ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 473 เก้าขุมนรกสุขาวดี
การยุ่งเกี่ยวกับอดีต นับตั้งแต่จอมเทพปีหลิวกับเทพแห่งหยินหยางเปิดศึกครั้งใหญ่กัน ก็มีรอยแยกสีดำกระจายอยู่ตามโลกต่างๆ ทั่วห้วงสุญญตา
กาลเวลาสิบปีผ่านไป โลกบำเพ็ญเซียนคุนหลุนคุ้นชินกับรอยแยกสีดำเหล่านี้แล้ว
จวบจนตอนนี้มันก็ยังไม่แสดงอันตรายอันใดออกมาให้เห็น
ทว่าผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายเคยใช้สิ่งต่างๆ เช่น หุ่นเชิด ของวิเศษ ยันต์ เข้าไปสำรวจในรอยแยกสีดำแทนตนเองมาแล้ว
ทันทีที่สิ่งของนอกกายเหล่านี้เข้าไปในรอยแยกสีดำพวกมันล้วนถูกตัดการเชื่อมต่อกับเจ้าของทันที
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนไม่กล้าเข้าใกล้พวกมันอยู่ดี
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ย่อมมีข้อยกเว้น แม้โลกคุนหลุนจะสงบสุขแต่มันก็เป็นเพียงความสงบสุขในภาพรวมเท่านั้น
ในสถานที่ต่างๆ ก็ยังมีการต่อสู้อยู่ไม่น้อย
ยามผู้บำเพ็ญเซียนถูกแค้นไล่ล่าจนตรอก พวกเขาก็จำใจต้องกระโดดหนีเข้าไปในรอยแยกสีดำ
สุดท้ายก็ไม่เคยหวนกลับมาอีก
เจียงฉางเชิงนึกถึงตอนที่จอมเทพปีหลิวหลบหนีไป
บางทีในรอยแยกสีดำอาจมีความลับซ่อนอยู่
เขาตัดสินใจว่าจะรอให้ผ่านไประยะหนึ่ง เมื่อพลังอาคมที่สูญเสียไปกับการต่อสู้ฟื้นกลับคืนมาแล้ว เขาจะสร้างร่างแยกร่างหนึ่งเดินทางเข้าไปสำรวจ
เจียงฉางเชิงสอดส่องโลกคุนหลุนอยู่ครู่หนึ่งก็เบนสายตามองออกไปยังห้วงสุญญตา
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินหยุดนิ่งอยู่นาน นางไม่บุกเข้ามาในโลกคุนหลุนทันทีแต่เผยคลื่นพลังของตนเองออกมาอย่างไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
เห็นชัดว่านางกำลังคอยให้เจียงฉางเชิงปรากฏตัว อยู่ในห้วงสุญญตา
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินยืนอยู่บนใบไม้สีเขียวขนาดยักษ์ใบหนึ่ง นางมองโลกคุนหลุนที่อยู่ไกลๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ท่าทางของนางดูเยือกเย็นแต่ในใจกลับร้อนรนยิ่งนัก
หลังจากได้ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกับหอเชื่อมฟ้ามา นางก็จนปัญญาจะทำสิ่งใดกับพวกมันแล้ว
ก็จนปัญญาจะทำลายพวกมันด้วย ยอดของวิเศษสองชิ้นนี้กลายเป็นเผือกร้อนในมือนาง
นางก็อยากจะโขยพวกมันทิ้งไปดื้อๆ แต่หากมรรคาจารย์ค้นพบร่องรอยของนางจากยอดของวิเศษสองชิ้นนี้เล่า
เช่นนั้นจะไม่ยุ่งยากเอาหรอกหรือ ส่วนถ้าซ่อนเอาไว้นั้นจะยิ่งอันตรายมากกว่า
ดังนั้นเมื่อคิดมาคิดไปนางจึงตัดสินใจแสร้งทำเป็นคนมีน้ำใจที่เก็บของได้
ตอนนี้เกิดเรื่องของจอมเทพปีหลิวได้จังหวะพอดี มรรคาจารย์คงร้อนใจต้องการยอดของวิเศษสองชิ้นนี้แน
“สหายผู้บำเพ็ญเกาหยินมาเยือนด้วยเหตุใดหรือ”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังขึ้น น้ำเสียงไม่มีอารมณ์แต่อย่างใด
