ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 465 แสนทางสีทอง พรสวรรค์วิถีเทพ
“ฝ่าบาท เผ่าอวี่ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่เผ่าเรา เผ่าหมิงยังต้องเกรงใจพวกเขาถึงสามส่วน”
“พวกเขาเคยชินกับการใช้อำนาจบาตรใหญ่แล้ว ตอนนี้ฝ่าบาทสังหารลูกหลานของเขาไปถึงสามคน เผ่าอวี่ไม่มีทางยอมจบแค่นี้แน่พะยะค่ะ!”
ซีหมิงหวังหันไปพูดกับจักรพรรดิสวรรค์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
จักรพรรดิสวรรค์รินชาให้ตนเองอีกถ้วย กล่าวอย่างใจเย็นว่า “เผ่าอวี่ไม่มีทางยอมจบเรื่องนั้น แดนสวรรค์ก็เหมือนกัน”
“เผ่าอวี่เคยสังหารเทพเซียนของแดนสวรรค์ไปสิบ ๆ คน ในจำนวนนั้นมีเทพประจำหนึ่งองค์ เราสังหารเขาไปสามคนจะเป็นอะไรไป”
หลังจากเทพประจำแห่งแดนสวรรค์ตายไป ก็ยังกลับชาติมาเกิดได้ผ่านบัญชีสถาปนาเทพ ทว่าเทพเซียนคนอื่น ๆ ไม่สามารถกลับมาได้
ประตูหมื่นโลกเชื่อมโยงกับโลกนับไม่ถ้วน เผ่าโบราณที่แข็งแกร่งจากสามพันฟาดินที่พบเจอล้วนให้เกียรติโลกคุนหลุนกันทั้งนั้น ยกเว้นเพียงเผ่าอวี่ที่ไม่เคยเคารพกระทั่งยังหาเรื่องแดนสวรรค์ก่อน ในยามต่อสู้กลับลงมือสังหารเทพเซียนของแดนสวรรค์ทันที
เรื่องนี้แม้จักรพรรดิสวรรค์จะนึกถึงตอนนี้ก็ยังอดแผ่จิตสังหารออกมาไม่ได้
หลิวเสินโจวละมือที่จับเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันแล้วกล่าวกับจักรพรรดิสวรรค์ว่า “ในสามพันฟาดินมีเผ่าโบราณมากมาย แต่เผ่าอวี่นั้นไม่เหมือนใคร”
“พวกเขาเป็นหนึ่งในเผ่าโบราณที่เก่าแก่ที่สุด ผู้นำในอดีตก็มีมากมาย อีกทั้งสายสัมพันธ์ของพวกเขาในโลกเทพยุทธก็ลึกล้ำเกินจะจินตนาการ หากพวกเขาจงใจหาเรื่อง เราเกรงว่าเบื้องหลังจะเป็นคำสั่งของโลกเทพยุทธเองพะยะค่ะ”
เยี่ยจ้านไม่ได้เข้าร่วมสนทนาด้วย เขาเอาแต่ชื่นชมเกาทัณฑ์เทพในมือ
ก่อนหน้านี้ที่ประลองกับมหาเซียนวังเฉิน แม้เขาไม่ได้ใช้วิชานิพพานสูกำเนิด แต่พลังของคันฉ่องฟาดินก็ยังทำให้เขาตกตะลึงอย่างยิ่ง เขาจึงแอบโลภใคร่อยากครอบครองสมบัติอาคมของมรรคาจารย์
หากพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ ทั้งโลกบำเพ็ญเซียนนั้นไม่มีใครไม่โลภในสมบัติอาคมของมรรคาจารย์เลยแม้แต่คนเดียว
“แดนสวรรค์ก็มีหลายฝ่าย เรากำลังตอบโต้เผ่าอวี่ไม่ได้ หมายรวมถึงทั้งโลกเทพยุทธพวกเจ้าก็เหมือนกัน ไม่ว่าคิดอย่างไรอยู่ในใจ สิ่งที่พูดออกมาก็ต้องเป็นเช่นนี้เท่านั้น”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวด้วยเสียงเรียบ แต่คำพูดนั้นทำให้หลิวเสินโจวและซีหมิงหวังพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่ออยู่ในแดนสวรรค์นานเข้า พวกเขาก็เริ่มมองเห็นความสามารถของจักรพรรดิสวรรค์ผู้นี้ชัดเจนขึ้น นอกจากพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรแล้ว สติปัญญาและกลยุทธ์ของเขาก็หาใครเปรียบได้ยากยิ่ง
หลิวเสินโจวแค่นหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อฝ่าบาทแน่วแน่ถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าก็ขอลองปะทะกับเผ่าอวี่ดูเสียที ข้าก็อยากลองทดสอบพลังเทพโบราณของเผ่าอวี่มานานแล้ว”
ซีหมิงหวังเผยรอยยิ้มอำมหิตออกมา หากสร้างคุณความดีให้แดนสวรรค์ สร้างคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ขึ้นมา บางทีอาจได้กลายเป็นมหาเซียนวังเฉินคนต่อไปได้รับสมบัติมรรคาจารย์ก็ได้…
ในใจของซีหมิงหวังมีความทะเยอทะยานเช่นนี้ ส่วนหลิวเสินโจวก็ไม่ต่างกันมากนัก พวกเขาทั้งสองไม่ได้จงรักภักดีต่อฝ่ายอำนาจใด เพียงแต่พยายามให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ท่ามกลางห้วงอนันตสุญญตาในความมืดมิดอันลึกล้ำ
แสงเจ็ดสีเส้นหนึ่งพุ่งทะยานมาก่อตัวเป็นเส้นทางสีทองเส้นหนึ่งไม่อาจมองเห็นจุดเริ่มต้นได้
บนเส้นทางสีทองนั้นปรากฏเงาร่างมากมายกำลังก้าวเดิน มีทั้งเงาคน เงาสัตว์ร่างใหญ่ราวภูผา พวกเขาก้าวเดินด้วยฝีเท้าเป็นหนึ่งเดียวกันราวกับฝูงมดเคลื่อนไปอย่างไม่รู้จบ
เบื้องหลังของกองทัพใหญ่คือเงาร่างสูงตระหง่านตนหนึ่งที่ลอยนำหน้า เป็นร่างหญิงอันใหญ่โตหาใดเปรียบเทียบได้ ผิวขาวสะอาด สวมเกราะทอง เผยให้เห็นเอวขาวเนียน มีแขนสี่ข้าง แต่ละแขนถือแสงหนึ่งสายไว้ บนศีรษะสวมมงกุฎทอง ด้านบนมีต้นไม้ทองต้นหนึ่งแตกกิ่งสาขาหนาแน่นที่ประดับด้วยใบสายรุ้ง แสงสีขาวพาดผ่านบดบังดวงตาเอาไว้จึงทำให้นางดูลึกลับและเคร่งขรึม
เส้นทางสีทองยังคงขยายตัวส่องสว่าง ห้วงสุญญตาระหว่างทางมหาพิภพหนึ่งเผยให้เห็นชัดเจน ร่างเงามากมายบินออกมา เมื่อพวกเขามองเห็นเส้นทางสีทองอันกว้างใหญ่ไกลโพ้นต่างก็ตกใจจนตะลึงงัน
“นั่นคืออะไร?”
“หรือว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตจากระบบมหามรรคาอื่น?”
“ในยุคหมื่นวิถีนี้มีสิ่งลึกลับปรากฏขึ้นมามากมายจริงๆ”
“ระวังตัวไว้ก่อน ยังไม่รู้ว่าเป็นศัตรูหรือมิตร!”
“พวกเขาใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว!”
ท่ามกลางเสียงสนทนาของผู้ฝึกมหามรรคาในโลกนี้ เส้นทางสีทองยังคงเคลื่อนไปข้างหน้า ทิศทางที่กำลังพุ่งไปคือมหาพิภพที่พวกเขาอยู่
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนดังกึกก้องดังขึ้นเหนือมหาพิภพ มีคลื่นอากาศกลิ้งตัวพลุ่งพล่าน พริบตาก็ก่อเป็นใบหน้าขนาดยักษ์อันทรงอำนาจจ้องมองเส้นทางสีทองด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
เบื้องหลังเส้นทางสีทอง สตรีสี่แขนตนนั้นยกแขนข้างหนึ่งขึ้นอย่างกะทันหัน ขว้างลำแสงในมือออกไป ลำแสงนี้สลายใบหน้ายักษ์ในอากาศแล้วพุ่งทะลุเข้ามหาพิภพด้วยความเร็วสุดขีด
ทันทีที่แม้มหาพิภพจะกว้างขวางเพียงใด แต่เมื่ออยู่ตรงหน้าลำแสงนี้ก็ไม่ถือว่าใหญ่โต มหาพิภพถูกลำแสงนี้ทะลวงผ่านไปทันที แล้วต่อมาก็หดตัวถูกดูดเข้าสู่ลำแสงนั้น ทั้งมหาพิภพหายวับไปในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ เหล่าผู้บำเพ็ญมหามรรคาที่ยังหยุดอยู่ในห้วงสุญญตาดิ่งตะลึงงันไม่กล้าเชื่อสายตาของตนเอง
“พอดีเลย ข้าต้องการความทรงจำของพวกเจ้าอยู่พอดี”
เสียงสตรีอันเย็นชาดังขึ้น ลำแสงที่ดูดกลืนมหาพิภพทั้งหมดหันเหทิศทางอย่างรุนแรงพุ่งมาอย่างรวดเร็ว ในระดับที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญมหามรรคาก็ยากจะตอบสนองทัน พาพวกเขาหายไปลึกลับ ห้วงสุญญตากลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
เพียงแค่เวลาไม่ถึงห้าลมหายใจ มหาพิภพแห่งหนึ่งก็สูญสลายหายไป!
สตรีสี่แขนยกมือรับลำแสงแล้วกลับคืนสู่ท่าทางดั่งปางก่อนอีกครั้ง
เส้นทางสีทองยังคงแผ่ขยายไปข้างหน้า ราวกับไร้จุดสิ้นสุด
ปีเซวียนเต๋าที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าเทียนจิงกำลังจะเข้าสู่ปีที่หนึ่งพัน หมายความว่าการสถาปนาครั้งที่สี่กำลังจะมาถึง
โอรสสวรรค์เซวียนเต๋าก็คือโอรสสวรรค์ที่ครองราชย์ครบหนึ่งพันปีลำดับที่สองของเทียนจิง เทียนจิงกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่แดนมนุษย์กลับเผชิญปัญหามากมาย ในโลกคุนหลุนเองก็มีราชวงศ์แห่งโชคชะตาอันแข็งแกร่งไม่น้อย
อย่างน้อยเทียนจิงก็ไม่ใช่เพียงราชวงศ์แห่งโชคชะตาเผ่ามนุษย์เดียวที่แข็งแกร่งแล้วเหตุใดจึงมีเพียงเทียนจิงที่สามารถสถาปนาเทพได้
ชั่วขณะนั้นราชวงศ์แห่งโชคชะตาอันรุ่งเรืองทั้งหลายเริ่มทูลขอจากแดนสวรรค์ บางราชวงศ์แห่งโชคชะตาก็ถึงขั้นไปขอความช่วยเหลือจากมหาเซียนวังเฉิน
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงยังคงเทศนาเรื่องมรรคาแห่งกรรมให้มู่หลิงลั่วฟังต่อเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว มู่หลิงลั่วเริ่มสัมผัสถึงตัวตนของกรรมได้ ส่วนเจียงฉางเชิงก็ยิ่งเข้าใจกรรมได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น ควบคุมพลังแห่งกรรมในโลกคุนหลุนได้แข็งแกร่งขึ้น
ในวันนันเอง เจียงฉางเชิงหยุดเทศนา ส่วนมู่หลิงลั่วนั่งอยู่ข้างกายเขา ยังดื่มด่ำในการตระหนักรู้เกี่ยวกับกรรม
“การเทศนายังเป็นเช่นนี้ หากเป็นการถกวิชากับผู้อื่นไม่ยิ่งส่งเสริมการตระหนักรู้เรื่องกฎเกณฑ์หรอกหรือ?” เจียงฉางเชิงคิดในใจ
ปัจจุบันไม่มีใครในโลกที่สามารถถกวิชากับเขาได้ เขาจึงได้แต่ใช้ฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนเท่านั้น แต่ทว่าเขาจำเป็นต้องสะสมแต้มเผยแผ่หลักคำสอนให้มากกว่านี้เช่นนั้นจึงจะสามารถไปยังสถานที่ฝึกวิชาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมได้
เจียงฉางเชิงไม่ได้รบกวนมู่หลิงลั่ว เขาลุกขึ้นยืนเริ่มขยับเส้นเอ็นและกระดูกด้วยวรยุทธของเขา แทบไม่จำเป็นต้องขยับร่างกายเลย นี่เป็นเพียงความเคยชินของเขาเท่านั้นที่ทำให้เขายังระลึกได้ว่าตนเองเคยเป็นเพียงปถุชนคนหนึ่ง
เขาขยับเส้นเอ็นและกระดูกไปพลางพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละขอบเขตไปพลาง
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่ระบบรับรู้อยู่ยังคงเป็นยี่สิบแต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์ ดูท่าขอบเขตของการพยากรณ์ผ่านแต้มเซนไหวนี้นี้จะครอบคลุมถึงโลกเทพยุทธแล้ว
ส่วนผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่ระบบรับรู้ของห้วงอนันตสุญญตาอยู่ที่ห้าแต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์ ดูเหมือนโลกแห่งหมื่นวิถีจะกระตุ้นให้ผู้แข็งแกร่งมากมายออกมาปรากฏตัว
หลังพยากรณ์เสร็จ เจียงฉางเชิงก็หันไปมองยังแดนมนุษย์ เฟิงอวี่กลับยังคงอยู่บำเพ็ญเซียนในโลกคุนหลุน เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดไม่น้อย เขาใส่ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลไว้ในร่างเฟิงอวี่ก็เพื่อหวังให้ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลดูดซับพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน
ตอนนี้พอดีนัก ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลกลับมาแล้ว เขาเริ่มลังเลว่าจะนำยันต์เทพกำเนิดจักรวาลกลับคืนมาดีหรือไม่
หากอยู่แค่ในโลกคุนหลุนก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเก็บยันต์เทพกำเนิดจักรวาลไว้ในร่างของผู้อื่นอีก
เจียงฉางเชิงจ้องมองไปยังเฟิงอวี่ เริ่มคำนวณกรรมของอีกฝ่าย ไม่นานนักคิ้วที่ขมวดอยู่ก็ค่อย ๆ คลายออก
“ถือว่ายังชั่ว!”
“อีกไม่นานเจ้าหนูนี่ก็จะออกจากโลกคุนหลุนแล้ว และดวงชะตาของเขาก็เริ่มพร่ามัวขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังไม่ได้กลับไปยังโลกเทพยุทธ แสดงว่าเจ้าหนูคนนี้อาจต้องพเนจรในห้วงอนันตสุญญตา”
เจียงฉางเชิงมองไปทางแดนสวรรค์อีกครั้ง
พิธีสถาปนาเทพได้มอบหมายให้เฉินหลี่เป็นผู้จัดการโดยสมบูรณ์ ขณะนี้จักรพรรดิสวรรค์กำลังเจรจากับโลกเทพยุทธ โดยประเด็นก็คือความขัดแย้งระหว่างแดนสวรรค์กับเผ่าอวี่ ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีผู้เสียชีวิต
เผ่าอวี่ต้องการให้แดนสวรรค์ยกประตูหมื่นโลกให้เป็นค่าชดเชย หากไม่ให้ก็จะไม่ยอมเลิกรา
ส่วนท่าทีของจักรพรรดิสวรรค์ก็แข็งกร้าวมาก หวังว่าโลกเทพยุทธจะไม่แทรกแซงให้ทั้งสองฝ่ายจัดการกันเอง โลกเทพยุทธไม่อยากขัดใจกับทั้งสองฝ่ายจึงได้แต่พูดจาหวานล้อมไปมาภายนอกเหมือนกำลังไกล่เกลี่ยแท้จริงแล้วสิ่งที่เปิดเผยออกมากลับเป็นปัญหาเรื่องจุดยืนของโลกเทพยุทธเอง ระบายความขมขื่นในใจออกมาจนหมดสิ้น
ผู้แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าอวี่แข็งแกร่งเพียงใด เจียงฉางเชิงพยากรณ์ในใจ เขาเผยคมดาบทั้งหมดแล้ว
“เผ่าอวี่ยังกล้าบุกมาอีก ช่างอวดดีเสียจริง!”
[ต้องใช้แต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์ 11 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
“หือ!”
แต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์ 11 แต้ม!
เหนือกว่าผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลเสียอีก!
“บ้าเอ๊ย!”
เจียงฉางเชิงรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าเขามองเผ่าแข็งแกร่งนิรันดรกาลเหล่านั้นต่ำเกินไป ที่แท้ภายในเผ่าอวี่ยังมีตัวตนที่เทียบได้กับเทวะมหาเหมันต์ซ่อนอยู่มากถึงขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่แม้แต่โลกเทพยุทธก็ยังต้องไว้หน้า
เห็นชัดว่าผู้แข็งแกร่งผู้นี้เพิ่งกลับมา
ในช่วงเวลานี้ ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธจากมหาพิภพนิลเหลืองมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาคำนวณตามลำดับพบว่าผู้แข็งแกร่งอันดับที่ 457 ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำสุดของระดับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธพอดี
หลังจากยืดเส้นยืดสายเสร็จ เจียงฉางเชิงก็นั่งลงอีกครั้ง
เขาหยิบน้ำเต้าสะบันเซียนขึ้นมาแทรกดวงจิตเขาไปภายใน ดวงวิญญาณของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ยังถูกผนึกอยู่ในนี้ เจียงฉางเชิงตั้งใจทิ้งไว้ก็เพื่ออ่านความทรงจำเพิ่มความเข้าใจต่อห้วงอนันตสุญญตา ความทรงจำของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์นั้นมหาศาลยิ่งนัก เขาต้องใช้เวลายาวนานเพื่อทำความเข้าใจ
กระบวนการนี้สามารถแบ่งทำได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจให้จบภายในครั้งเดียว ในน้ำเต้าสะบันเซียนมีการลงเขตอาคมอันทรงพลังไว้ วิญญาณของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ได้ตกสู่สภาพปั่นป่วนแล้ว ไม่มีสติไม่มีสัญชาตญาณจะจัดการอย่างไรก็ได้
สายมรรคาของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์มีชื่อว่าวิถีเทพ สิ่งที่ทำให้เจียงฉางเชิงประหลาดใจก็คือจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ไม่ใช่ผู้สืบทอดมหามรรคา เขาเป็นเพียงผู้ฝึกบำเพ็ญของวิถีเทพเท่านั้น
วิถีเทพกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ไกลจากมหาพิภพนิลเหลืองมากทีเดียว เจียงฉางเชิงยิ่งดูยิ่งประหลาดใจ
มหาพิภพวิถีเทพกลับไม่ด้อยไปกว่ามหาพิภพนิลเหลือง ซ่อนอยู่ในอีกฟากหนึ่งของห้วงอนันตสุญญตา ในช่วงเวลาซะยาวนานวิถีเทพได้ส่งกองทัพไปบุกรุกมหาพิภพนิลเหลืองหลายครั้ง แต่ล้วนถูกโลกเทพยุทธต้านไว้หมด ในประวัติศาสตร์กองทัพวิถีเทพต่างเรียกตนว่าวิถีเทพ หรือเผ่าเทพ ได้ทิ้งเรื่องเล่าต่าง ๆ ไว้มากมายในมหาพิภพนิลเหลือง
สาเหตุที่จักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์สมคบกับอสุรกายมหันตภัยก็เพราะมีคนในวิถีเทพได้พยากรณ์จนรับรู้ถึงตัวตนของอสุรกายมหันตภัย อสุรกายมหันตภัยตกลงมาใกล้ ๆ ยุทธไม่อาจส่งผลถึงวิถีเทพที่อยู่ห่างไกล และจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ก็คือผู้ที่วิถีเทพส่งมาเพื่อทำลายวิถียุทธ เขาปลอมตัวเป็นผู้สืบทอดมหามรรคา เขาร่วมกับโม่หวังก็เพื่อทำลายโลกเทพยุทธ
หลังจากได้เห็นกฎเกณฑ์ที่อสุรกายมหันตภัยแข็งแกร่งขึ้น เขาก็ใช้โอกาสนั้นไหลตามกระแส เจียงฉางเชิงจมดิ่งอยู่ในนั้น เขาค้นพบว่าหลายกระบวนท่าของวิถีเทพคล้ายกับอภินิหารแข็งแกร่งเกินเปรียบ
พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นตามวัยที่เติบโตโดยไม่ต้องฝึกฝน
ยิ่งมีชีวิตอยู่นานก็ยิ่งแข็งแกร่ง!
นี่คือเหตุผลที่พวกเขาเรียกตนเองว่าเทพ พวกเขาเกิดมาก็มีพลังมหาศาลอยู่แล้ว
แต่เจียงฉางเชิงก็เห็นจุดอ่อนของวิถีเทพเช่นกัน สิ่งมีชีวิตในวิถีเทพมีพรสวรรค์อันแข็งแกร่ง แต่กลับถูกพรสวรรค์นั้นจำกัด ผู้ที่ร่างกายแข็งแกร่งก็แข็งแกร่งได้แค่ร่างกาย ผู้ที่พลังเทพแข็งแกร่งก็แข็งแกร่งแค่พลังเทพ ผู้ที่วิญญาณแข็งแกร่งก็เป็นเช่นเดียวกัน