บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 280 บัลลังก์ดอกบัวทมิฬ
ท่ามกลางฟ้าดินที่มืดมิดและรกร้างนี้เต็มไปด้วยพลังลมปราณแห่งหายนะที่กดดันจิตใจผู้คน เมื่อพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวค่อยๆปรากฏขึ้นทีละสายรอบทิศทาง ยิ่งทำให้รู้สึกใจสั่นมากขึ้น
ในช่วงเวลานั้นลูเยี่ยเกิดความรู้สึกว่ามีอันตรายคุกคามอย่างรุนแรงในใจ เขาสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นปรากฏตัวขึ้น พวกมันทั้งหมดกำลัง ‘จ้องมอง’ มาที่ตนเอง!
อีกาหัวขาวร้องเสียงหลง “ท่านยาย หรือจะเป็นพวกตาแก่นั่น?”
“ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน”
หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แววตากลับเย็นชาอย่างที่สุด นางกวาดสายตามองไปรอบกายแล้วเอ่ยว่า “พ่ายแพ้แล้วพาลหรือ?”
เสียงแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง
“พ่ายแพ้อะไรกัน การร่วมมือกันครั้งนี้ของพวกเรามิได้มีเป้าหมายที่เนินจักรพรรดิเบญจธาตุเลยสักนิด”
ห่างออกไปในความมืด แสงสว่างสีทองพลันปรากฏขึ้น ปักษาดุร้ายสีทองที่มีร่างใหญ่โตทะยานผ่านอากาศเข้ามา
“ถูกต้อง พวกเรามาเพื่อสหายหนูลูเยี่ยต่างหาก”
ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าต้นนั้นก็มาด้วย กิ่งก้านนับหมื่นสายไหวดุจดังโซ่ศักดิ์สิทธิ์สีดำนับไม่ถ้วนที่กำลังโบกสะบัดอยู่
นอกจากนี้ไก่ห้าสี เทพวานรทมิฬ งูยักษ์สีเขียว ราชันวิญญาณที่สวมชุดเกราะเก่าคร่ำคร่า รวมถึงสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวอื่นๆก็ปรากฏตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากพยัคฆ์ขาวที่แบกดาบเลือดแล้ว พวกสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวที่เคยปรากฏตัวแถวเทือกเขาเฉียนเฟิงก็มากันครบทุกตัว!
“เจ้าหนู ข้าเตือนเจ้าถูกแล้วใช่หรือไม่?”
ไก่ห้าสีมองไปที่ลูเยี่ยด้วยรอยยิ้ม “หากเจ้าซาบซึ้งใจข้า ก็ลองมาอยู่ข้างกายข้าดูเถิด ข้าจะปกป้องเจ้าจากสายลมและสายฝนเอง!”
ลูเยี่ยยิ้มเล็กน้อย “เรื่องช่วยกำบังลมฝนก็แล้วไป มีโอกาสได้จับท่านไปตุ๋นเป็นซุปไก่สักหม้อนั้นแหละ ถึงจะเป็นการแสดงความซาบซึ้งจากใจข้าได้ดีที่สุด”
ไก่ห้าสีชะงักไปชั่วขณะ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิต
“ยอมได้… ข้าจะรอ!”
บรรยากาศยิ่งกดดัน เหล่าสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวพวกนั้นล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง ปิดเส้นทางถอยของลูเยี่ยและคนอื่นๆจนสิ้น
“ผู้พิทักษ์สุสาน เมื่อออกจากเทือกเขาเฉียนเฟิงแล้ว เจ้าก็สูญเสียที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพียงเจ้าคนเดียวคงปกป้องเด็กน้อยแซ่ลูผู้นั้นไม่ได้หรอก” ราชันวิญญาณเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ลูเยี่ยมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคนผู้นี้เอาเสียเลย
ก่อนหน้านี้ที่เทือกเขาเฉียนเฟิง ราชันวิญญาณยังคงแสดงออกอย่างสง่างาม ประกาศว่าอยากรับตนเป็นศิษย์สืบทอดวิชาของเขา
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้พิทักษ์สุสานพูดไม่ผิด คนผู้นี้พูดแต่เรื่องเหลวไหลทั้งนั้น!
“ผู้พิทักษ์สุสานยอมแพ้เสียเถอะ เพียงแค่ส่งมอบสหายหนูลูเยี่ยผู้นั้นมา พวกเราก็จะไม่สนใจวาสนาของเนินจักรพรรดิเบญจธาตุอีก”
งูยักษ์สีเขียวเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เลิกพล่ามไร้สาระ ใครขวางทางข้าก็ข้าจะฆ่ามันซะ!”
ผู้พิทักษ์สุสานพลิกฝ่ามือขึ้น อาภรณ์เก่าคร่ำคร่าชิ้นหนึ่งพลันปรากฏออกมา
ยามเมื่อเห็นอาภรณ์ชิ้นนี้ เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวต่างเผยสีหน้าหวาดระแวง เทพวานรทมิฬแสยะยิ้มเหี้ยม “ทุกท่านหญิงชราน่าตายนี้ปักใจจะกินรวบทุกอย่างเพียงผู้เดียว จะไปเสียเวลาเจรจากับนางทำไม? ลงมือเถิด!”