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินยกมือขึ้น ห้วงสุญญตาเหนือศีรษะฉีกออก ไอสีดำกลุ่มใหญ่ทะลักออกมา
ท่ามกลางไอดำเหล่านั้นคือต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกับหอเชื่อมฟ้าขนาดใหญ่
“จู่ๆ บังเอิญพบสมบัติอาคมของท่าน ยามนี้จอมเทพปีหลิวกำลังรุกราน มิกล้าชักช้าทำให้ท่านเสียการศึก”
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินเอ่ยเสียงราบเรียบ นางจงใจเอ่ยถึงจอมเทพปีหลิวขึ้นมาก็เพราะกลัวว่ามรรคาจารย์จะโกรธ
หากมรรคาจารย์สงสัยนางก็มิกล้าทำอันใดบุ่มบ่าม อยู่ดีห้วงสุญญตาเบื้องหน้าปรากฏแสงสว่างไสว
เงาร่างใหญ่โตยิ่งใหญ่ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
เจียงฉางเชิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา แก้มข้างหนึ่งเท้าอยู่บนหลังมือขวา ส่วนมือซ้ายยกขึ้นกวักกลางอากาศเรียกต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกับหอเชื่อมฟ้ามาเก็บไว้ในมือ
ยอดของวิเศษขนาดมหึมาสองชิ้นหดเล็กลงแล้วลอยมาอยู่ที่กลางฝ่ามือของเขา
ภาพนี้ทำให้บรรพจารย์อธรรมเกาหยินตกตะลึงอยู่ในใจ
เมื่อได้เผชิญหน้ากับร่างจริงของมรรคาจารย์เขาจริงๆ แรงกดดันที่นางสัมผัสได้ช่างยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
นางกังวลขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามตนเองได้
เจียงฉางเชิงก้มลงมองบรรพจารย์อธรรมเกาหยินแต่ไม่ได้เอ่ยตอบในทันที
ห้วงสุญญตาตกอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินลอบคิดในใจว่าแย่แล้วเป็นอย่างที่คิด มรรคาจารย์ไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกง่ายๆ จริงๆ ด้วย
นางได้แต่หวังว่ามรรคาจารย์จะหวั่นเกรงจอมเทพปีหลิว
ผ่านไปครู่ใหญ่ในที่สุดเจียงฉางเชิงก็ทำลายความเงียบ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดเจ้านำพวกมันมาคืนเช่นนั้น เท่ากับมีหนทางรอดเหลือให้เสี้ยวหนึ่ง แต่คนเราทำผิดมิควรเกินสามหน”
เจ้าขโมยสมบัติอาคมของข้า แอบลักลอบเข้ามาในวิถีเซียน สหายผู้ฝึกบำเพ็ญ สิ่งที่เจ้าทำช่างหมิ่นเกียรติสถานะของตัวเจ้ายิ่งนัก
หากเจ้ารับหนึ่งกระบี่ของข้าแล้วต้านเอาไว้ได้ ข้าจะถือว่าเรื่องนี้หายกัน เจ้ากล้ารับหรือไม่”
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินได้ยินคำนี้ก็มิอาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้อีกต่อไป
ในใจนางพิจารณาสิ่งต่างๆ มากมายอย่างรวดเร็ว
หนีไม่ได้ หากหนีมรรคาจารย์ต้องสังหารนางแน่
แต่หากไม่หนี…
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินหวนนึกถึงการกระทำทั้งหลายของมรรคาจารย์รวมกับคำพูดที่เอ่ยตอนนี้เพื่อตัดสินว่าเขาเชื่อถือได้หรือไม่
นางตอบเสียงขึงขัง “มรรคาจารย์ เจ้าสงสัยว่าข้าขโมยสมบัติอาคมของเจ้าหรือ ข้าอุตส่าห์หวังดีนำสิ่งของมาคืน แต่เห็นเจ้ากลับมีท่าทีเช่นนี้ หากเจ้าลงมือกับข้ายามจัดการจอมเทพปีหลิว เจ้าจะขาดผู้ช่วยไปหนึ่งคน!”
