บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 262 สังหารล้างเมือง!
ป้ายไรตัวอักษรสีดำและสีขาวค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นป้ายหยกแผ่นหนึ่ง ป้ายหยกนั้นขาวนวลประดุจหิมะ ปรากฏภาพแผนที่ลึกลับที่วาดโครงร่างด้วยน้ำหมึกสีดำ แผนที่ลึกลับนั้นดูเหมือนจะมีขนาดเพียงฝ่ามือ ทว่ากลับมีความชัดเจนยิ่งนัก มีการระบุชื่อสถานที่ เส้นทางและเขตหวงห้ามต่างๆ ไว้ได้อย่างครบถ้วน
“เขตหวงห้ามลึกลับที่หา ดินแดนเซียนร่วงหล่น…”
ลูเยียสั่นสะท้านในใจ เขามองออกว่าสิ่งที่ถูกวาดอยู่บนแผนที่ลึกลับนี้ก็คือเส้นทางที่มุ่งหน้าไปสู่ ‘ดินแดนเซียนร่วงหล่น’ ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หา พื้นที่ที่เส้นทางนี้ผ่านไปล้วนถูกระบุไว้ได้อย่างชัดเจน มีทั้งเขตหวงห้ามที่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ เช่น ‘เทือกเขาเสวียนเฟิง’, ‘แม่น้ำสองภพ’, ‘สระสายฟ้าน้อย’ และอื่นๆ
มากมาย เส้นทางบนแผนที่จะค่อยหลบเลี่ยงเขตหวงห้ามเหล่านี้ เส้นทางคดเคี้ยวตลอดทางจนในที่สุดก็มุ่งสู่ ‘ดินแดนเซียนร่วงหล่น’
ที่ด้านล่างของแผนที่ลึกลับปรากฏข้อความหนึ่งบรรทัดที่เขียนโดยท่านอารองลูซิงอีว่า “ผู้ที่สามารถเปิดป้ายหยกได้มีเพียงพวกเจ้าลูกกระต่ายสองคนเท่านั้นคือ ลูเฉียวและลูเยีย ไม่ว่าใครที่ได้รับป้ายหยกนี้ไป หากยังไม่อาจไขความลับของที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลูได้สำเร็จ จงอย่ามาเป็นอันขาด!”
ลูเยียเลิกคิ้วขึ้น
ลายมือและเนื้อหานี้เป็นสิ่งที่ท่านอารองเขียนออกมาได้
หรือว่าท่านอารองจะล่วงรู้ความลับที่แท้จริงในที่ดินบรรพบุรุษมาตั้งนานแล้ว?
มิเช่นนั้นเหตุใดจึงตั้งข้อกำหนดเช่นนี้ขึ้นมา?
ลูเยียขมวดคิ้วเล็กน้อย ความลับที่ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลลูซ่อนอยู่ภายในเทือกเขาเฉียนเฟิงแห่งเขตหวงห้ามลึกลับที่หา และผู้ที่สามารถสืบทอดความลับแห่งที่ดินบรรพบุรุษได้อย่างแท้จริงก็คือพี่ใหญ่ลูเฉียว!
ลูเยียไม่มีวันลืมการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นบนเทือกเขาเฉียนเฟิงในครั้งนั้นได้เลย
แต่ประเด็นสำคัญคือความลับของเทือกเขาเฉียนเฟิงได้ถูกสตรีมนต์อาภรณ์สีเขียวผนึกไว้นานแล้ว
นอกจากความเค้นแล้วทุกคนที่มีส่วนร่วมในการต่อสู้ที่เทือกเขาเฉียนเฟิง ความทรงจำของพวกเขาลูกถูกลบไปจนหมดสิ้น
รวมถึงพี่ใหญ่ลูเฉียวด้วยเช่นกัน!
ลูเยียครุ่นคิดเป็นเวลานานก็คิดไม่ออกว่าเพราะเหตุใด จึงอดถอนหายใจในใจไม่ได้
ท่านอารองที่ชอบพูดปริศนาแบบนี้ หากอยู่ในสนามรบนอกอาณาเขตเขาคงโดนพวกบรรพจารย์รุมซ้อมไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ช่างน่าหงุดหงิดจริงๆ!
“ภูเขาเพลิงขนาดใหญ่ที่ท่านอารองถูกกักขังอยู่นั่น หรือว่านั่นคือดินแดนเซียนร่วงหล่น?”
ในความคิดของลูเยียปรากฏภาพของภูเขาขนาดใหญ่ที่มีเปลวเพลิงศักดิ์สิทธินับไม่ถ้วนกำลังลุกโชน ร่างของท่านอารองถูกกักขังอยู่บนยอดเขาปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์มากมาย
หลังจากตรึกตรองอยู่นานลูเยียยิ่งมั่นใจในความคิดที่จะมุ่งหน้าไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่หามากขึ้น
“หลังจากกลับบ้านแล้วข้าจะไปเยือนเขตหวงห้ามลึกลับที่หาซักครั้ง” ลูเยียคิดในใจ ในตอนที่แยกจากอีกาหัวขาวอาจูเคยกล่าวว่าท่านยายของมันผู้พิทักษ์สุสานต้องการพบเขา บอกว่ามีเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่อยากปรึกษา
ลูเยียย่อมไม่มีวันลืมเรื่องนี้
เขายังตั้งใจที่จะพบผู้พิทักษ์สุสานเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของเขตหวงห้ามลึกลับที่หา
สำหรับเรื่องว่าจะไปเมื่อใดนั้น ลูเยียไม่รีบร้อนแต่อย่างใด อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือตนเอง ตราบใดที่ตนยังไม่ไป ปีศาจดูดพิษเผาใจก็ทำได้เพียงแค่รอคอยอย่างเดียวดาย
เมืองเทียนเหอ
หมอกโลหิตสีแดงฉานปกคลุมท้องฟ้าบดบังดวงอาทิตย์ ปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง
ภายในเมืองเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่ว
“ท่านแม่! ท่านแม่!”
เด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงสามขวบร้องไห้โหยหวนอย่างแทบขาดใจ
เมื่อครู่นี้มีหมอกโลหิตกลุ่มหนึ่งพัดผ่านไป ท่านแม่ที่กำลังก่อไฟหุงหาอาหารอยู่ในลานบ้านพลันกลายเป็นโครงกระดูกแห้งกรังร่วงหล่นลงบนพื้นในชั่วพริบตา เด็กหญิงวิ่งโซซัดโซเซออกไป ทว่ายังไม่ทันจะเข้าใกล้ หมอกโลหิตกลุ่มหนึ่งก็กลืนกินนางเข้าไปเสียแล้ว
เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างของนางก็กลายเป็นกระดูกขาว
เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปทั่วเมืองเทียนเหอ ผู้คนที่พากันหนีตายอย่างลนลาน ไม่ว่าจะหนีไปที่ใด เมื่อถูกหมอกโลหิตพัดผ่านก็จะกลายเป็นโครงกระดูกกองพะเนินบนพื้น หมอกโลหิตนั้นช่างลึกลับและน่าสะพรึงกลัว มันปกคลุมเมืองทั้งเมืองไว้อย่างสมบูรณ์และทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นนรกโลหิต ผู้คนล้มตายลงนับไม่ถ้วน กลายเป็นกองกระดูกเกลื่อนกลาดไปทั่ว บรรดาผู้ฝึกตนจากจวนที่ว่าการสามกรมใหญ่ รวมถึงอาจารย์และศิษย์ในสำนักศึกษาเทียนเหอก็ล้วนไม่อาจต้านทานได้ ทยอยสิ้นชีวิตไปตามๆ กัน
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? หรือว่าวันสิ้นโลกมาถึงแล้ว?”
“ปีศาจนี่เป็นฝีมือของปีศาจ!”
“บัดซบ! เหตุใดเรื่องเช่นนี้จึงเกิดขึ้นได้?”
“รีบหนีเร็ว!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นเป็นระยะ ทว่าเมื่อหมอกโลหิตพัดผ่าน เสียงเหล่านั้นก็เงียบหายไปทันควัน
บนพื้นหลงเหลือเพียงกองกระดูกที่กระจัดกระจายเพิ่มขึ้น!
หลังจากสูบกินเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของชาวเมือง หมอกโลหิตเหล่านั้นก็ยิ่งแดงฉานและหนาแน่นขึ้นราวกับกระแสธารที่ไหลบ่าอย่างบ้าคลั่ง
หากมองลงมาจากฟากฟ้าเมืองทั้งเมืองราวกับถูกแช่อยู่ในหมอกสีเลือด
ส่วนชาวเมืองและผู้ฝึกตนต่างล้มตายลงดุจใบไม้ร่วง สูญเสียทั้งชีวิตและเลือดเนื้อ หลงเหลือเพียงโครงร่างที่ไร้วิญญาณ!
เมื่อหมอกโลหิตอันเชี่ยวกราดพุ่งเข้าใส่ตระกูลลู กลับถูกขัดขวางเอาไว้ได้
ค่ายกลขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงสีทองเรืองรองส่งเสียงคำรามคอยปกปักษ์รักษาคนในตระกูลลูไว้ภายใน
“พวกลูกผสมอะไรพวกนี้ เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายคือตระกูลลู แต่กลับเข่นฆ่าราษฎรในเมืองอย่างบ้าคลั่ง ช่างไร้มนุษยธรรมสิ้นดี!”
จะต้านทานได้อีกนานเท่าใด?
ยากจะบอกได้ คราวนี้ผู้ลงมือคือเทพมารจากนอกอาณาเขต เห็นได้ชัดว่าเตรียมการมาอย่างดี ค่ายกลสังหารที่พวกมันใช้อานุภาพเพียงพอที่จะคุกคามชีวิตพวกเราได้
“ฟังให้ดี! ต่อให้พวกเราต้องตายในการสงครามก็ต้องรักษาตระกูลลูไว้ให้ได้!”
เหลาเกาและเฒ่าจ้าวกำลังทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อเปิดใช้ค่ายกลปกป้องของตระกูลลู
นับว่ายังโชคดีที่ในชวงเวลาที่ผ่านมาทั้งคู่ไม่มีอะไรทำ จึงได้รีบถอนและวางค่ายกลปกป้องตระกูลลูใหม่อีกครั้ง
มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่มีทางต้านทานการโจมตีของหมอกโลหิตนั้นได้เลย!
ในขณะนี้ภายในตระกูลลูสมาชิกทุกคนต่างตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดและวิตกกังวลอย่างยิ่ง มหาภัยพิบัติในครั้งนี้เริ่มแผ่ขยายไปทั่วเมืองตั้งแต่เมื่อคืนราวกับวันโลกาวินาศได้มาเยือน
“เพื่อที่จะบุกทลายตระกูลลูของข้า พวกมันถึงกับสังหารล้างเมืองเลยเชียวหรือ?”
ลูเฉียวที่ยืนอยู่ตรงนั้นใบหน้าเคร่งขรึมภายในใจบังเกิดความอัดอั้นและเคียดแค้นอย่างสุดซึ้ง
ไม่ต้องเสียเวลาคิดเขาก็รู้ได้ทันทีว่ามหาภัยพิบัติในครั้งนี้มีเป้าหมายมาที่ลูเยียผูเป็นน้องชายของเขา
“ตระกูลลูของพวกเจ้าช่างใจคออำมหิตนัก ยอมทนดูคนทั้งเมืองถูกพวกเราฆ่าแกงดีกว่าจะเชิญพวกเราเข้าไปเป็นแขกในบ้านอย่างนั้นหรือ?”
ที่ด้านนอกตระกูลลูบนท้องฟ้าปรากฏเงาร่างกลุ่มหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ทั้งชายและหญิงพลังลมปราณล้วนแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว
ผู้ที่พูดเป็นชายหนุ่มผมสีเทาผู้หนึ่ง
เขาถือพัดขนนกสีเลือดไว้ในมือเพียงโบกสะบัดเบาๆ หมอกโลหิตก็รวมตัวกันเป็นกระแสธารพุ่งเข้าโจมตีค่ายกลปกป้องตระกูลลูไม่หยุดหย่อน
“ที่พวกเรามาในครั้งนี้เพียงแค่อยากจะเชิญพวกเจ้าไปเป็นแขกที่เขตหวงห้ามลึกลับที่หาเท่านั้นเอง”
ชายหนุ่มชุดเทาทอดถอนใจ “แต่พวกเจ้ากลับปฏิเสธไมตรี ดึงดันที่จะต่อต้าน ช่างทำร้ายจิตใจของพวกเราเหลือเกิน!”
เหลาเกากัดฟันด้วยความโกรธ
เฒ่าจ้าวมีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง
“เอาเถอะในเมื่อพวกเจ้าไม่ชอบรับไมตรีดีๆ ก็อย่ามาหาว่าพวกเราไร้น้ำใจก็แล้วกัน!”
ชายหนุ่มชุดเทาชูพัดขนนกสีเลือดในมือขึ้น!
พัดขนนกสีเลือดปรากฏเปลวเพลิงราวกับกำลังลุกไหม้
หมอกโลหิตที่ปกคลุมเมืองทั้งเมืองต่างพากันพุ่งเข้ามารวมตัวกันที่พัดขนนกสีเลือดอย่างบ้าคลั่ง
กลิ่นอายของพัดขนนกสีเลือดพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่เปลวเพลิงที่แผ่ออกมาก็เชื่อมต่อฟ้ากับดินเข้าด้วยกัน
สามารถเห็นได้ว่าวิญญาณนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงราวกับประตูนรกได้ถูกเปิดออก!
นั่นคือวิญญาณของผู้คนนับล้านในเมืองทั้งหมดถูกหลอมรวมเข้าไปในพลังของพัดขนนกสีเลือดนั้น
“บัดซบ! ข้าจะออกไปสู้กับเขาเอง เจ้าจงอยู่ที่นี่ควบคุมสถานการณ์ อย่าปล่อยให้เขาทำลายค่ายกลได้เด็ดขาด!”
สีหน้าของเหลาเกาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาทะยานร่างออกไปในทันที!
เหลาเกาปลดปล่อยจิตสังหารอันรุนแรงพุ่งเข้าโจมตีชายหนุ่มชุดเทาผู้นั้นโดยตรง
“ช่างเป็นพลังลมปราณที่แข็งแกร่งยิ่งนัก! ตระกูลลูถึงกับมียอดฝีมือเช่นเจ้าอยู่ด้วยรึ?”
ชายหนุ่มชุดเทาประหลาดใจ ครู่ต่อมาเขาก็ส่ายหน้าพลางยิ้ม “น่าเสียดาย แม้พลังบำเพ็ญเต๋าของเจ้าจะร้ายกาจ แต่เจ้ากลับไม่เข้าใจเลยว่า ‘สมบัติลับสังเวยเลือด’ ของเผ่าข้านั้นทรงอานุภาพเพียงใด!”
เขาโบกพัดขนนกสีเลือดอย่างรุนแรง!
วิญญาณนับล้านดวงลุกโชนหลอมรวมเข้ากับพลังของพัดขนนกสีเลือด ปลดปล่อยแสงสีเลือดที่เจิดจ้าไร้เทียมทานพุ่งทะยานออกมา
ในชั่วขณะนั้นเหลาเกาที่เพิ่งบุกเข้ามาก็ถูกแสงสีเลือดกระแทกจนกระเด็นกลับไปในทันที
ทว่าแสงสีเลือดอันไร้เทียมทานนั้นยังไม่หยุดลง มันพุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลป้องกันตระกูลลูอย่างจัง!
เสียงระเบิดดังกึกก้องสั่นสะเทือนฟ้าดิน ท่ามกลางเปลวเพลิงและแสงที่กระจาย ค่ายกลป้องกันตระกูลลูปรากฏรอยร้าวที่น่ากลัวขึ้นมาเส้นหนึ่ง