Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 478 สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง เทพผู้สร้างโลก

  1. Home
  2. ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน
  3. ตอนที่ 478 สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง เทพผู้สร้างโลก
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

แสงเจิดจ้าบดบังสายตาขณะที่ประสาทสัมผัสของเจียงฉางเชิงพร่ามัวลงเรื่อยๆ ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกเหมือนฟ้าดินกำลังหมุนคว้าง เจียงฉางเชิงคุ้นเคยกับความรู้สึกเช่นนี้แล้วจึงไม่เกิดอาการผิดปกติแต่อย่างใด เวลาผ่านไปราวห้าลมหายใจ ในที่สุดเจียงฉางเชิงก็ลืมตาขึ้นในใจเขาโอบกอดความคาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการเทศนาของผูใด อย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มความรอบรู้ให้เขา สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในม่านสายตาของเขาคือทิวเขาที่ทอดยาวสูงต่ำอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม ทะเลเมฆบนท้องฟ้าซ้อนเหลื่อมเป็นชั้นทำให้ท้องนภาแลดูสูงอย่างยิ่ง

“ที่นี่มัน…”

เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว เขาเงยหน้ามอง แต่มองไม่เห็นร่างของผู้บำเพ็ญเซียนคนใดบนท้องฟ้า มีวิหคจำนวนหนึ่งกำลังบินเป็นวง เขาทะยานร่างเหาะขึ้นไปด้านบนแล้วพบว่าตนเองเหาะได้ เขายังรู้สึกถึงพลังอาคมของตนเองอีกด้วย ราวกับว่าเขาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างไรอย่างนั้น แต่เมื่อสัมผัสพลังดูอย่างถี่ถ้วนเขากลับจับความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้ได้ นั่นก็คือเขาไม่อาจใช้พลังแห่งกรรมกับพลังแห่งสังสารวัฏได้ แล้วยังสัมผัสโลกแห่งมรรคาในดวงวิญญาณไม่ได้อีกด้วย ดูท่าเขาจะยังอยู่ในภาพมายาเพียงแต่ภาพมายาหนนี้เหมือนจริงยิ่งกว่าเดิม เจียงฉางเชิงสงสัยใคร่รู้มาตลอดว่าจิตหวนสดับหลักคำสอนเป็นพลังเช่นไร มันเป็นเพียงภาพมายาจริงๆ หรือว่ามันส่งเขากลับไปยังอดีต แล้วภาพมายาในด่านเคราะห์สวรรค์มีเพื่อจุดประสงค์อันใด เจียงฉางเชิงทอดสายตามองจากบนท้องฟ้า ทันใดนั้นเขาก็เห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินทางอยู่ไกลๆ บนภูเขา เขาเหาะไปทางนั้นแล้วร่อนลงไปบนไหล่เขา ก่อนจะเดินเข้าไปหาคนผู้นั้น

คนผู้นั้นสวมอาภรณ์สีขาวมือถือฝักกระบี่สวมหมวกฟางบนศีรษะ ตรงเอวห้อยถุงเก็บของอยู่สามใบ สายลมบนภูเขาพัดอาภรณ์ของเขาให้พลิ้วไหวทำให้เขาแลดูเป็นคนเจ้าสำราญ

เจียงฉางเชิงเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดแล้วเอ่ยปากถามว่า “ขอถามสหายนักพรตที่แห่งนี้คือที่ใดหรือ” ได้ยินคำนั้นอีกฝ่ายกลับไม่ตอบแต่เดินเข้ามาหาเขา

จนระยะห่างระหว่างสองคนเหลือเพียงสิบก้าว อีกฝ่ายถึงหยุดแล้วเงยหน้ามองเขา

เจียงฉางเชิงเห็นโฉมหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน ตอนนั้นเองเขามีดวงเนตรมหามรรคาในพริบตา

บุรุษอาภรณ์สีขาวดูเหมือนจะอายุยี่สิบต้นๆ เขายังเยาว์วัยยิ่งนัก เขามองสำรวจเจียงฉางเชิงแล้วยิ้มเย้า “บนโลกใบนี้มีผู้ใดไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใดด้วยหรือ”

“ข้าน้อยพลัดเข้ามาในค่ายกลเคลื่อนย้ายระหว่างฝึกวิชาจึงถูกส่งมาที่นี่ ไม่ทราบจริงๆ ว่าที่แห่งนี้คือที่ใด” เจียงฉางเชิงตอบอย่างเยือกเย็น