เจียงฉางเชิงหยัดตัวขึ้นมานั่งตัวตรง แล้วพลิกมือขวาหงายขึ้น
ใจกลางฝ่ามือมีปราณสีขาวลอยขึ้นมาด้านบน ก่อตัวเป็นกระบี่ยาวที่ทอแสงสีขาววิบวับเล่มหนึ่ง
ท่ามกลางห้วงสุญญตาอันมืดทะมินแห่งนี้ กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์กลายเป็นสิ่งที่เจิดจ้าแสบตาที่สุด แม้กระทั่งแสงเทพสุดขอบตะวันกับแสงรัศมีของบัลลังก์เทพก็ยังมิอาจกลบมันได้
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินเห็นกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์แวบแรก สัญชาตญาณก็หวาดหวั่นคล้ายกับพบศัตรูตามธรรมชาติ
นางสีหน้าคล้ำเขียว ในใจว้าวุ่นดุจสายป่านพันกัน ไม่รู้ว่าสมควรเลือกอย่างไร
กระบี่อาณัติมรรคาสวรรคลอยอยู่กลางฝ่ามือของเจียงฉางเชิง เขาไม่รีบร้อนรอให้บรรพจารย์อธรรมเกาหยินเลือก
เขาจะได้ถือโอกาสนี้เก็บเกี่ยวรางวัลรอดชีวิตอีกชิ้น พอดีผ่านไปไม่นานนักบรรพจารย์อธรรมเกาหยินก็ยกแขนสองข้างขึ้น
ปราณสีดำระเบิดออกมาจากร่างอย่างบ้าคลั่งแล้วกลืนกายเนื้อของนางเข้าไป
ไอดำขยายตัวอย่างรวดเร็ว ก่อตัวกลายเป็นเงาสีดที่ใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา
เรือนผมยาวของนางกลายเป็นมังกรน้ำสีดำตัวแล้วตัวเล่า ร้องคำรามอย่างดุเดือดน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก
ดวงตาอันเย็นเยียบคู่หนึ่งทอแสงขึ้นมาบนร่างของเงาดำขนาดมหึมา สิ่งนั้นก็คือดวงตาของบรรพจารย์อธรรมเกาหยินนั่นเอง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตากับกระบี่ของมรรคาจารย์หน่อยเถิด!”
น้ำเสียงแข็งกร้าวของบรรพจารย์อธรรมเกาหยินดังขึ้น นางก็มีศักดิ์ศรีของนาง จะไม่ยอมให้ผู้อื่นมาเหยียบย่ำดูแคลนเป็นอันขาด
เจียงฉางเชิงกำกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ไว้ แสงเจิดจ้ากลบสีหน้าของเขาขณะที่เขาตวัดหนึ่งกระบี่ฟันลงมา
ชั่วพริบตานั้นพลังกระบี่สีดำสายหนึ่งก็ฟันลงมาเบื้องล่าง รูม่านตาของบรรพจารย์อธรรมเกาหยินหดวูบ
เร็วมาก!
นางรีดเค้นพลังแห่งมหามรรคาในร่างตนเองทันที ไอดำท่วมท้นจนหาจุดสิ้นสุดไม่พบ แผ่ขยายอย่างรวดเร็วประหนึ่งตาข่ายฟ้า มันโถมเข้าไปจะท่วมทับเจียงฉางเชิง
แต่ตาข่ายสีดำนี้โถมตัวออกไปเร็วสู้พลังกระบี่ไม่ได้อยู่มาก
เปรี้ยง!
