บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 379 สอบถามซูหยวน
บาดแผลของซุนซู่นั้นสาหัสสากรรจ์จนน่าขวัญผวา
“ท่านอาจารย์ลุง ท่านบาดเจ็บถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?” เสินชิงเยียนแสดงสีหน้าเป็นห่วง
“เจ้าหวังตูผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและอำมหิตเกินไป อีกทั้งยังมีของสมบัติล้ำค่าและไพ่ตายซ่อนไว้มากมาย ข้าประมาทไปเพียงนิดก็เกือบถูกเขาสังหารเสียแล้ว” เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ซุนซู่ก็มีสีหน้าเขียวคล้ำ ดวงตาทั้งคู่แทบจะพ่นไฟออกมาด้วยความแค้น
เสินชิงเยียนและคนอื่นๆ ต่างตกใจ เพราะท่านอาจารย์ลุงซุนซู่นั้นเป็นถึงเจินจวินขอบเขตธำรงสัจธรรม! กลับเกือบจะถูกหวังตูที่อยู่เพียงขอบเขตเบญจขันธ์สังหารรึ?
ในขณะนั้น ลู่เยี่ยก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน หวังตู? หรือว่านี่จะเป็นชื่อจริงของเฒ่ามู่?
“ท่านอาจารย์ลุง แล้วหวังตูเล่า?” หนานป๋อจวินถาม
“หนีไปแล้ว” ซุนซู่กล่าวด้วยความรู้สึกอัปยศ “พวกของเราที่ไปตามสังหารหวังตูเกือบทั้งหมดล้วนเสียหายย่อยยับ อย่างไรก็ตาม หวังตูเองก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสาสม ต่อให้หนีไปได้เขาก็อย่าหวังว่าจะอยู่อย่างเป็นสุข!” ในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความแค้น
ลู่เยี่ยที่เคร่งเครียดอยู่พลันผ่อนคลายลงทันที เพียงแค่เฒ่ามู่รอดพ้นอันตรายไปได้ก็เพียงพอแล้ว
“ท่านอาจารย์ลุง ท่านไม่ควรเสี่ยงชีวิตขนาดนี้เลย” หมิงซือฮวาถอนหายใจ “พวกเราแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ไม่มีความแค้นอันใดกับหวังตูผู้นั้น แค่ทำเป็นพิธีก็พอแล้ว เหตุใดต้องสู้กันจนตัวตายด้วย?”
ซุนซู่ส่ายหน้า “เจ้าไม่เข้าใจ คนมากเรื่องมากความ หากไม่ลงแรงให้เต็มที่แล้วเรื่องเกิดรั่วไหลออกไป มีแต่จะนำภัยมาสู่สำนัก”
ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นลู่เยี่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกล “คนผู้นี้คือใคร?”
เสินชิงเยียนอธิบายเรื่องราวสั้นๆ ซุนซู่ส่งเสียงอ้อเพียงคำเดียวแล้วก็ไม่ได้สนใจลู่เยี่ยอีก เห็นได้ชัดว่าในยามที่เขาบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ย่อมไม่สนใจผู้ฝึกตนอิสระเช่นลู่เยี่ยเลยแม้แต่น้อย
และในขณะนั้น หนานป๋อจวินก็เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นในค่ายพักให้ฟัง หลังจากฟังจบซุนซู่ก็ขมวดคิ้วแน่น “หรือว่าเศษเดนเมืองจักรพรรดิแดงที่ปรากฏตัวในครั้งนี้ จะไม่ได้มีเพียงหวังตูแค่คนเดียว?” ทันใดนั้น ซุนซู่ก็กระอักเลือดสีดำออกมาคำโต ใบหน้าพลันซีดเผือดราวกับกระดาษ
“ไปกันเถอะ รีบออกจากที่นี่กลับสำนักก่อน!” หลังจากที่ซุนซู่ฝืนพูดประโยคนี้ออกมาแล้ว เขาก็หมดสติไปอย่างสิ้นเชิง ทันใดนั้น หัวใจของเสินชิงเยียนและคนอื่นๆ ต่างก็บีบคั้นด้วยความตกใจ พวกเขาไม่กล้ารอช้า รีบเคลื่อนไหวเพื่อเดินทางกลับสำนักทันที วูบ!
เรือสมบัติทะยานไปบนท้องฟ้ารวดเร็วดังพายุ พุ่งผ่านม่านเมฆในยามราตรีไปอย่างรวดเร็ว บนเรือสมบัติ หนานป๋อจวินกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ดูเหมือนท่านอาจารย์ลุงจะได้รับบาดเจ็บที่อวัยวะภายในจากวิชาลับบางอย่าง ภายในร่างกายยังมีพลังคำสาปต้องห้ามที่รุนแรงสายหนึ่งหลงเหลืออยู่ สมุนไพรวิญญาณธรรมดาไม่สามารถบรรเทาอาการบาดเจ็บของท่านอาจารย์ลุงได้เลย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าเกรงว่า…”
เสินชิงเยียนขมวดคิวงาม “มีอะไรก็พูดมาตรงๆ”
หนานป๋อจวินกล่าวเสียงต่ำ “ศิษย์พี่ ข้าเกรงว่ายังไม่ทันถึงสำนัก ท่านอาจารย์ลุงจะทนไม่ไหวเสียก่อน”
ดวงตาของเสินชิงเยียนวาวโรจน์ นางตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี?”
หมิงซือฮวาถามด้วยความกังวล พวกเขาสัมผัสได้ว่าพลังลมปราณทั้งร่างของซุนซู่กำลังอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง
“ข้าจัดการเอง!” หนานป๋อจวินพลิกฝ่ามือ ปรากฏแหวนปานจื่อสีแดงฉานดุจเปลวเพลิงออกมา บนแหวนปานจื่อนั้นแผ่กระจายกลิ่นหอมประหลาดเป็นคลื่นออกมา หนานป๋อจวินวางแหวนปานจื่อลงบนหว่างคิ้วของซุนซู่ จากนั้นจึงกล่าวว่า “แหวนปานจื่อเพลิงฉื่อของข้า อย่างมากที่สุดก็ช่วยยื้อชีวิตท่านอาจารย์ลุงไว้ได้เพียงหนึ่งชั่วโมงเทานั้น เมื่อพ้นเวลานี้ไปมันจะไร้ผลทันที”
“หนึ่งชั่วโมง… ไม่มีทางกลับไปถึงสำนักได้ทันแน่…” ใบหน้าของหมิงซือฮวาเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม
เสินชิงเยียนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด “ศิษย์พี่ ท่านรีบส่งสารไปแจ้งเจ้าสำนัก รายงานอาการของท่านอาจารย์ลุงซุนซู่อย่างละเอียด ให้สำนักส่งคนมาพบกับพวกเรา!” หมิงซือฮวารีบลงมือทันที
เสินชิงเยียนเดินไปมาอย่างกระวนกระวาย นางดูเหมือนจะสงบนิ่งแต่ความจริงแล้วในใจกำลังกังวลอย่างเห็นได้ชัด ลู่เยี่ยซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา เขาถึงกับมองออกในแวบแรกว่า ซุนซู่ถูก ‘ตราลับเบญจเทพ’ เล่นงานเข้าแล้ว!
นี่เป็นหนึ่งในวิชาลับที่สืบทอดกันมาในเมืองจักรพรรดิแดง เมื่อใดก็ตามที่ถูกโจมตีด้วยวิชานี้ พลังของตราลับจะคุกคามและกัดกร่อนอวัยวะภายในทั้งห้าของร่างกายอย่างต่อเนื่อง หากไม่รีบสลายพลังโดยเร็ว อวัยวะทั้งห้าจะแตกสลาย นำไปสู่การทำลายแกนแท้แห่งชีวิต แน่นอนว่าลู่เยี่ยมีวิธีที่จะสลายมัน แต่เขาไม่เต็มใจที่จะช่วย ซุนซู่คนนี้ไล่ล่าสังหารเฒ่ามู่ การที่ลู่เยี่ยไม่ลงมือซ้ำเติมก็ถือว่าดีมากแล้ว นอกจากนี้ลู่เยี่ยก็ไม่เหมาะที่จะลงมือ เพราะจะทำให้ตัวตนถูกเปิดเผยได้ง่าย
ทันใดนั้น เสียงกระแสจิตอันเย็นชาของเสินชิงเยียนก็ดังขึ้นข้างหูของลู่เยี่ย
“ซูหยวน ตามที่ข้าทราบมา ในวิชาสืบทอดของสำนักเตาเจิงชิงนั้น มีวิชาเฉพาะทางในการรักษาบาดแผลอยู่มากมาย ในสิ่งที่เจ้าได้รับการสืบทอดมานั้น มีวิชาลับที่คล้ายกันหรือไม่?”
ลู่เยี่ยชะงักไป เขารู้สึกประหลาดใจมาก เสินชิงเยียนให้เกียรติซูหยวนที่มีฐานะเป็นผู้ฝึกตนอิสระมากเกินไปแล้วหรือไม่? ในใจเสินชิงเยียนเองก็อับจนหนทาง นางคิดหาวิธีมาสารพัดแต่ก็ไม่ได้ผล จนกระทั่งสายตาบังเอิญเหลือบไปเห็นลู่เยี่ย นางจึงฉุกคิดถึงวิชาสืบทอดของสำนักเตาเจิงชิงขึ้นมา ด้วยความรู้สึกว่าลองดูก็ไม่เสียหาย นางจึงถามเรื่องนี้กับลู่เยี่ยเหมือนกับการรักษาแบบม้าตายรักษาให้เป็น โดยไม่ได้หวังผลอะไรมากนัก
แต่เกินความคาดหมายของนาง นางเห็นลู่เยี่ยส่งเสียงกระแสจิตตอบว่า “ข้าไม่ปิดบังท่านผู้อาวุโส ในเคล็ดวิชาลับของสำนักเตาเจิงชิงที่ข้าได้รับมานั้น มีเคล็ดวิชาลับหนึ่งวิชาที่สามารถสะกดพลังคำสาปชั่วร้ายในร่างกายได้ บางทีอาจจะลองดูก็ได้”
ดวงตาของเสินชิงเยียนเปล่งประกาย นางส่งเสียงกระแสจิตว่า “หากข้าให้เจ้าลงมือ ย่อมต้องทำให้วิชาสืบทอดในตัวเจ้าถูกเปิดเผย… เจ้า ยินดีจะสอนวิชาลับนั้นให้ข้า เพื่อให้ข้าเป็นคนลงมือลองดูหรือไม่?”
