ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 957 อสนีบาตทำลายล้างแห่งจักพรรดิเทวะยุทธ์
ครืน! ครืน!
สายรุ้งนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากร่างของฉู่โม่ว กลายเป็นคลื่นยักษ์และกระจายไปทั่วทั้งจักรวาล
มองมาจากอนาคตที่ไกลโพ้น ข้ามกาลเวลาและหลบผ่านห้วงมิติ ที่แห่งนั้นยังมีรัศมีที่สุกสกาวส่งไปถึง
ความงดงามศักดิ์สิทธิ์นี้เปี่ยมไปด้วยมหาเต๋าและพลังแห่งกฎเกณฑ์ มันเติมเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจวัดค่าได้และความลึกลับที่พูดไม่ออก ทุกสิ่งอย่างผสานปนเปกันและเกิดเป็นแสงสว่างที่คอยยึดเหนี่ยวกันและกันเสมือนโซ่ตรวน
ตอนนี้ แสงเหล่านั้นส่องกระจายไปทั้งบนและล่าง ปกคลุมทั่วทุกสารทิศรวมไปถึงตัวฉู่โม่วด้วย
ทั่วทั้งร่างของเขาเหมือนลอยอยู่บนฟากฟ้า ผ้าคลุมที่ห่มร่างของเขาไว้พลิ้วไสวโดยไม่ต้องมีลมพัดผ่าน
วินาทีนั้น หากมีคนนอกเข้ามาเห็น พวกเขาจะต้องตกใจไปชั่วขณะ เพราะทั่วทั้งร่างของชายหนุ่มมีแสงสว่างเปล่งประกายออกมาจากภายใน เสมือนพระอาทิตย์ดวงโตสว่างระยิบตาและละสายตาไปได้ยาก
ความยิ่งใหญ่อันไร้ที่สิ้นสุดและความศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือคณานับกระจายตัวไปทั่ว
ทำให้สรรพสิ่งที่สัมผัสกลิ่นอายนี้ต้องสรรเสริญเขาโดยไม่ทันตั้งตัว!
สิ่งนี้คือพลังชีวิตระดับบริสุทธ์ และความแข็งแกร่งในระดับที่สยบทุกสิ่ง
ครืน!
ขณะที่การเลื่อนขั้นของฉู่โม่วมาถึงปลายทางแล้วนั้น กลิ่นอายความเกรงขามก็กระจายออกมา กลิ่นอายนี่แฝงด้วยความลึกลับอย่างน่าเหลือเชื่อและพลังอันกล้าแกร่งเหนือธรรมชาติแฝงมาด้วย
ควบคู่ไปกับกลิ่นอายที่ห่อหุ้มร่าง
เปรี๊ยะ!!
ทันใดนั้น ภายในห้วงมิติก็เกิดเสียงสายฟ้าฟาดดังกึกก้องต่อจากเสียงนั้นทันที
ฉู่โม่วมองเห็นว่าในจักรวาล เมฆดำนับไม่ถ้วนกำลังรวมตัวกันและห่อหุ้มดาวเคราะห์ที่ชายหนุ่มอยู่เอาไว้ มันทั้งดำทมิฬและน่ากลัวด้วยกลิ่นอายที่ราวกับส่งต่อมาจากสวรรค์ทั้งเก้าชั้น
จักรวาลในระยะไกลกว่าร้อยล้านกิโลเมตร สิ่งมีชีวิตมากมายสัมผัสได้ถึงความพรั่นพรึงจากก้นบึ้งของจิตใจ พวกมันต่างแหงนหน้ามองไปยังดาราจักรด้วยความหวาดกลัว
ดาวเคราะห์ที่อยู่ภายในจักรวาลระยะร้อยล้านกิโลเมตร สิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนั้นล้วนสั่นระงมกันยิ่งกว่า พวกเขาคุกเข่าลงกับพื้น ราวกับกำลังอ้อนวอนต่อเทพผู้ยิ่งใหญ่
ส่วนเหล่าผู้ปลุกพลัง ต่างเงยหน้าขึ้นมามองบนฟากฟ้า
ในการรับรู้ของพวกเขา ตระหนักได้ชัดเจนถึงพลังทำลายล้างอันมหาศาลที่กระจายตัวออกมา เพียงความรู้สึกก็เหมือนกับว่าตัวเองและดวงดาวที่อยู่อาศัยได้ถูกทำลายจนเหลือเพียงก้อนฝุ่นแล้ว
“นี่มัน…”
“เกิดอะไรขึ้น”
“ทำไมถึงมีกลิ่นอายที่น่ากลัวแบบนี้เกิดขึ้นได้?!”
“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว ขนาดมาจากไกล ๆ ยังรับรู้และก่อให้เกิดความกลัวจากก้นบึ้งของจิตใจ หรือว่าจะมีเทพสวรรค์กับผู้ปลุกพลังกำลังสู้กันอยู่ นี่คือคลื่นลูกหลงงั้นเหรอ?”