พลังกระบี่สีดำโจมตีถูกร่างกายมหึมาของบรรพจารย์อธรรมเกาหยิน ตาข่ายสีดำถูกพลังกระแทกจนแหลกสลาย
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินถูกซัดกระแทกถอยไปด้านหลัง
ไอดำที่โหมคลั่งสลายหายไป พวกมันรวมตัวกลับมาเป็นร่างกายของบรรพจารย์อธรรมเกาหยินอีกครั้ง
นางเผยสีหน้าหวาดหวั่น มองไปที่สองมือกับร่างกายของตนเองอย่างหวาดผวา
นางเงยหน้ามองไปทางเจียงฉางเชิงแล้วถามเสียงสั่นเทาว่า “เจ้าทำสิ่งใดกับข้า”
พลังล่องหนสองสายกำลังประทับลงในร่างของนาง นางมิอาจขับไล่มันออกไปได้
ท่ามกลางความสับสน นางรู้สึกเหมือนตนเองสูญเสียอะไรบางอย่างไป นางเองก็บอกได้ไม่ชัด แต่ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้นางพรั่นพรึง ทำให้หวาดวิตกยิ่งนัก
เจียงฉางเชิงไม่ตอบนางแต่หายตัวไปทันที
บรรพจารย์อธรรมเกาหยินเผ่นหนีทันทีออกไปให้ไกลจากโลกคุนหลุนก่อนชั่วขณะกัน
เจียงฉางเชิงกลับมาถึงในตำหนักเมฆาม่วงก็นั่งขัดสมาธิทำสมาธิ
เขานึกทบทวนการฟาดฟันกระบี่เมื่อครู่ เขาใช้ฝ่ามือสังสารวัฏกษิติครรภ์กับพลังเนรเทศผ่านกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์
พลังเพิ่มพูนขึ้นเท่าทวีจริงๆ แต่พลังอาคมที่ใช้ไปก็ไม่ใช่ไม่น้อย
นับจากนี้เป็นต้นไป กรรมของบรรพจารย์อธรรมเกาหยินถูกสะบั้นขาดแล้ว นอกจากเจียงฉางเชิงจะไม่มีผู้ใดจดจำนางได้อีก รวมถึงสรรพชีวิตทั้งหลายใต้อาณัติของนางด้วย
ไม่เพียงเท่านี้ บรรพจารย์อธรรมเกาหยินยังมิอาจกลับชาติมาเกิดได้อีกต่อไป
ยามใดร่างวิญญาณของนางปรากฏ แม้แต่สิ่งมีชีวิตธรรมดาก็จะมองเห็นนางด้วยตาเปล่า
พลังอภินิหารที่ใช้ผ่านกระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์รวดเร็วขึ้น พลิกแพลงได้มากขึ้น ดูท่าข้าคงจะได้ขุดศาสตร์การควบคุมกระบี่กลับมาอีกหนแล้ว
เจียงฉางเชิงครุ่นคิดอยู่อย่างเงียบๆ เขาเริ่มคาดหวังกับรางวัลรอดชีวิตอันถัดไป
ผ่านไปครู่หนึ่งการแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้าของเขา
[ปีเซียนเตาที่หนึ่งพันหนึ่งร้อยสิบสาม บรรพจารย์อธรรมเกาหยินลักขโมยสมบัติอาคมของเจ้าซ่อนเจตนาร้าย แต่เจ้าลงมือได้ทันกาล ตัดเหตุแห่งเคราะห์กรรมหนนี้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นพลังอภินิหารนามว่า “เก้าขุมนรกสุขาวดี”]
เจียงฉางเชิงรับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับเก้าขุมนรกสุขาวดีมาทันที
เก้าขุมนรกสุขาวดีเป็นพลังอภินิหารประเภทภาพมายาวิชาหนึ่ง มันแบ่งออกเป็นเก้าชั้น แต่ละชั้นจะขุดคุ้ยกิเลสของผู้ที่ถูกกักขังมาขยายให้ใหญ่ขึ้น ทำให้พวกเขาจมอยู่ในนั้น
ตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่เก้า ความเร็วของภาพมายาจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ ยามขุมที่เก้าปรากฏเพียงชั่วพริบตาเดียวก็ทำให้คนประสบกับแดนสุขาวดีหนึ่งชาติภพ จมอยู่ในนั้นอย่างสมบูรณ์จนจิตใจแตกสลาย
พลังอภินิหารนี้ทำให้ศัตรูเสียสมาธิระหว่างต่อสู้ได้ชั่วพริบตาหนึ่ง ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวก็มากพอให้เจียงฉางเชิงสังหารศัตรูได้เป็นหมื่นหนแล้ว ยามเผชิญหน้ากับผู้ที่ระดับขั้นต่ำกว่า พลังอภินิหารนี้มากพอจะทำให้ฝ่ายแตกสลาย
ไม่เลวเลยทีเดียว!
