บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 276 การตระหนักรู้อย่างฉับพลัน
เพียงดาบเดียวผลแพ้ชนะปรากฏชัด
ผู้คนที่อยู่นอกสนามประลองต่างรู้สึกตกใจ แม้การต่อสู้ยังไม่จบสิ้น แต่เพียงแค่ผลลัพธ์ที่ปรากฏจากดาบเดียวนี้ก็เพียงพอที่จะสร้างความตื่นตะลึงแก่ทุกคน
พยัคฆ์ขาวมองด้วยสายตาซับซ้อน แม้เขาเคยกล่าวไว้อย่างตรงไปตรงมาว่าหวังให้ไป๋เสวียนอีพบกับความพ่ายแพ้เพื่อใช้ลับคมจิตใจของเขา
แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าจริงๆ ในใจก็อดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้วใครเล่าจะหวังให้ความโดดเด่นของคนรุ่นหลังของตนถูกคนอื่นกดข่มลง?
ไม่ใช่เพียงพยัคฆ์ขาว แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวทั้งหลายในที่นั้นก็ยากจะยอมรับได้
ถึงอย่างไรลูเยี่ยเป็น ‘คนนอก’ เป็นเด็กหนุ่มที่มาจากโลกของมนุษย์ธรรมดา
เมื่อเทียบกันแล้ว พวกเขาย่อมปรารถนาจะเห็นไป๋เสวียนอีเป็นฝ่ายชนะเสียมากกว่า!
แม้แต่ไก่หกสีก็ยังถอนหายใจกล่าวว่า “หลานเอ๋ยเห็นหรือยัง ขนาดไป๋เสวียนอียังตกเป็นรองเจ้า แพไปก็ไม่ถือว่าเสียหน้าแล้ว”
จีคุนเกือบจะทนไม่ไหวแล้ว
“ท่านบรรพชน ท่านจะเลิก ‘ปลอบใจ’ ข้าแบบนี้ได้หรือไม่?”
“ท่านยาย ท่านใต้เท้าของข้าเก่งใช่หรือไม่?”
อีกาหัวขาวเชิดหน้าชูตาอย่างภาคภูมิใจ
ผู้พิทักษ์สุสานดวงตาเปล่งประกายแห่งรอยยิ้ม “เก่งมาก เขาคือผู้ฝึกดาบขอบเขตแท่นทองคำที่เก่งที่สุดที่ข้าเคยพบในชีวิต”
อีกาหัวขาวไม่ได้เข้าใจถึงน้ำหนักที่แท้จริงในคำพูดของผู้พิทักษ์สุสาน
ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หก ผู้พิทักษ์สุสานเป็นผู้มีตัวตนที่พิเศษอย่างยิ่ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางคอยปกป้องเทือกเขาเฉียนเฟิง
สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่อยู่ในที่นี้ หากนับตามอาวุโสแล้วยังถือเป็นเพียง ‘รุ่นเยาว์’ ต่อหน้านางเท่านั้น!
คำว่า ‘ไม่เคยพบเจอในชีวิตของนาง’ ย่อมหมายความว่า ในช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมาผู้ฝึกตนทั้งหมดที่นางเคยพบเจอในขอบเขตแท่นทองคำยังไม่มีใครเทียบเท่าลูเยี่ยได้เลย!
คำประเมินเช่นนี้ย่อมมีน้ำหนักที่แตกต่างออกไป
บนสนามประลองไป๋เสวียนอีไม่ได้ปล่อยให้คำวิพากษ์วิจารณ์ภายนอกมาสั่นคลอนตนเอง
เขายังคงมีสีหน้านิ่งสงบ เจตจำนงยังคงแน่วแน่มั่นคงดังเดิม
แม้ว่าก่อนหน้านี้อาจจะถูกกดข่มจนถอยร่นไปถึงเก้าก้าว ทว่าเขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ในขณะนี้เขายังคงอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ภายในใจของเขากลับไม่สงบเลย
“มาอีก!”
ดวงตาลึกล้ำของลูเยี่ยเปล่งประกายแห่งการต่อสู้ “ข้ามองออกว่าเจ้ายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่มี”
ไป๋เสวียนอีจ้องมองลูเยี่ยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ก็ดี”
ดาบก่อนหน้านี้เป็นดาบที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาสามารถแสดงออกมาได้ภายใต้การกดข่มพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำ แต่ในฐานะผู้ฝึกดาบจะหลบหนีได้อย่างไร?
สิ่งที่เขาถวิลหาคือหนึ่งความพ่ายแพ้ ไม่ใช่การเอ่ยปากยอมแพ้เองเสียแต่ต้นตู้ม!
การต่อสู้ครั้งใหญ่เริ่มอีกครั้ง เมื่อเทียบกับความดุเดือดครั้งก่อน การปะทะกันครั้งนี้มีรสชาติของความโหดร้ายทารุณมากขึ้น
ไป๋เสวียนอีไม่ออมมืออีกต่อไป ทุ่มเทสุดความสามารถ ปราณดาบของเขาพุ่งพล่านอย่างยิ่งใหญ่
สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดคือเขาได้หลอมรวมวิถีดาบของตนกับเจตจำนงดาบสามสิบเก้าชนิดที่แตกต่างกันไว้ในร่างเดียว ทำให้เขามีกระบวนท่าและวิธีรับมือที่หลากหลายยิ่งนักในการต่อสู้ นอกจากนี้เขายังสามารถโจมตีแบบไม่คาดคิด ทำให้ลูเยี่ยไม่สามารถคาดเดาความสามารถทั้งหมดของเขาได้
ส่วนลูเยี่ยนั้นจมดิ่งลงสู่การต่อสู้ไปเนิ่นนานแล้วจนลืมเลือนทุกสิ่งอย่างสิ้นเชิง
นับตั้งแต่เริ่มฝึกฝนมานี้เป็นครั้งแรกที่เขาพบกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
คู่ต่อสู้ที่ทำให้เขาได้ลงมืออย่างสะใจ ทุ่มเทกายใจทั้งหมดจมดิ่งสู่การต่อสู้ ช่างสนุกสนานยิ่งนัก!
ในการต่อสู้นี้ ความเข้าใจและการรับรู้ของลูเยี่ยที่มีต่อเจตจำนงดาบชิงซวี่ก็เปลี่ยนแปลงไป บังเกิดความตระหนักรู้ใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมาย ปราณดาบที่เขาฟันออกไปก็มีพลานุภาพรุนแรงและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ตัวลูเยี่ยเองกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ เข้าสู่สภาวะที่ลืมเลือนทั้งตนเองและสรรพสิ่ง
ชั่วครู่ต่อมาไป๋เสวียนอีถูกกระแทกจนถอยร่นไปอีกครั้ง ผมยาวกระเซอะกระเซิง พลังเลือดลมพลุ่งพล่านอย่างหนัก รอยแผลจากดาบปรากฏบนเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์
“เข้ามาอีก!”
ลูเยี่ยหัวเราะยาวก่อนจะพุ่งทะยานเข้าไปโจมตีด้วยดาบ กลิ่นอายทั่วร่างเต็มไปด้วยความห้าวหาญและทะนงองอาจถึงขีดสุด
“ลูเยี่ยผู้นี้ถึงกับเข้าสู่สภาวะตระหนักรู้อันลึกลับในระหว่างการต่อสู้เชียวหรือ!”
ในขณะนั้นโครงกระดูกที่สวมชุดเกราะเก่าแก่ก็เอ่ยปากขึ้นอย่างกะทันหัน
ก่อนหน้านี้สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวตนนี้เอาแต่นิ่งเงียบมาโดยตลอด จับตาดูการต่อสู้ด้วยสายตาที่เย็นชา ไม่เคยปริปากสนทนากับผู้ใดหรือแสดงความเห็นใดๆ เลย
แต่เมื่อเขาเอ่ยปาก สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวหลายตนในที่นั้นต่างใจสั่นสะท้าน แววตาแปรเปลี่ยนไปทันที
ตระหนักรู้ในระหว่างการต่อสู้หรือ?
ลูเยี่ยผู้นั้นถึงกับท้าทายสวรรค์ถึงขั้นนี้เชียวหรือ?
ไม่มีใครสงสัยในการตัดสินของ ‘โครงกระดูก’ ตนนั้น
เพราะอีกฝ่ายคือ ‘ราชันวิญญาณ’ ที่มีความพิเศษที่สุดในเขตหวงห้ามลึกลับที่หก!
หากกล่าวถึงเรื่องวิถีการฝึกฝนวิญญาณแล้วละก็ ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงเขาได้เลย!
“การตระหนักรู้อย่างฉับพลัน…”
ผู้พิทักษ์สุสานมีแววตาซับซ้อน “ไป๋เสวียนอีเพียงแค่แสวงหาความพ่ายแพ้เพื่อลับคมตนเอง ทว่าสหายหนูลูเยี่ยก็ถือเอาการประลองดาบครั้งนี้เป็นการฝึกฝนเสียอย่างนั้นหรือ?”
ภายใต้สายตาของทุกคน สถานการณ์การต่อสู้ในสนามประลองค่ายกลต้องห้ามกำลังเปลี่ยนแปลงไป
กระบวนท่าโจมตีของไป๋เสวียนอีเริ่มถูกกดข่มลงทีละน้อยและถูกกระแทกจนถอยร่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่การโจมตีของลูเยี่ยกลับคมกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้อย่างสมบูรณ์!
“ไป๋เสวียนอีใกล้จะต้านทานไม่ไหวแล้ว”
ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเกือบจะพร้อมๆ กัน
อย่างที่คาดไว้ไม่นานนักไป๋เสวียนอีก็ถูกโจมตีอย่างหนักจนกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง!
และนับตั้งแตขณะนี้เป็นต้นไป ไป๋เสวียนอีตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกกดดันอย่างสมบูรณ์
บนร่างกายเริ่มปรากฏบาดแผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
อาภรณ์สีขาวดุจหิมะนั่นบัดนี้เริ่มถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานของโลหิต!
“พยัคฆ์ขาวคราวนี้เจ้าสมใจแล้วใช่หรือไม่?”
มีผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น พยัคฆ์ขาวมีแววตาลึกล้ำและสงบนิ่ง “รอจนกว่าจะตัดสินแพ้ชนะได้ เสวียนอีเด็กน้อยผู้นั้นคงจะยินดียิ่งกว่าข้าเสียอีก”
ทุกคนต่างตกตะลึง พ่ายแพ้แล้วจะยิ่งดีใจงั้นหรือ?
“ผู้พิทักษ์สุสาน ท่านไปหาสหายหนูลูเยี่ยผู้นี้มาจากที่ใดกัน?”
มีคนอดไม่ไหวที่จะสอบถามถึงที่มาของลูเยี่ย
“โลกมนุษย์ช่างแร้นแค้นยิ่งนัก เปรียบดังดินแดนที่ถูกมหาวิถีทอดทิ้ง เหตุใดถึงได้ให้กำเนิดตัวประหลาดเช่นนี้ออกมาได้?”
“จริงด้วย ดาบที่ลูเยี่ยครอบครองนี่หากอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกก็นับเป็นมหาวิถีชั้นสูงสุดที่น่าสะพรึงกลัวไร้ขอบเขต จะเป็นไปได้อย่างไรที่โลกมนุษย์จะมีอยู่ได้?”
เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นต่างไม่เข้าใจ เริ่มบังเกิดความสนใจใคร่อย่างแรงกล้าในตัวลูเยี่ย
บนร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้เห็นได้ชัดว่ามีความผิดปกติอย่างยิ่ง!
ผู้พิทักษ์สุสานกล่าวว่า “สหายหนูลูเยี่ยมาจากโลกมนุษย์จริงๆ ส่วนคำถามของพวกเจ้านั้นข้าก็ไม่รู้และไม่อาจตอบได้เช่นกัน”
ทุกคนต่างตกตะลึง
แม้แต่ผู้พิทักษ์สุสานก็ไม่ทราบความลับที่อยู่ในตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้หรือ?
ตู้ม!
เสียงดังสนั่นมาจากสนามประลองค่ายกลต้องห้าม ดึงดูดความสนใจของทุกคนไปในทันที
กลับเห็นไป๋เสวียนอีถูกปราบลงในชั่วขณะนี้
เจตจำนงดาบทั้งร่างถูกกดข่มอย่างสิ้นเชิง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น อาภรณ์สีขาวถูกย้อมเป็นสีโลหิต
เบื้องหน้าของเขาลูเยี่ยในอาภรณ์สีดำยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น บนร่างของเขาปรากฏมหาวิถีสีเขียว เจตจำนงดาบ ลอยละล่องสูงส่งและลึกลับยากหยั่งถึง
เมื่อเปรียบเทียบกัน ผลแพ้ชนะแจ้งชัดอย่างยิ่ง!
ทุกคนต่างตกตะลึงจนนิ่งค้างไปไม่อาจปริปากเอ่ยคำใดออกมาได้
ไป๋เสวียนอีพ่ายแพ้แล้ว!
จวบจนถึงวินาทีสุดท้ายก็ไม่มีปาฏิหาริย์การพลิกผันเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย!
และลูเยี่ยผู้แข็งแกร่งจนกระทั่งวินาทีที่ได้รับชัยชนะเขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่รอยขีดข่วนเดียว!
บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลม ผู้คนนอกสนามประลองต่างพูดอะไรไม่ออกเหม่อลอยอยู่เป็นเวลานาน
ในสนามประลองลูเยี่ยกล่าวว่า “ยังสู้ไหวหรือไม่?”
น้ำเสียงของเขายังคงเจือด้วยความรู้สึกอยากจะสู้ต่อไป
เพราะจนกระทั่งขณะนี้เขาเพิ่งจะตื่นจากภาวะตระหนักรู้อัน ‘ลืมเลือนตนเอง’ นั้นได้
และเพิ่งจะได้ตระหนักว่าในชั่วเวลาที่ไม่รู้ตัวนั้นไป๋เสวียนอีได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใด!
ไป๋เสวียนอีค่อยๆพยุงกายยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “ข้าแพ้แล้ว ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ต่อ”
แววตาของเขาสงบนิ่งไม่อาจมองเห็นความโศกเศร้าหรือความผิดหวังใดๆบนใบหน้าได้เลย
ยามที่เขามองตรงไปยังลูเยี่ย แววตาจึงเริ่มปรากฏความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย
มีทั้งความชื่นชมและความสงสัยใคร่รู้
“ล่วงเกินแล้ว”
ลูเยี่ยเก็บเจตจำนงดาบและพลังปราณทั้งหมดแล้วประสานมือคารวะ
เขาย่อมรู้ดีว่าหากพูดถึงพลังบำเพ็ญที่แท้จริง อีกฝ่ายนั้นสูงกว่าตนไม่รู้กี่เท่า
และการได้ประลองกับผู้ฝึกดาบเช่นนี้ในขอบเขตเดียวกันย่อมถือเป็นการขัดเกลาฝีมือที่หาได้ยากยิ่งนัก!
ไป๋เสวียนอีประสานมือคารวะตอบเช่นกัน “วิถีดาบของข้ามีนามว่า ‘เฟิง’ ฝึกเจตจำนงดาบดั่งดวงดารา แสวงหาหนทางสู่จุดสูงสุด ไม่ทราบว่าวิถีดาบที่สหายเต๋าลูฝึกฝนอยู่นั้นคือวิถีดาบอันใดกัน?”
ท่าทีของไป๋เสวียนอีแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่าพลังบำเพ็ญจะสูงกว่าลูเยี่ยมากมาย แต่ในยามนี้เขากลับปฏิบัติต่อลูเยี่ยด้วยมารยาทแบบคนรุ่นเดียวกัน
ทุกคนต่างพากันเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