ผู้อยู่ในขั้นปลุกพลังทั้งหลายล้วนแต่หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
และในขณะที่เหล่าผู้ปลุกพลังที่อยู่ในขั้นราชันย์เทวะยุทธ์ขึ้นไป สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของจักรวาล ทุกคนหันไปให้ความสนใจกับกลิ่นอายที่เปี่ยมด้วยพลังทำลายล้างนี้กันถ้วนหน้า
“นี่มัน… อสนีบาตทำลายล้างแห่งจักรพรรดิเทวะยุทธ์!?”
ภายในทุ่งดวงดาวที่อยู่ไกลห่างออกไป ชายชราคนหนึ่งผู้มีเคราและผมสีขาวโพลนลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง “หรือว่าจะมีราชันย์เทวะยุทธ์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของขั้นตัวเองเพื่อเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ โลกและสวรรค์ถึงได้เกิดเสียงคำรามดังสะท้านขนาดนี้!?”
“แต่…ความผันผวนของอสนีบาตนี้ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก! เมื่อเทียบกับอสนีบาตทำลายล้างทั่วไปแล้ว สิ่งนี้…แข็งแกร่ง…แข็งแกร่งกว่ามาก!”
เขาขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
ครั้งที่เขาเลื่อนขั้นเป็นจักพรรดิเทวะยุทธ์จากราชันย์เทวะยุทธ์ ก็เคยได้ประสบกับอสนีบาตทำลายล้างมาแล้ว แต่ความน่าเกรงขามในครั้งนั้นแตกต่างกับอสนีบาตทำลายล้างครั้งนี้โดยสิ้นเชิง
หากตอนนั้นเขาต้องเผชิญหน้ากับอสนีบาตทำลายล้างระดับนี้ละก็ บางทีเขาอาจเอาตัวรอดจากตอนนั้นมาไม่ได้แน่!
“ใครกันที่ดลบันดาลให้เกิดอสนีบาตทำลายล้างระดับนี้ได้!?”
หลังจากคิดแบบนั้น เขาก็เตรียมจะออกไปสืบหา
ในขณะเดียวกัน
ผู้ปลุกพลังบางคนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงพลังโกลาหล และความผันผวนในอสนีบาตทำลายล้าง แต่ระดับของความผันผวนในอสนีบาตทำลายล้างครั้งนี้ อยู่เหนืออสนีบาตทำลายล้างครั้งก่อน ๆ เป็นอย่างมาก จึงทำให้พวกเขาตกใจกัน
ดินแดนบรรพชนแห่งเผ่าเมดูซ่า
เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงที่อยู่ในขั้นผู้ปลุกพลังต่างสีหน้าเปลี่ยนไป พวกเขาลืมตาตาม ๆ กัน
“มีความผันผวนระดับนี้มาจากเขตแดนของดาราจักรอสรพิษสวรรค์!”
“กลิ่นอายพลังของอสนีบาตทำลายล้างแข็งแกร่งจริง ๆ น่าจะแข็งแกร่งกว่าตอนที่ข้าทลายขีดจำกัดเสียอีก ข้าว่าของข้าน่าภาคภูมิใจแล้วเชียว!”
“ดูเหมือนจะมีจักรพรรดิเทวะยุทธ์คนใหม่ถือกำเนิดในเขตแดนนั้น บางทีนี่อาจจะทำให้อนาคตของพวกเราเปลี่ยนไปอย่างมากก็ได้!”
“ข้าคาดเดาไม่ได้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นผ่านสายฟ้าที่รุนแรงระดับนี้”
“การกำเนิดของจักรพรรดิเทวะยุทธ์คนใหม่นี้ จะนำพาปัญหามาให้พวกเราหรือเปล่า?”
ผู้อาวุโสทั้งสามคนรวมตัวกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้
พวกเขาไม่อาจนิ่งนอนใจได้
ทั้งสามคนได้ทำการควบแน่นแก่นวิถีไปแล้ว จึงมีพลังไม่ธรรมดา พวกเขาต่อสู้ด้วยกันเพราะศรัทธาในพลังศักดิ์สิทธิ์ที่น่าเกรงขาม รวมไปถึงจิตวิญญาณปฐมกาลก็ถูกฝังไว้ในมิติอื่นหมดแล้ว พวกเขาจึงสังหารกันเองได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เป็นเผ่าเมดูซ่าเองก็ยังต้องจับตามองการกำเนิดของจักรพรรดิเทวะยุทธ์
และในตอนนี้…
ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับพูดด้วยเสียงดัง “บรรพชนได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และมอบคำสั่งลงมา ไม่ว่าผู้ปลุกพลังที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอสนีบาตทำลายล้างจะเป็นใคร หาตัวให้เจอ จากนั้นต่อรองกับเขา ลองดูว่าจะเป็นพันธมิตรได้ไหม หากเขาเลือกที่จะเป็นศัตรูก็จงกำจัดเสีย!”