เจียงฉางเชิงนึกถึงดวงเนตรมหามรรคาของตนเอง หากใช้พลังเก้าขุมนรกสุขาวดีผ่านดวงเนตรมหามรรคาจะได้ผลลัพธ์เช่นไรกัน
ในห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง บรรพจารย์ยุทธนิพพานนั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ
เบื้องหน้าของเขามีเงาเลือนรางของภาพมัจฉาคู่หยินหยางลอยอยู่ มือขวาของเขาวาดขยับไปมาน้อยๆ
เงาร่างหนึ่งเหาะเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วคุกเข่า ในห้องโถงคนผู้นี้เป็นผูเฒ่ารูปร่างอ้วนเตี้ยผู้หนึ่ง
“บรรพจารย์ยุทธ จอมเทพปีหลิวหายไปแล้วขอรับ คาดว่านางน่าจะถูกยอดฝีมือลึกลับลอบจู่โจม เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะ…สิ้นชีพแล้ว!”
ผูเฒ่าอ้วนเตี้ยเอ่ยเสียงเคร่งขรึม กล่าวถึงตอนสุดท้ายสีหน้าของเขาก็ดูกระอักกระอ่วนพิกล
บรรพจารย์ยุทธนิพพานตอบว่า “ข้าทราบแล้ว นางยังไม่ตายเพียงแต่หนีไปยังอดีตไม่ก็อนาคตเท่านั้น”
ผูเฒ่าอ้วนเตี้ยหน้าถอดสีเอ่ยอย่างตกตะลึง “ข้ามกาลเวลานางมิถูกต้นกำเนิดวิถียุทธขัดขวางหรือไร”
“ต้องโดนอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่านางจะไปที่ใดล้วนต้องได้รับผลสะท้อนกลับของมิติเวลา นางคงจะไม่กลับมาอีกเป็นระยะเวลานานแสนนาน อย่างน้อยตอนนี้นางก็ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อโลกเทพยุทธอีกแล้ว”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานกล่าวอยู่อย่างนิ่งสงบราวกับว่าไม่เห็นจอมเทพปีหลิวอยู่ในสายตา
ผูเฒ่าอ้วนเตี้ยรีบถามว่า “ไล่ต้อนจอมเทพปีหลิวได้ถึงขั้นนี้ ผู้ที่ลงมือ…”
“มิต้องสืบหา ในเมื่อเขาเป็นศัตรูของจอมเทพปีหลิว ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะเป็นพวกพ้องของเรา ล่วงเกินมากเกินไปมีแต่จะผลักเขาออกห่าง สิ่งที่วิถียุทธต้องทำก็คือเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับมหันตภัยแห่งวิถียุทธที่กำลังจะมาเยือน”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดช่องให้แย้ง ผูเฒ่าอ้วนเตี้ยพยักหน้าหลังจากนั้นจึงคำนับแล้วเดินออกไป
เมื่อเขาเดินออกไปพ้นห้องโถงใหญ่แล้ว บรรพจารย์ยุทธนิพพานก็จับจ้องภาพมัจฉาคู่หยินหยางเบื้องหน้าแล้วเอ่ยเสียงเบากับตนเองว่า “มรรคาจารย์วิถีเซียน…กงเกวียนกำเกวียนมีจริงอย่างนั้นหรือ”