ตู้ม!
เสียงยังคงกึกก้องเขาก็เป็นฝ่ายลงมือก่อนโดยการเหวี่ยงกระบองสีดำทมิฬขนาดมหึมาฟาดลงมาหมายสยบจากระยะไกล
ผู้พิทักษ์สุสานสะบัดข้อมือเบาๆ อาภรณ์เก่าชิ้นนั้นก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นบัลลังก์ดอกบัวทมิฬขนาดประมาณหนึ่ง
บัลลังก์ดอกบัวทมิฬแผ่พลังกฎเกณฑ์ของมหาวิถีอันลึกลับประหลาด ก่อเกิดเป็นพลังค่ายกลครอบคลุมผู้พิทักษ์สุสาน ลูเยี่ย และอีกาหัวขาวไว้ภายใน
เทพวานรทมิฬฟาดกระบองลงมา ท้องฟ้าหมื่นจั้งถล่มทลายแตกสลาย อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือน
แต่เมื่อกระบองนี้ฟาดลงมากลับไม่สามารถสั่นคลอนบัลลังก์ดอกบัวทมิฬได้แม้แต่น้อย ปัง!!!
เสียงปะทะกึกก้องฟาดังขึ้น กระบองสีดำกลับเป็นฝ่ายถูกดีดสะท้อนกลับไป
ลูเยี่ยหรี่ตามอง
พลังของกระบองนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวจนไม่อาจจินตนาการได้ เพียงแค่พลังลมปราณนั้นก็สามารถกวาดล้างขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ในโลกมนุษย์ธรรมดาได้หมดสิ้น!
เหลาเกาและเฒ่าจ้าวผู้เป็นถึงมังกรวารีก็ยังไม่อาจต้านทานได้เลย!
ในเวลาเดียวกันผู้พิทักษ์สุสานก็ลงมือ ปลายนิ้วปรากฏเข็มกระดูกหนึ่งเล่มแล้วชี้ไปในอากาศ ตู้ม!
เทพวานรทมิฬประหนึ่งถูกฟ้าผ่าร่างพลันถอยหลังออกไป
ผู้พิทักษ์สุสานเหยียบบัลลังก์ดอกบัวทมิฬพุ่งไปข้างหน้า นางหมายจะฝ่าวงล้อมออกไป!
“หญิงชราเจ้าจะไปน่ะไปได้ แต่ต้องทิ้งสหายหนูลูไว้”
งูยักษ์สีเขียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะอ่อนหวาน แต่ยามลงมือกลับไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
นางขดกายชูคอ พ่นพิษเปลวเพลิงสีแดงสว่างเจิดจาสายหนึ่งพุ่งออกมาพร้อมเสียงหวิดหวิว
นั่นแหละคือดาบบินสีแดงเพลิงที่เจาะทะลวงฝ่าห้วงอากาศฟันลงมาอย่างดุดัน
แทบจะในเวลาเดียวกัน สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวตัวอื่นๆก็ลงมือพร้อมกัน ปักษาดุร้ายสีทองแปลงกายเป็นชายหนุ่มผู้มีปีกสีทองขนาดมหึมา มือทั้งสองถือค้อนทองทุบลงมาจากฟากฟ้า
ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าสั่นไหวอย่างรุนแรง กิ่งก้านมากมายแผ่ขยายออกไปบดบังท้องฟ้าและดวงตะวัน ปิดกั้นเส้นทางเบื้องหน้า
ไก่ห้าสีหัวเราะเสียงดัง กงล้อสายฟ้าอนธการสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศออกไป ราชันวิญญาณยกมือคว้าหอกยาวกระดูกสีขาวกระโจนเข้าโจมตี
ในบรรดาผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้น จิตสังหารของเขานั้นรุนแรงที่สุด การโจมตีเพียงครั้งเดียวก็ทำให้สวรรค์และพื้นดินสั่นไหว
สิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวสิบกว่าตนลงมือพร้อมกัน ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนั้น?
เพียงแค่อานุภาพการทำลายล้างที่ก่อตัวขึ้นก็ทำให้ท้องฟ้าดินบริเวณนี้ตกอยู่ในความปั่นป่วนและการพังทลาย แสงสว่างจากสมบัติล้ำค่าต่างๆพุ่งกระหน่ำฉีกความว่างเปล่าออกเป็นรอยแยกนับไม่ถ้วน
เคล็ดวิชาลับทั้งหลายระเบิดออกมาอย่างรุนแรงกวาดไปทั่วทั้งฟ้าดินในชั่วพริบตาเดียว
ผู้พิทักษ์สุสานถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากทุกทิศทาง ตู้มม!
บัลลังก์ดอกบัวทมิฬสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงภายใต้การโจมตีของพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้บัลลังก์ดอกบัวทมิฬเปรียบเสมือนเรือน้อยลำหนึ่งที่ลอยอยู่ในทะเลบ้าคลั่ง
มีโอกาสที่จะพลิกคว่ำลงได้ทุกเมื่อ
ลูเยี่ยรู้สึกเจ็บแปลบที่ดวงตา ในสายตามีแต่ภาพเหตุการณ์วันสิ้นโลก ไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดการต่อสู้ใดๆได้เลย
การต่อสู้ในระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาในตอนนี้จะสามารถสอดส่องได้ เขาเพียงแต่รู้สึกได้ว่าบัลลังก์ดอกบัวทมิฬกำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับตกลงไปในหลุมโคลนที่กำลังปั่นป่วน
ทว่าภายในใจของลูเยี่ยกลับไม่มีความหวาดกลัวหรือลนลานเท่าใดนัก การต่อสู้ระดับยอดฝีมือเช่นนี้เขาเคยประสบพบเจอมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว
และในศึก ‘เทือกเขาเฉียนเฟิง’ ครั้งก่อน ลูเยี่ยเคยได้เห็นการต่อสู้ที่น่ากลัวและเหลือเชื่อยิ่งกว่านี้เสียอีก ในตอนนั้นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวอย่างเทพวานรทมิฬเหล่านี้แม้จะเข้าร่วมแต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย
ก่อนที่การต่อสู้จะปะทุขึ้น พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสนามรบไปเสียก่อนแล้ว
เพราะในตอนนั้นเคยมีบุคคลลึกลับหกคนที่ข้ามกำแพงมิติเวลามาปรากฏตัว
ซึ่งบุคคลลึกลับหกคนนั้นเพียงคนเดียวก็สามารถกำจัดสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวพวกนั้นได้อยางง่ายดาย
แต่บุคคลลึกลับหกคนนั้นในที่สุดก็ถูกชายในอาภรณ์สีเขียวมองว่าเป็นเพียงมดปลวกและถูกกำจัดอย่างง่ายดาย!
แน่นอนปัจจุบันมีเพียงลูเยี่ยคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงรักษาความทรงจำของการต่อสู้ครั้งนั้นไว้
และเพราะประสบการณ์เช่นนี้ เมื่อเทียบกับการต่อสู้ตรงหน้าลูเยี่ยจะตกใจได้อย่างไร?
และต้องกล่าวถึงว่าผู้พิทักษ์สุสานยิ่งแข็งแกร่งกว่า!
เพียงตัวคนเดียวนางต้านทานการโจมตีล้อมจากสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวกว่าสิบตนได้!
ทว่าเห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ของผู้พิทักษ์สุสานไม่สู้ดีนัก
ลูเยี่ยมองออกว่าสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นพูดไม่ผิด เมื่อออกจากเทือกเขาเฉียนเฟิงผู้พิทักษ์สุสานได้สูญเสียที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไป
จึงถูกปิดล้อมจนตกอยู่ในสภาวะลำบากเช่นนี้
ลูเยี่ยยังจำได้ว่าผู้พิทักษ์สุสานแต่เดิมเคยอาศัย ‘ค่ายกลสังหารสุสานดาบ’ บนเทือกเขาเฉียนเฟิงเพื่อปลุกเจตจำนงดาบอันน่าสะพรึงกลัวนับหมื่นแสนสายออกมา
หากอยู่บนเทือกเขาเฉียนเฟิงพวกสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นย่อมไม่กล้าเป็นศัตรูกับผู้พิทักษ์สุสานโดยง่ายแน!
“ผู้พิทักษ์สุสาน ท่านดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ และอย่าหวังว่าจะพาเด็กน้อยแซ่ลูคนนั้นไปได้!”
เทพวานรทมิฬคำรามเสียงดัง พลังลมปราณของเขาทั้งดุร้ายและแข็งแกร่งราวกับเป็นเทพปีศาจจากยุคบรรพกาล
เขาควงกระบองและฟาดฟันไม่หยุด ความแข็งแกร่งนั้นช่างเกินบรรยาย
พวกสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวอื่นๆก็ใช้พลังเต็มที่เช่นกัน เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการเสียเวลา ต้องการจะกดดันผู้พิทักษ์สุสานให้ได้อยางถึงที่สุด
“ก็แค่เอาชีวิตเป็นเดิมพันเท่านั้น เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเจ้ามีความกล้าพอที่จะเสี่ยงชีวิตกับข้าหรือไม่!”
ทันใดนั้นผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
ตู้ม! ฟ้าดินสั่นสะเทือน
ร่างของผู้พิทักษ์สุสานพลันปะทุเปลวเพลิงมหาศาลพุ่งทะยานสู่ฟ้าสาดแสงสว่างไสวไปทั่วทั้งสิบสทิศ
เจตจำนงดาบที่ทำให้ใจคนสั่นสะเทือนก็ถาโถมออกมาจากบัลลังก์ดอกบัวทมิฬในชวงเวลานี้เช่นกัน
เพียงแค่ดาบเดียวก็ฟันเทพวานรทมิฬจนบาดเจ็บสาหัสเซกระเด็นออกไป
เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด บนร่างอันใหญ่โตปรากฏบาดแผลที่มีเลือดไหลนองราวกับน้ำตก
และในขณะนั้นเอง วงล้อมที่ปิดตายก็ปรากฏรอยแยกออกมาช่องหนึ่ง!