ลู่เยี่ยกล่าวในใจว่านี่ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เขาตอบตกลงทันที และบอกวิชาลับนั้นให้เสินชิงเยียนผ่านการส่งเสียงกระแสจิต วิชาลับนี้มีชื่อว่า ‘วิชาดาราเมฆาน้อย’ ซึ่งไม่ใช่ทั้งวิชาที่สืบทอดมาจากสำนักเตาเจิงชิง และก็ไม่ใช่วิชาการสืบทอดของเมืองจักรพรรดิแดง แต่มันเป็นวิชาลับที่มาจากสำนักเตาฝู่เยา! ยิ่งไปกว่านั้น ลู่เยี่ยมั่นใจว่าวิชาดาราเมฆาน้อยนี้จะช่วยยื้อชีวิตซุนซู่ได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถขจัดพลังตราลับเบญจเทพได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยวิธีนี้นอกจากจะได้รับความดีความชอบจากเสินชิงเยียนแล้ว ยังทำให้ซุนซู่ต้องทรมานต่อไปอีกสักพัก ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
‘เฒ่ามู่เอ๋ยเฒ่ามู่ อย่าหาว่าข้าไม่รักพวกพ้องเลย เพื่อที่จะแฝงตัวเข้าสำนักดาบตาหลัวและเกาะขาเสินชิงเยียนไว้ให้แน่น ข้าจำเป็นต้องใช้แผนนี้’ ลู่เยี่ยคิดในใจ
จากนั้นเสินชิงเยียนก็ใช้วิชาดาราเมฆาน้อย ซึ่งเป็นไปตามที่ลู่เยี่ยคาดการณ์ไว้ นางสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของซุนซู่ให้คงที่ได้สำเร็จ แม้อาการบาดเจ็บของซุนซู่จะยังไม่ดีขึ้น แต่พลังลมปราณทั้งร่างก็ไม่ได้อ่อนแรงลงอีกต่อไป
“ศิษย์พี่ นึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะครอบครองวิชาลับอันอัศจรรย์เช่นนี้” หนานป๋อจวินอุทานด้วยความทึ่ง “นี่คงเป็นวิชาลับที่ถ่ายทอดกันเฉพาะในตระกูลเสินของพวกท่านกระมัง?” เสินชิงเยียนเพียงส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ เท่านั้น
ส่วนหมิงซือฮวาพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง หากศิษย์น้องเสินมีวิชาเช่นนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่นำออกมาใช้ ทำไมต้องรอจนถึงยามนี้? เมื่อความสงสัยนี้ผุดขึ้นมา หมิงซือฮวาก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอื่นๆ เด็กหนุ่มที่ชื่อซูหยวนคนนั้น ปฏิกิริยาของเขาดูสงบนิ่งเกินไป! นี่ไม่เหมือนกับปฏิกิริยาที่ผู้ฝึกตนอิสระพึงจะมีเลย อย่างไรก็ตาม หมิงซือฮวาไม่ได้เปิดโปงเรื่องนี้ นางเพียงแค่รู้สึกว่าซูหยวนผู้นี้ไม่มีทางเรียบง่ายอย่างที่นางและหนานป๋อจวินคิดแน่นอน
ด้วยนิสัยเย็นชาและหยิ่งทะนงของเสินชิงเยียน แต่บัดนี้กลับจู่ๆ ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเด็กหนุ่มผู้ฝึกตนอิสระ เรื่องนี้เองก็นับว่าผิดปกติอย่างยิ่ง เช่นนั้นบนตัวเด็กหนุ่มคนนี้มีความพิเศษอะไรกันแน่ ถึงทำให้เสินชิงเยียนปฏิบัติดวยเช่นนี้? หมิงซือฮวายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ ชั่วขณะหนึ่ง สายตาที่นางมองลู่เยี่ยจึงเริ่มแฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่น่าสนใจ
‘รอให้ถึงสำนักก่อนเถอะ ข้าจะต้องหาโอกาสสืบดูตื้นลึกหนาบางของเจ้านี่ด้วยตัวเองให้ได้ ดูซิว่าเขามีดีอะไรกันแน่’ หมิงซือฮวาคิดในใจ
‘หญิงสาวที่งดงามจนล่มบ้านล่มเมืองคนนี้ สายตาที่มองมาที่ข้ามันไม่ชอบมาพากล’ ลู่เยี่ยยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิม แต่ในใจกลับเริ่มระแวง ‘หรือว่านางจะเห็นอะไรบางอย่างแล้ว?’