“ต่อให้กงเกวียนกำเกวียนมีจริงก็ใช่ว่าวิถียุทธจะต้องหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ไม่แน่ว่าจะขัดขืนกงเกวียนกำเกวียนไม่ได้เสียหน่อย อย่างน้อยข้าก็ต้องลองดู”
การทำให้พลังอภินิหารตกเป็นของตนเองใช้เวลายาวนานไม่แพ้สมบัติอาคม มิหนำซ้ำอาจนานยิ่งกว่าด้วย
เจียงฉางเชิงใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะบรรลุวิชาเก้าขุมนรกสุขาวดีอย่างสมบูรณ์
หลังจากฝึกปรือพลังอภินิหารเสร็จแล้วเขาจึงสร้างร่างแยกร่างหนึ่งส่งเข้าไปในรอยแยกสีดำบนโลกคุนหลุนอย่างลับๆ
ปรากฏว่าร่างแยกเข้าไปในรอยแยกสีดำก็ขาดการติดต่อทันที
ถึงเจียงฉางเชิงจะลองใช้พลังแห่งกรรมพยากรณ์ดูว่าร่างแยกยังอยู่หรือไม่ก็มิอาจทำได้
เขาไม่ขบคิดมาก เริ่มฝึกบำเพ็ญต่อทันที
ต่อจากนี้เขาต้องรีบเลื่อนขั้นให้ถึงวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบสามในเร็ววัน
ระดับขั้นต่อไปสมควรก้าไปถึงระดับขั้นเช่นไรเขาตัดสินใจเอาไว้แล้ว เขาตัดสินใจว่าจะให้พลังแห่งกรรมแผ่ขยายครอบคลุมไปถึงอดีตและอนาคต
เขาจะให้พลังของเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับอดีตและอนาคต
อีกฟากฝั่งหนึ่งภายในตำหนักเหนือเมฆา
จักรพรรดิสวรรคลุกพรวดขึ้นมายืนแล้วเอ่ยเสียงเกรี้ยวกราด “เจ้าพวกนี้บ้าไปแล้วหรือ พวกเจ้าไม่ได้ขวางไว้หรือไร”
เจียงเทียนมิ่งที่อยู่ในท้องพระโรงเอ่ยอย่างจนปัญญา
“ฝ่าบาท พวกข้าจะไปเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้อย่างไรเล่า พวกเขาสองคนตัวติดกันไม่ห่าง มองไปทั่วแดนสวรรค์ต่อให้เป็นคำพูดของพระองค์ก็ไม่แน่ว่าพวกเขาจะฟัง นับประสาอะไรกับพวกข้าเล่า”
ยิ่งไปกว่านั้นแดนสวรรค์ก็จนปัญญาจะทำสิ่งใดกับรอยแยกสีดำพวกนั้นพวกเขาจึงอยากใช้ตนเองเป็นพลทหารแนวหน้าเฉกเช่นนี้
หวังว่าพวกเราอาจทำความเข้าใจสภาพภายในรอยแยกสีดำผ่านพวกเขาได้จริงๆ ก็เป็นได้”
นายท่านไป่ลุกขึ้นมายืนแล้วประสานมือเอ่ยว่า “ฝ่าบาท รอยประทับวิญญาณบนบัญชีสถาปนาเทพของพวกเขาสองคนยังมิถูกลบไป นั่นก็หมายความว่าพวกเขายังไม่ตายเพียงขาดการติดต่อไปเท่านั้น
อีกอย่างต่อให้พวกเขาตายไปจริงๆ ก็ยังใช้บัญชีสถาปนาเทพเข้าสู่สังสารวัฏได้อยู่ดี”