสู่สวรรค์ แต่การได้เห็นแสงสีชาดอาบไล้ยอดเขาจุนเจ่อ ก็นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นยิ่งนัก ต่างพากันปลุกสหายหรือมิตรสหายใหม่ข้างกายให้ตื่น ผู้คนเริ่มตื่นจากห้วงนิทรา บ้างก็กระโดดโลดเต้น บ้างก็โห่ร้องลั่นขุนเขาด้วยความยินดี
เพียงชั่วเวลาอันสั้น ความเงียบสงัดในหุบเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความคึกคัก ผืนดินและแผ่นฟ้าเปลี่ยนผ่านจากราตรีกาลสู่รุ่งอรุณรวดเร็วเสียจนขุนนางหนุ่มแทบจะปรับตัวไม่ทัน
เขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังโห่ร้องยินดีกับแสงแรกแห่งวัน คอยยืดตัวมองไปทางไกล ก็พบว่านักพรตหนุ่มที่บังเอิญพบเจอระหว่างทางกำลังจัดเตรียมสัมภาระ โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยคอยช่วยเหลืออย่างขยันขันแข็งอยู่ข้างกาย
ถุงใส่ผ้าถูกนำขึ้นไปวางบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว
นักพรตหนุ่มหันกลับมาแย้มยิ้มพร้อมกับประสานมือคารวะให้ขุนนางหนุ่มท่ามกลางฝูงชนจากระยะไกล ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ขุนนางหนุ่มยังคงยืนอึ้งราวกับสติยังมิเข้ารูปเข้ารอย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้คิดที่จะตามไปถามไถ่ให้กระจ่างตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาจึงได้แต่ยืนประสานมือคารวะอยู่ที่เดิม คอยมองตามแผ่นหลังของนักพรตหนุ่มที่เดินห่างออกไปเรื่อย
“พี่เหวย มองอะไรอยู่หรือ”
“เปล่า… ไม่มีอะไร…”
“ฮ่าๆ พวกเรานี่ช่างโชคดีจริงๆ! ได้ยินว่าที่เขาจุนเจ่อแห่งนี้ ในหนึ่งปีจะมีวันที่เห็นตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าไม่ถึงหกสิบวัน แม้เมื่อคืนจะไม่ได้เจอเทพเซียน แต่ได้เห็นแสงตะวันไล้ไปตามแนวภูเขาเช่นนี้ ก็นับว่ามีวาสนายิ่งนัก!”
“นั่นสินะ…”
ขุนนางหนุ่มค่อยๆ ละสายตากลับมา
บัดนี้ในใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
ต่อให้นำสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครู่ไปเล่าให้ผู้ใดฟัง เกรงว่าคงมีน้อยคนนักที่จะเชื่อ
……………