บุรุษอาภรณ์สีขาวส่ายหน้าเอ่ยว่า “ที่แห่งนี้คือยอดเขาเซียนอีกาทอง หากเจ้าพลัดลงเขามาจริงข้าแนะนำให้เจ้ามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกไปให้ห่างจากที่แห่งนี้เสีย มิฉะนั้นยามอีกาทองถือกำเนิดเพลิงสุริยันจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งในระยะหมื่นลี้จนหมดสิ้น”

ยอดเขาเซียนอีกาทองอย่างนั้นหรือ

เจียงฉางเชิงถามอย่างไม่เผยพิรุธอันใดบนใบหน้าที่แห่งนี้คือสถานที่เทศนาของอีกาทองอย่างนั้นหรือ

บุรุษอาภรณ์สีขาวได้ยินประโยคนี้ก็แคนหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว “ที่แท้เจ้าก็มาตามหาวาสนาเซียนที่แห่งนี้ใช่ สถานที่เทศนาที่ไหนเล่า ยอดเขาเซียนอีกาทองคือสถานที่ทำรังของอีกาทองต่างหาก ไม่มีผู้ยิ่งใหญ่คนใดมาเทศนาสั่งสอนวิชาที่นี่หรอก”

“เช่นนั้นเหตุใดสหายนักพรตจึงมาที่นี่เล่า”

“ยอมต้องมาเพื่ออีกาทองนะสิ สหายนักพรตเจ้ามีคำถามมากเกินไปแล้ว หากถามต่ออีกระหว่างเจ้ากับข้าคงได้มีกรรมผูกกันพอดี”

บุรุษอาภรณ์สีขาวยกกระบี่ในมือขึ้นมาแล้วเอ่ยด้วยสีหน้ารำคาญ

เจียงฉางเชิงกลับคลี่ยิ้ม เจ้าหมอนี่จิตใจดีแต่แสร้งทำตัวร้ายกาจ ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกสนิทสนมกับอีกฝ่ายอย่างประหลาด อุตส่าห์ศึกษามรรคาแห่งกรรมมาเนิ่นนานถึงเพียงนั้น ต่อให้ยามนี้ไม่มีพลังแห่งกรรมอยู่บนร่างเขาก็ยังมีสัมผัสเฉียบคมต่อกรรมอย่างยิ่งยวดอยู่ดี หลังจากสนทนากันครู่หนึ่งในใจเขาก็มีข้อสันนิษฐานบางอย่างแล้ว เจียงฉางเชิงยิ้มแย้มถามว่า “ขอถามสหายนักพรตแซเจียงใช่หรือไม่”

ซึ้ง!

บุรุษอาภรณ์สีขาวชักกระบี่ออกมาทันที ปลายกระบี่ชี้มาที่เจียงฉางเชิงพร้อมกับเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ เหตุใดจึงสะกดรอยตามข้า”

เจียงฉางเชิงหัวเราะ “ข้าเองก็แซเจียงเช่นกัน”

“จะพิสูจน์อย่างไรเล่า” บุรุษอาภรณ์สีขาวขมวดคิ้วกระบี่จ่อแล้วถามเสียงเข้ม

เจียงฉางเชิงแววตาสั่นไหววูบหนึ่งดวงเนตรมหามรรคาก็ปรากฏบนหน้าผาก บุรุษอาภรณ์สีขาวเห็นสิ่งนั้นพลันเบิกตา แต่ยังไม่วางกระบี่ลง

“เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่” บุรุษอาภรณ์สีขาวจ้องเจียงฉางเชิงเขม็งแล้วถามเสียงดุดัน

เจียงฉางเชิงขมวดคิว หรือว่าในอนาคตภายในสกุลเจียงมิปรองดองกันอย่างนั้นหรือ พอลองคิดให้ละเอียดแล้วก็เป็นไปได้มากจริงๆ กระทั่งเจียงจืออวิ๋นกับเจียงซิวสองพ่อลูกคู่นี้ยังทะเลาะกันได้ นับประสาอะไรกับลูกหลานรุ่นหลัง ยิ่งสกุลเจียงมีอำนาจมาก ความขัดแย้งภายในย่อมมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

แต่พอเขามาถึงที่นี่ใกล้ๆ ก็มีเพียงบุรุษอาภรณ์สีขาวผู้นี้ นี่หมายความว่าหากเขาต้องการไปจากภาพมายาก็ต้องหาวิธีเข้าใกล้ตัวของบุรุษอาภรณ์สีขาว

เห็นเจียงฉางเชิงนิ่งเงียบไม่พูดจา บุรุษอาภรณ์สีขาวก็เหินร่างขึ้นฟ้า เขาขว้างกระบี่วิเศษในมือออกไป สองเท้าก้าวไปเหยียบบนตัวกระบี่แล้วขี่กระบี่เหาะไปทางตะวันออก

เจียงฉางเชิงอึ้งไปชั่วภูบ จะหนีไปเช่นนี้เลยหรือ หรือว่าเจ้าหมอนี่ถูกสกุลเจียงไล่ล่าอยู่

เจียงฉางเชิงมองออกว่าอีกฝ่ายพลังอยู่แค่ขั้นเซียนอิสระ ดังนั้นย่อมไม่เป็นภัยคุกคามต่อตัวเขา แม้เขาเชื่อว่าที่แห่งนี้เป็นเพียงภาพมายาแต่ภาพมายานี้สมจริงยิ่งนัก ถ้าเขามองพลังของบุรุษอาภรณ์สีขาวไม่ออกละก็ เขาคงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าใกล้ฝ่ายแน

บุรุษอาภรณ์สีขาวเหยียบกระบี่บินข้ามภูเขาสูงลูกแล้วลูกเล่า สีหน้าของเขาถมึงทึงนัก แม้เหลือบมองไปด้านหลังแล้วไม่พบร่างของเจียงฉางเชิงไล่ตามมา จิตใจของเขาก็ยังเคร่งเครียด

“บัดซบ ผลัดถึงตาข้าเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ หรือว่าคนในตระกูลของข้า…”

บุรุษอาภรณ์สีขาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่มีท่าทางสบายอกสบายใจสุขสำราญอย่างก่อนหน้านี้อีกแล้ว ในตอนนีเองเบื้องหน้าก็พลันมีร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้น บุรุษอาภรณ์สีขาวตกใจจนหยุดชะงัก ร่างนั้นก็คือเจียงฉางเชิงนั่นเอง

บุรุษอาภรณ์สีขาวเห็นชายหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามจนแทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบผู้นี้ก็เคร่งเครียดจนถึงขีดสุด

เร็วนัก จับสัมผัสไม่ได้สักนิด…อีกฝ่ายเป็นเซียนพิภพอย่างนั้นหรือ

บุรุษอาภรณ์สีขาวกำกระบี่ในมือแน่น เขาไม่คิดจะหมุนตัวหนีไปอีกทางเพราะเวลานี้หากหันหลังให้อีกฝ่ายซ้ำย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

เจียงฉางเชิงหัวเราะ “ไม่ต้องกังวลนักหรอก ไม่ว่าเหตุใดเจ้าจึงหวาดกลัวคนสกุลเจียงเช่นนี้ ข้ารับประกันกับเจ้าได้ว่าข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้าอย่างแน่นอน ความจริงแล้วข้าจับพลัดจับผลูมาถึงสถานที่แห่งนี้ ข้าเองก็อยากออกไป หากเจ้าช่วยข้าได้ข้าจะถ่ายทอดพลังอภินิหารให้เจ้า ช่วยให้เจ้าหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากในเร็ววัน”

บุรุษอาภรณ์สีขาวสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา ความคิดตกอยู่ในห้วงความสับสน

ตอนนั้นเองเจียงฉางเชิงก็เพ่งกระแสจิตเพียงวูบเดียว ขุนเขาธาราในระยะหมื่นลี้ก็พลันหายวับ ฟาดินมืดทะมึน บุรุษอาภรณ์สีขาวตกตะลึง เขาเงยหน้ามองตามสัญชาตญาณแล้วเห็นขุนเขาธาราเหล่านั้นลอยคว้างอยู่เหนือศีรษะ

นี่มัน…

บุรุษอาภรณ์สีขาวตาโตอ้าปากค้าง สีหน้าของเขาประหนึ่งเห็นผีกลางวันแสกๆ

มุมปากของเจียงฉางเชิงโค้งขึ้นนิดๆ ภูเขาที่ลอยเควงคว้างอยู่บนท้องฟ้าพลันหายวับไป ขุนเขาธาราเบื้องล่างฟื้นกลับคืนสภาพเดิมอีกครั้ง บุรุษอาภรณ์สีขาวหยืนตะลึงงันอยู่กับที่

“สิ่งนี้เรียกว่าอภินิหารเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี ข้าสอนเจ้าได้” เจียงฉางเชิงคลี่ยิ้ม รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนยิ่งนัก ทว่ามันกลับนำแรงกดดันมหาศาลมาให้บุรุษอาภรณ์สีขาว

นี่มิใช่วิชาลวงตาอย่างแน่นอน เมื่อครู่สายลมกับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินต่างเปลี่ยนไปหมด…’ ในใจบุรุษอาภรณ์สีขาวคิดอย่างตกตะลึง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นพลังอภินิหาร แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นพลังอภินิหารที่พิสดารและยิ่งใหญ่เช่นนี้ เปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี… ช่างเป็นชื่อที่ยิ่งใหญ่นัก!

หากอีกฝ่ายอยากสังหารเขาเขาต้องหนีไม่รอดแน…

บุรุษอาภรณ์สีขาวสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ได้ ข้ายินดีบอกเจ้า”

เจียงฉางเชิงหันกลับมายิ้มให้ “ถ้าเช่นนั้นก็เปลี่ยนสถานที่สนทนาสักหน่อยเถิด”

กล่าวจบเขาก็เหินลงไปเบื้องล่าง บุรุษอาภรณ์สีขาวไม่เล่นตุกติกเขาตามหลังไปติดๆ ทั้งสองคนมาถึงป่าผืนหนึ่งแล้วนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้

บุรุษอาภรณ์สีขาวถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ข้ามีนามว่าเจียงสวิน มาจากตระกูลสาขาของเผ่าเจียง สืบเชื้อสายมาจากท่านบรรพบุรุษเสวียนเหนียน นับเป็นทายาทรุ่นหลังของจักรพรรดิเซียน หนึ่งพันปีที่ผ่านมาเผ่าเจียงสายรองที่ข้าสังกัดอยู่ขัดแย้งกับสายรองที่แข็งแกร่งกว่าอีกสายหนึ่ง ฝั่งนั้นออกปล้นชิงพลังดวงเนตรมหามรรคาของลูกหลานเผ่าเจียงอย่างเหิมเกริม สาเหตุที่ข้าเดินทางมาที่นี่ที่ยอดเขาเซียนอีกาทองก็เพราะอยากช่วงชิงร่างของอีกาทองให้หลุดพ้นจากชะตากรรมของเผ่าเจียง…”

สืบเชื้อสายมาจากเสวียนเหนียน?

หมายถึงเจียงเสวียนเหนียนนะหรือ แล้วจักรพรรดิเซียนคือระดับขั้นใด หรือว่าเป็นคำเรียกขานเท่านั้น แต่แดนสวรรค์ไม่มีตำแหน่งจักรพรรดิเซียนเสียหน่อย

เจียงฉางเชิงฟังไปพลางขบคิดไปพลาง

ที่แห่งนี้คืออนาคตจริงๆ ทั้งยังเป็นอนาคตที่ห่างไกลมากอีกด้วย แม้แต่แดนสวรรค์ก็กลายเป็นตำนานยุคโบราณไปเสียแล้ว ฟังจากที่เจียงสวินเล่า จักรพรรดิสวรรค์ได้พาแดนสวรรค์ยุคโบราณเหินสู่เบื้องบนไปจากสามพันโลกแล้ว ยามนี้ผู้ที่ปกครองโลกทั้งสามพันใบอยู่คือสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง เผ่าสายรองของสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงมีมากกว่าพันสาย สายรองที่เจียงสวินอยู่นับเป็นสายรองที่อ่อนแอ ฐานะต่ำต้อย ภายในเผ่าเจียงแบ่งลำดับขั้นอย่างเคร่งครัด ระหว่างสายรองมีการจัดอันดับ สายรองอันดับสูงจะจัดการสายรองอันดับต่ำอย่างไรก็ได้ตามใจ ยอดอัจฉริยะของสายรองที่คอยดูดกลืนพลังดวงเนตรมหามรรคาผู้นั้นเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากสายเลือดจักรพรรดิ ดังนั้นเจียงสวินจึงต้องหนีตาย เจียงสวินคิดหาวิธีมามากมายสารพัด เขาคิดว่าการแย่งชิงกายเนื้อของเผ่าพันธุ์อื่นเป็นทางรอดชีวิตเพียงทางเดียว ดวงเนตรมหามรรคาของสายเลือดจักรพรรดิสามารถค้นหาดวงเนตรมหามรรคาของสายรองได้ ดังนั้นไม่ช้าก็เร็วย่อมถูกไล่ล่า

เจายังมีสิ่งใดจะถามอีกหรือไม่ เจียงสวินถามหน้ายุ่ง เขาคอยสังเกตสีหน้าของเจียงฉางเชิงอยู่ตลอดจึงพบว่าอีกฝ่ายกำลังขมวดคิ้ว ดวงตาฉายแววไม่สบอารมณ์ สิ่งนี้ทำให้เขาเดาที่มาของอีกฝ่ายไม่ถูก คนผู้นี้ถึงกับกล้าไม่พอใจสายเลือดจักรพรรดิเชียวหรือ หรือว่าอีกฝ่ายจะเหมือนกับเขาต้องทุกข์ทรมานกับชะตากรรมของเผ่าเจียงมาเหมือนกัน