“ให้เขาได้รู้ว่า ต่อให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ได้แล้ว เขาก็ยังต้องก้มหัวอยู่ในดาราจักรอสรพิษสวรรค์ต่อไป!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสทั้งสามคนก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้ารับทราบ
ทันใดนั้น มิติรอบข้างก็ปริแยก ก่อนที่ผู้อาวุโสเหล่านั้นจะพุ่งเข้าไปในมิติเพื่อมุ่งหน้าไปยังต้นทางที่กลิ่นอายลอยมา
…
ในขณะที่เหล่าผู้ปลุกพลังมากมายกำลังมา
ภายในดวงดาวที่ฉู่โม่วใช้ทลายขีดจำกัดของตัวเอง ณ ตอนนั้น เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายของเขากำลังจะถึงขีดจำกัดแล้ว และในขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ถึงอสนีบาตทำลายล้างจากภายนอกโลก
หากเขาเอาตัวรอดไปได้ ก็จะรวมพลังสร้างแก่นวิถีและก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ได้!
แต่…
“พลังของอสนีบาตนี่ช่างทรงพลังจริง ๆ!”
ฉู่โม่วเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขามองทะลุชั้นดินออกไปแล้วเห็นก้อนเมฆดำที่ก่อตัวอยู่ในมิติ
ห่อหุ้มไว้ด้วยสายฟ้านับพันกิโลเมตร กระแสไฟฟ้าสีม่วงปรากฏให้เห็นอยู่เป็นนิจ รวมไปถึงพลังทำลายล้างอันน่าสยดสยองเองก็แผ่กระจายลงมาจนสัมผัสได้
หากอสนีบาตทำลายล้างนี้ปะทุอย่างสมบูรณ์ มันจะต้องส่งพลังอันมหาศาลไปทำลายทั้งสวรรค์และโลกแน่ ๆ!
แม้แต่ฉู่โม่วเองก็รู้สึกได้ถึงอันตราย
แต่…
‘โอกาสก็มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงละนะ’
‘ถึงแม้หายนะจะน่ากลัว แต่มันย่อมแฝงด้วยโอกาสมหาศาล หากเอาชีวิตรอดไปได้ ฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน!’
คิดได้ดังนั้น
ฉู่โม่วก็ไม่ได้ลังเลอีกต่อไป รีบปลดปล่อยพลังอณูแห่งชีวิตและเลือดภายในร่าง รวมไปถึงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เองก็ควบแน่นจนเกือบจะถึงระดับสูงสุด
เขาปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ เพื่อปะทะกับฟากฟ้า เอาชนะผืนโลก สยบผู้คนและอยู่เหนือทุกเผ่าพันธุ์!
จนถึงตอนนี้ เขายังไม่เคยถอยเลยแม้แต่ก้าวเดียว!
ยามที่จะก้าวข้ามราชันย์เทวะยุทธ์ไปยังขั้นใหม่ในตอนนี้ คิดหรือว่าลำพังเพียงอสนีบาตทำลายล้างจะทำให้เขากลัวจนหัวหดได้!
“เอาเลย!”
“ทำให้ฉันได้เห็นสิ ความห่างชั้นระหว่างอสนีบาตทำลายล้างกับความแข็งแกร่งของฉันคนนี้น่ะ!”
ฉู่โม่วเพ่งมองไปในสายฟ้า
ครืน!
ทุกขณะที่จิตสัมผัสของชายหนุ่มคอยตรวจสอบสถานการณ์ เสียงของอัสนีที่กำลังก่อตัวอยู่บนเมฆก็ดังกึกก้องไปทั่วฟ้า บนเมฆสีดำมีกระแสไฟฟ้าสีม่วงวิ่งผ่านไปผ่านมาเสมือนงูที่กำลังคืบคลาน
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นเอง สายฟ้าฟาดที่น่าสะพรึงกลัวจากมวลเมฆดำก็ผ่าลงมายังฉู่โม่วตรง ๆ
มันยังมาไม่ถึง
แต่ด้วยพลังทำลายล้างของมันที่ส่งกระจายไปทั่วทั้งชั้นฟ้าและจักรวาล ก็ทำให้มิติมากมายสั่นสะเทือน กาแล็กซีสั่นคลอน และดวงดาวมากมายถูกทำลายเพียงกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างนี้!
ไกลตราบที่สายตาจะมองเห็นได้
เกิดแสงว่างจ้าไปทั่วทั้งจักรวาล
เป็นต้นเหตุทำให้ดวงดาวมากมายระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ!