ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 464 วิถีเซียนผงาด คราวเคราะห์ของจักรพรรดิสวรรค์
- Home
- ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน
- ตอนที่ 464 วิถีเซียนผงาด คราวเคราะห์ของจักรพรรดิสวรรค์
ไทซังคุนหลุนเผชิญหน้ากับคำถามของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็เอ่ยตอบทันที “ย่อมยินดีขอรับ เชิญท่านสั่ง!”
ในเมื่อบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเดินทางมาเยือนด้วยตนเอง เรื่องนี้จะต้องเป็นงานยุ่งยากอย่างแน่นอน แม้รู้ชัดว่าคงอันตรายมาก แต่ไทซังคุนหลุนหาได้กลัวไม่ ความจริงแล้วนับตั้งแต่มรรคาจารย์ช่วยกอบกู้วิกฤติให้โลกเทพยุทธ์ เขาก็เก็บความคิดหนึ่งไว้ในใจมาตลอด นั่นก็คือเขาปรารถนาจะพิสูจน์ให้โลกเทพยุทธ์เห็นว่าเขาสำคัญยิ่งกว่ามรรคาจารย์!
เขารู้ดีว่าโลกเทพยุทธ์หวั่นเกรงมรรคาจารย์ เพียงแต่ฉากหน้าต้องผูกมิตรกับมรรคาจารย์เอาไว้ ไทซังคุนหลุนถึงขั้นสงสัยว่าแม้แต่บรรพจารย์ยุทธ์ก็อาจไม่มั่นใจว่าตนเองจะจัดการมรรคาจารย์ได้
“มหันตภัยอยู่ตรงหน้าแล้ว โลกเทพยุทธ์ต้องเปลี่ยนแปลง อัครเทพยุทธไม่ควรมีมากมายถึงเพียงนั้นอีกต่อไป ข้าคาดหวังกับเจ้ามากนะ” บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเยี่ยมเยียนไทซังคุนหลุนด้วยตนเอง ความจริงแล้วนับตั้งแต่เขากุมอำนาจเขาก็เมินเฉยไทซังคุนหลุนไปช่วงหนึ่ง
“ข้าจะพยายามเต็มที่ขอรับ” ไทซังคุนหลุนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทระนงตนแต่ไม่ก้าวร้าว
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยกมือขวาขึ้น ปราณสีดำกับสีขาวสองสีเคียงคู่กันอยู่เหนือฝ่ามือ พวกมันก่อตัวเป็นรูปมัจฉาคูหยินหยางอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็ตบมันมาหาไทซังคุนหลุน ไทซังคุนหลุนไม่หลบเลี่ยงเขายอมรับทุกสิ่งอย่างนิ่งสงบ
เมื่อปราณสีขาวดำตกกระทบบนหน้าผากของไทซังคุนหลุน ตราประทับสองเส้นก็พลันปรากฏบนหน้าผากของเขา ก่อนจะจางหายไป
“มันจะนำทางเจ้าไปหาอสุรกายมหันตภัย แล้วยามพบอันตรายข้าก็จะตามหาเจ้าได้” บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานกล่าวจบก็หมุนตัวจากไป
ไทซังคุนหลุนยกมือลูบหน้าผากของตนเอง เมื่อคลื่นพลังปราณของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหายลับไปแล้ว แววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นแววตาเคร่งขรึม เขายกมือขวาขึ้นมาคว้าตรงหน้าผาก กระชากปราณสีขาวดำนั้นออกมา
“โลกเทพยุทธ์ช่างชอบเล่นตุกติกกลับหลังเสียจริง”
ไทซังคุนหลุนพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ เขาบีบลมปราณสีขาวดำเข้าไปในฝ่ามือ กลางฝ่ามือบังเกิดเป็นภาพมัจฉาคูหยินหยาง หลังจากทำทุกสิ่งนี้เสร็จสิ้นเขาก็นั่งลงฝึกวิชาต่ออีกครั้ง กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างอ้อยอิ่ง สวรรค์ชั้นสามสิบสามยังเงียบสงบ ไม่มีข่าวคราวใดทั้งสิ้น
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงผู้นั่งทำสมาธิอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาลืมตาโพลง แสงสีทองอันน่าหวาดหวั่นสองสายแผ่พุ่งออกไป ทว่าเพียงชั่วพริบตาพวกมันก็หายวับไปจึงไม่ทันรบกวนมู่หลิงลั่วที่กำลังฝึกบำเพ็ญกับไป๋หลงที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ ส่วนไป๋ฉีไม่เห็นอยู่ตรงนี้
เจียงฉางเซิงรู้สึกประหนึ่งตื่นจากความฝัน การปิดด่านหนนี้เขาจมดิ่งอยู่ในมรรคาแห่งกรรมจนยากจะดึงตนเองออกมา ประหนึ่งเขาตกอยู่ในห้วงฝันอันยาวนานและหนักอึ้ง แต่ระหว่างนั้นผลมรรคาเอกเทวระก็ยังดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินสั่งสมพลังอาคมด้วยตนเองไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้พลังอาคมของเขาเต็มเปี่ยมอย่างยิ่ง
มือขวาของเขานับนิ้วคำนวณแล้วพบว่าตนเองปิดด่านมาสามร้อยกว่าปีแล้ว เทียนจิงมาถึงปีเสวียนเต่าที่ห้าร้อยยี่สิบเอ็ดแล้ว!
นี่เป็นการปิดด่านครั้งที่ยาวนานที่สุดของเขา หลังจากลืมตาขึ้นเขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว กลิ่นอายของฟ้าดินกำลังแปรเปลี่ยน กรรมทั้งหลายในฟ้าดินก็กำลังเปลี่ยนผัน เขารู้สึกเหมือนตนเองโผล่มาอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งเลยทีเดียว
“วิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบสามคือสิ่งใดกันแน่…”
ในใจของเจียงฉางเซิงงุนงงงวย เขารู้สึกว่าวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบสองจนแตกฉานแล้ว ทว่าเขากลับค้นพบจุดที่จะทำให้เขาเลื่อนขั้นไม่ได้เลย ยิ่งวิชามรรคาธรรมชาติระดับขั้นสูงขึ้น ความยากของการเลื่อนขั้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ทุกสิ่งเป็นไปตามครรลอง ขอเพียงฝึกไปถึงขั้นก็เลื่อนขั้นได้แล้ว
เจียงฉางเซิงนั่งครุ่นคิดเงียบ ๆ อยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาหลังจากผ่านไปเนิ่นนานเขาก็ลืมตาขึ้นแล้วเริ่มสำรวจตรวจตราแดนมนุษย์
กาลเวลาผ่านไปสามร้อยกว่าปี แดนมนุษย์ย่อมเปลี่ยนโฉมใหม่แล้ว บนโลกคุนหลุนโลกบำเพ็ญเซียนเข้ามาแทนที่วิถียุทธอย่างสมบูรณ์ หลังจากวิถีเซียนก่อตั้งมาหนึ่งพันกว่าปีโลกบำเพ็ญเซียนก็ให้กำเนิดผู้ฝึกบำเพ็ญที่เก่งกาจออกมามากมาย ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดสามารถต่อสู้กับระดับขั้นยุทธบรรจบเทพได้แล้ว นั่นเท่ากับก้าวก้าวข้ามจักรพรรดิยุทธ มหาเซียนวังเฉินผู้ครอบครองคันฉองฟ้าดินยิ่งเก่งกาจถึงขั้นต่อสู้กับเยียจานผู้ที่อยู่ระดับขั้นสุญญตาทะลวงยุทธได้อย่างสูสี การประลองหนนั้นสั่นสะเทือนโลกคุนหลุน มันผลักดันกระแสการบำเพ็ญเซียนจนไปถึงจุดสูงสุด
ศึกนั้นทำให้ผู้ฝึกยุทธที่มาเยือนจากโลกเทพยุทธตกตะลึงเช่นเดียวกัน
มหาเซียนวังเฉินเพิ่งจะอายุเท่าไรกัน อายุเพียงเท่านี้หากเปลี่ยนเป็นการฝึกยุทธแล้วเขาก้าวมาถึงระดับจักรพรรดิยุทธได้เช่นนี้ เขาคงกลายเป็นยอดอัจฉริยะที่ทำให้ทั่วนภาดาราของมหาพิภพนิลเหลืองตกตะลึง
พลังของสมบัติอาคมถูกสลักลึกในหัวใจของผู้ฝึกยุทธยิ่งกว่าเดิม ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้ฝึกบำเพ็ญจากมหามรรคาสายอื่นต่างเดินทางมายังโลกคุนหลุน ทำให้กิตติศัพท์ของวิถีเซียนแผ่ขยายกว้างขวางขึ้นทุกที
แต่การผงาดขึ้นมาของโลกบำเพ็ญเซียนกลับส่งผลกระทบกับแดนสวรรค์อย่างน้อย การขจัดภัยพาลความชั่วร้ายของเหล่าเทพเซียนบนแดนสวรรค์ก็ไม่ง่ายดายเช่นเดิมอีกแล้ว ความแข็งแกร่งของมหาเซียนวังเฉินทำให้ผู้คนคลางแคลงในตัวจักรพรรดิสวรรค์
มหาเซียนวังเฉินมีคันฉองฟ้าดินคืออันแสนแข็งแกร่งแล้ว จักรพรรดิสวรรค์มีสิ่งใด
บัญชีสถาปนาเทพหรือ สิ่งนั้นทำได้เพียงสถาปนาเทพ ต่อสู้ไม่ได้เสียหน่อย!
ประตูหมื่นโลกกับทะเลเมฆเทียมฟ้าก็เหมือนกัน จักรพรรดิสวรรค์ถูกกระตุ้นจากเรื่องนี้จึงเริ่มปิดด่านฝึกบำเพ็ญ บรรยากาศของแดนสวรรค์แปลกประหลาดยิ่งนัก ไร้ซึ่งความกลมเกลียวและความผ่อนคลายเช่นในวันวาน
เจียงฉางเซิงแอบพึมพำกับตัวเอง “เจ้าเด็กคนนี้ช่างแสดงเก่งเสียจริง เอาเถิด”
แล้วจากนั้นเขาก็หายตัวไปจากในตำหนัก
ณ ตำหนักจักรพรรดิสวรรค์ ลำแสงทอดเข้ามาสองสว่างภายในตำหนัก บนเพดานคือภาพนภาดารา ดวงดาวโคจรเป็นวงโค้งขณะที่ดวงตะวันเจิดจ้าทั้งเกาลอยนิ่ง จักรพรรดิสวรรคนั่งสมาธิอยู่บนเบาะกลมเขากำลังโคจรพลังเพื่อฝึกบำเพ็ญ เพียงแต่คิ้วของเขากำลังขมวดแน่น สายลมอันรุนแรงพัดดังหวิดหวิวเป่าเส้นผมสีดำของเขาจนยุ่งเหยิง อาภรณ์สะบัดพริบพับ เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็พบเกาทัณฑ์เทพอันสุดแสนจะแข็งแกร่งลอยอยู่เบื้องหน้า มันก็คือเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันนั่นเอง!
“จับมันไว้สิ!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินก็เผยสีหน้าตื่นตระหนกผสมยินดีปรีดา เขารีบลุกขึ้นคว้าเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันมาไว้ในมือ
“ท่านพ่อ…”
จักรพรรดิสวรรค์กำลังจะเอ่ยปากเรียก แต่เจียงฉางเซิงชิงโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า ยกมือขวาชี้นิ้วมาที่ดวงตาของเขา ทันใดนั้นความทรงจำมหาศาลก็ไหลบ่าเข้ามาในสมองของจักรพรรดิสวรรค์จนทำให้เขาตกอยู่ในห้วงภวังค์ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดกว่าจักรพรรดิสวรรค์จะได้สติกลับมา เขามองเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันตรงหน้าแล้วอุทานออกมา “วิชาเกาทัณฑ์ตาอ๊อิพิฆาตโลกา…”
เขาสูดลมหายใจลึกยาวเฮือกหนึ่งแล้วถือคันธนูของเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันขึ้นมา ห้วงอารมณ์นับพันหมื่นไหลบ่าอยู่ในหัวใจ
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงนั่งลง มู่หลิงลั่วเดินเข้ามาหาเขาแล้วถอนหายใจเอ่ยว่า “เจ้าเด็กคนนี้เป็นจักรพรรดิสวรรค์แล้วยังทำให้ท่านเป็นห่วงไม่เลิก”
“ใครให้เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของพวกเราเล่า อย่างสิ่งนี้ก็สมควรมอบให้เขา เพราะคราวเคราะห์ของเขาปรากฏขึ้นมาแล้ว”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างไม่อินังขังขอบ เขาไม่ได้ใช้เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันมานานแล้ว การยกมันให้เจียงจืออวี่นับว่าได้ช่วยเพิ่มอำนาจให้จักรพรรดิสวรรค์กับแดนสวรรค์ เท่ากับว่าใช้ของให้เป็นประโยชน์สูงสุด
ระดับขั้นบำเพ็ญของจักรพรรดิสวรรค์เป็นรองเพียงเจียงฉางเซิงเท่านั้น เขาก้าวถึงขั้นเซียนพิภพแล้ว ทั้งยังเป็นเซียนพิภพเพียงหนึ่งเดียวของโลกคุนหลุนอีกด้วย ต่อให้ไร้ยอดสมบัติอาคมเขาก็สยบทุกคนที่อยู่ในขั้นยอดวิทยุทธกำเนิดสวรรค์ได้ ยามนี้เมื่อมีเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันมาสมทบ พลังของเขาย่อมเพิ่มทวี