เจียงฉางเชิงถามว่า “แล้วบรรพบุรุษของสายเลือดจักรพรรดิคือผู้ใด”

เจียงสวินนึกครู่หนึ่งก็ตอบว่า “ย้อนไปได้ถึงมหาจักรพรรดิเซวียนเตา ราชันนภาแห่งแดนสวรรค์ในยุคโบราณ”

เผ่าเจียงมิใช่สายเลือดของมรรคาจารย์หรอกหรือ มรรคาจารย์มิยื่นมือเข้ามาจัดการหรือไร

“มรรคาจารย์วิถีนันเป็นแค่ตำนานเท่านั้น ไม่มีอยู่จริงเสียหน่อย เผ่าเจียงชอบเสกสรรปั้นแต่งตำนานเพื่อให้ฐานะของตนเองอยู่เหนือผู้อื่น แค่ตำนานที่ว่าปฐมบรรพบุรุษของเผ่าเจียงเป็นเทพผู้สร้างโลกผู้ก่อตั้งวิถีเซียน เพียงจุดนี้ก็มากพอให้เผ่าเจียงอยู่เหนือสรรพชีวิตทั้งมวลแล้ว”

เจียงสวินแคนเสียงหยัน คลายไม่ประทับใจตำนานของมรรคาจารย์สักเท่าไรนัก เจียงฉางเชิงกลับโล่งอก ตำนานของมรรคาจารย์ยังอยู่ เพียงแต่สรรพชีวิตทั้งหลายมิเคยพบตัวจริงก็เท่านั้น

คิดดูแล้วก็ถูก หากเขาอายุถึงหลายล้านปี หรืออาจถึงร้อยล้านปีขึ้นมาจริงๆ ทุกครั้งที่ปิดด่านฝึกบำเพ็ญก็คงเป็นเวลานับหมื่นปี ในเวลาหมื่นปีก็ย่อมเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นได้มากมาย คงที่ตัวเขาในตอนนี้อาจปิดด่านอยู่อย่างเป็นได้

อีกอย่างที่บอกว่าแดนสวรรค์ยุคโบราณเหินสู่เบื้องบนคืออย่างไร เขาสร้างโลกอีกแห่งขึ้นมาหรือว่ามีมิติที่อยู่สูงกว่าสามพันโลกอยู่จริงๆ เจียงฉางเชิงคิดถึงขอบห้วงสุญญตา แต่ขอบห้วงสุญญตาไม่เหมาะให้สิ่งมีชีวิตธรรมดาอาศัยอยู่ ประเดี๋ยวหรือว่าจักรพรรดิเซียนก็คือขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ?

เพราะอย่างนั้นเมื่อบรรลุขั้นจักรพรรดิเซียนจึงเดินทางเข้าไปในขอบห้วงสุญญตาได้…

เจียงฉางเชิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้

เจียงสวินดูเหมือนจะโทสะแล่นขึ้นศีรษะแล้ว เขาตั้งแง่สงสัยและก่นด่าตำนานกับการกระทำของเผ่าเจียงต่อ จากนั้นเจียงฉางเชิงก็รู้สึกว่าเผ่าเจียงในยุคนี้คล้ายกับโลกเทพยุทธยิ่งนัก แม้เชิดชูคุณธรรมและระเบียบกฎเกณฑ์ แต่กลับซ่อนสิ่งเลวทรามลับหลังไว้ยากนัก ช่างเหมือนกงเกวียนกำเกวียนเสียจริง

เจียงฉางเชิงถามขัดจังหวะเจียงสวินที่กำลังพรำก่นด่าอย่างไม่จบไม่สิ้น “ยุคแห่งหมื่นวิถีเกิดขึ้นมานานเท่าใดแล้ว ยุคนี้ยังมีวิถียุทธอยู่หรือไม่”

เจียงสวินงุนงงเขามองเจียงฉางเชิงอย่างแปลกใจ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงฉงน “ยุคแห่งหมื่นวิถีหรือ นั่นคือสิ่งใด ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ส่วนวิถียุทธย่อมยังอยู่ แต่วิถียุทธเป็นวิถีฝึกบำเพ็ญของมนุษย์ธรรมดา”

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "ตอนที่ 478 สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง เทพผู้สร้างโลก"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย