บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 241 สังหารได้ดี!
เจ้าสำนักแห่งสำนักศึกษาต้าเฉียนมีนามว่า “จีเสวียนหง” เป็นผู้ที่ใครๆ ในใต้หล้าต่างรู้จักในฐานะบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเสาหลักของสำนักศึกษาอีกด้วย เขามาเป็นที่เลื่องลือในเรื่องของ “นิสัยอันอ่อนโยนและโอบอ้อมอารี” ทั้งยังเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงในแวดวงผู้ฝึกตนแห่งต้าเฉียน ทว่ายามที่เขาปรากฏตัวขึ้นนั้นกลับเป็นจังหวะเดียวกับที่เห็นลูเยียบิดข้อมือของรองเจ้าสำนักซุนจื่อโหยวจนขาดสะบั้นพอดี
เพียงพริบตาเดียวพลังลมปราณทั่วร่างของเขาก็คำรามกึกก้อง ม่านฝนเหนือท้องฟ้าสำนักศึกษาต้าเฉียนถูกกระแทกจนแตกกระจายหายไปสิ้น
แม้แต่เมฆฝนที่ปกคลุมทั่วฟ้าก็ถูกสะเทือนจนสลายไป!
แสงจากฟากฟ้าหลั่งไหลลงมากระจายไปทั่วบริเวณที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดแห่งนี้ ดูแล้วช่างบาดตายิ่งนัก เหล่าศิษย์ในสำนักศึกษาต่างมองดูร่างอันสูงใหญ่ของจีเสวียนหงด้วยความรู้สึกสั่นสะเทือนในหัวใจ
นี่คือบารมีของเจ้าสำนักหรือ?
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นท่านเจ้าสำนักผู้ใจดีและอ่อนโยนเสมอมาแสดงพลังอำนาจออกมาเช่นนี้
ราวกับเทพเจ้าเสด็จมาเยือนโลกมนุษย์ก็มิปาน!
ลูเยียเองก็หันมองไปทางเจ้าสำนักศึกษาเช่นกัน เมื่อตอนอายุสิบสี่ปีในงานเลี้ยงที่วังหลวง จีเสวียนหงก็อยู่ทนนั่น ในตอนนั้นเขายังเคยยิ้มแย้มเอ่ยชวนลูเยียให้เข้ามาเล่าเรียนในสำนักศึกษา แต่ฉันนั้นก็เป็นเพียงวาสนาที่ได้พบพานกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
และในตอนนี้เมื่อมองจีเสวียนหงที่กำลังปลดปล่อยพลังพุ่งทะยานเสียดฟ้าจนหมู่เมฆสลาย ลูเยียก็ได้เตรียมใจที่จะเดิมพันด้วยชีวิตไว้พร้อมแล้ว!
“ท่านเจ้าสำนัก เรื่องนั้นมีเบื้องลึกเบื้องหลังอันใดอยู่!”
ชายชราชุดขาวรีบก้าวออกมาข้างหน้าด้วยใบหน้าอันร้อนรน หมายจะอธิบายเรื่องราว
ทว่าจีเสวียนหงตัดบทว่า “ไม่จำเป็นต้องอธิบาย เจ้าถอยไปเถิด”
หัวใจของชายชราชุดขาวดิ่งวูบ ผู้อาวุโสของสำนักศึกษาทั้งสิบเอ็ดคนถูกสังหารในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ลูเยียจะถูกใส่ร้ายป้ายสีเพียงใดก็ยากที่จะได้รับการให้อภัย!
“ท่านเจ้าสำนัก สังหารเจ้าคนชั่ววนันเสีย เพื่อแก้แค้นให้รองเจ้าสำนักและคนอื่นๆ ด้วย!”
ไม่รู้ว่าศิษย์คนใดแผดร้องออกมาด้วยความโกรธแค้น ทันใดนั้นก็นำมาซึ่งเสียงด่าทอที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
“สังหารเขาซะ!”
“สังหารเขา!!”
มุมมองย่อมเปลี่ยนไปตามฐานะ มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เอง ศิษย์ในสำนักศึกษาย่อมเข้าข้างทางสำนักเป็นธรรมดา พวกเขามองเห็นเพียงลูเยียที่ลงมือสังหารคนย่อมเกิดความโกรธแค้นประหนึ่งเป็นศัตรูรวมกัน เสียงตะโกนให้สังหารดังสนั่นหวั่นไหว อารมณ์ของฝูงชนถูกปลุกเร้าอย่างรุนแรง ทำให้บรรยากาศในที่แห่งนี้ยิ่งดูน่าสะพรึงกลัว
จีเสวียนหงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาชี้ไปยังซากศพที่เกลื่อนกลาด “ทั้งหมดนี่เจ้าเป็นคนสังหารหรือ?”
ลูเยียตอบอย่างตรงไปตรงมา “ถูกต้อง”
ชายชราผมขาวที่ถูกตวาดให้ถอยไปก่อนหน้านี้ยังคงรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ท่านเจ้าสำนัก เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ล้วนเริ่มต้นจากผู้อาวุโสสวีเยียนอวินและปะทุขึ้นเพราะคำสั่งของรองเจ้าสำนักซุนจื่อโหยว ข้าสงสัยว่า…”
จีเสวียนหงขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ความถูกผิดเรื่องนี้ข้ารู้ดีอยู่แล้วในใจ! อย่าได้พูดอีกเลย”
ชายชราผมขาวพูดไม่ออก สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและทุกข์ใจ
จีเสวียนหงมองลูเยียแล้วถามย้ำอีกครั้งว่า “เจ้ามีอะไรจะอธิบายหรือไม่?”
ลูเยียกล่าวว่า “สมควรสังหาร!”
เจ้าสำนักได้เดินทางมาด้วยตนเองแล้ว แต่คนผู้นี้กลับยังบังอาจโอหังถึงเพียงนี้!
เหล่าศิษย์จากสำนักศึกษาถึงกับตกตะลึงเกือบสงสัยว่าตนได้ยินผิดไป บางคนคิดว่าเจ้าสำนักกำลังกล่าวประชดประชัน
แต่แล้วทุกคนก็ได้ยินจีเสวียนหงกล่าวว่า “ไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ไม่แยกแยะดำขาวแล้วลงมือต่อสู้กันเช่นนี้ ตายไปก็สมควรแล้ว!”
ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัดประหนึ่งป่าช้าไร้ซึ่งเสียงใดๆ
ครานี้ทุกคนจึงตระหนักว่าเจ้าสำนักไม่ได้พูดประชดประชันแต่อย่างใด!
ชายชราผมขาวอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง ที่แท้เป็นเขาเองที่คิดมากเกินไปใช่หรือไม่?
ลูเยียอดไม่ได้ที่จะมองดูเจ้าสำนักของสำนักศึกษาใหม่อีกครั้ง
เขาเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย โลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนคนที่เข้าข้างพวกพ้องมากกว่าเหตุผล แต่เห็นได้ชัดว่าจีเสวียนหงไม่เหมือนกัน
“ท่านเจ้าสำนัก หรือว่าท่านรองเจ้าสำนักและคนอื่นๆ ต้องตายเปล่าหรือ? พวกเขาเพียงแค่อยากการจับตัวลูเยียเพื่อแก้แค้นให้ผู้อาวุโสสวีเยียนอวินจะมีความผิดได้อย่างไร?”
ศิษย์คนหนึ่งร้องตะโกนด้วยความเศร้าและโกรธแค้น คำพูดนี้ทำให้ศิษย์หลายคนรู้สึกเห็นด้วย ลูเยียสังหารคนมามากมายจะเรียกว่า ‘สังหารได้ดี’ ได้อย่างไร?
จีเสวียนหงยกมือขึ้นอย่างฉับพลันแล้วคว้ากลางอากาศ ศิษย์ที่แผดร้องด้วยความคับแค้นคนนั้นร่วงลงมากระแทกพื้นตรงหน้าจีเสวียนหงทันที
“ข้าจำได้ว่าเจ้าชื่อเชียงซื่อเตอมาจากราชวงศ์เชียงใช่หรือไม่?”
จีเสวียนหงมีสีหน้าสงบนิ่ง
ศิษย์ที่มีชื่อว่าเชียงซื่อเตอรู้สึกตกใจสงสัยในใจ แต่ปากกลับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าท่านเจ้าสำนักจับตัวศิษย์มาด้วยเหตุใด? เพียงเพราะศิษย์กล่าววาจาเที่ยงธรรมให้ท่านรองเจ้าสำนักอย่างนั้นหรือ?”
จีเสวียนหงถอนหายใจ “ราชวงศ์เชียงของพวกเจ้าจะไม่หยุดจนกว่าจะลากสำนักศึกษาต้าเฉียนให้จมน้ำไปด้วยกันใช่หรือไม่?”
เชียงซื่อเตอใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง “ท่านเจ้าสำนักกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
จีเสวียนหงกล่าวอย่างสงบ “คิดจะใช้สำนักเป็นดาบแหลม ยังคิดว่าข้า จีเสวียนหง เป็นคนโง่เขลาจวงฟี่หรือว่าข้า จีเสวียนหง จะไม่มีโทสะ?”
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างหนึ่งที ปัง!
ร่างกายของเชียงซื่อเตอแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ติดตายทันทีในที่นั้น
ภาพที่เต็มไปด้วยเลือดนี้ทำให้ศิษย์เหล่านั้นที่อยู่ไกลออกไปตกตะลึงในทันที ทุกคนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่รู้จะทำอย่างไร
แม้จีเสวียนหงยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง สายตามองไปยังลูเยีย “ลูเยีย เจ้ามีสองทางเลือก หนึ่ง รอจนกว่าข้าจะสืบสวนเรื่องราวให้กระจ่างแจ้ง เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ข้าย่อมปล่อยเจ้าไปเช่นนี้ย่อมถือเป็นการให้คำตอบแก่คนทั่วสำนักศึกษาด้วย ข้าขอรับรองตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในสำนักศึกษาจะไม่มีใครกล้าทำร้ายเจ้า!!”
“สอง หากเจ้ารอไม่ไหวและอยากจะจากไปเดี๋ยวนี้ก็ย่อมได้ แต่เจ้าต้องผ่านด่านของข้าไปให้ได้เท่านั้น!”
“เจ้าเลือกเองก็แล้วกัน”
เสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเงียบสงัดถึงขีดสุด
แววตาของลูเยียฉายแววแปลกประหลาด ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกไปเองหรือไม เขาสัมผัสได้ว่าเงื่อนไขแรกที่จีเสวียนหงเสนอมานั้นคล้ายกับการให้ความคุ้มครองแก่ตนทางอ้อม!
เพราะสุดท้ายแล้วราชวงศ์เชียงก็ได้ริเริ่มปฏิบัติการเพื่อจับกุมตนแล้ว ทั้งวังหลวงคงจะเต็มไปด้วยกับดักและหลุมพรางที่รอให้ตกเข้าไป ไม่รู้ว่าจะมีแผนชั่วร้ายและกลลวงอีกมากแค่ไหนที่กำลังจะถูกรนขึ้นมาในสถานการณ์เช่นนี้ จีเสวียนหงกลับบอกว่าก่อนที่จะสืบหาความจริงให้กระจ่างชัด ให้ตนอยู่ในสำนักศึกษาต่อไป และยังรับประกันว่าตนจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ…
ช่างชวนให้ครุ่นคิดอย่างยิ่ง!
ไม่ได้ลงมือจัดการกับตนในทันที แต่กลับคิดว่าตน ‘สังหารได้ดี’
ยามนี้ยังเสนอเงื่อนไขที่มีความหมายลึกซึ้ง
เสวียนหงคิดจะช่วยตนจริงๆ?
แต่เขากับตนเพิ่งจะได้พบหน้ากันเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเองนะ!
ในขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น ลูเยียก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าต้องทำอย่างไรถึงจะผ่านด่านของท่านไปได้?”
จีเสวียนหงตอบว่า “รับการโจมตีจากข้าหนึ่งกระบวนท่า หากเจ้าทนได้ข้าจะปล่อยเจ้าไป”
หากรับมือไม่ได้ก็ต้องอยู่ที่นี่เสีย!
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ลูเยียก็แน่ใจอย่างสมบูรณ์ จีเสวียนหงไม่มีความคิดจะสังหารเขาเลย เพราะการรับเพียงหนึ่งกระบวนท่า ต่อให้รับไม่ได้ก็เป็นเพียงการให้ตนอยู่ต่อ ไม่ใช่โอกาสนี้กำจัดตนทิ้ง จะมีความเสี่ยงถึงชีวิตได้อย่างไร?
ยิ่งทังลูเยียยังสัมผัสได้ว่าจีเสวียนหงจงใจอยากให้ตนอยูต่ออย่างชัดเจน!
“ข้าเลือกทางที่สอง”
ลูเยียกล่าว “ข้าถูกใส่ร้ายป้ายสี ย่อมต้องทวงคืนความยุติธรรมให้ตัวเอง จะให้อยู่ที่สำนักศึกษาตลอดไปย่อมเป็นไปไม่ได้!”
จีเสวียนหงพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ตกลง”
ตุม!
เขาสะบัดแขนเสื้อยกมือขึ้น พลังอันเจิดจ้าและน่าสะพรึงกลัวของมหาวิถีก่อตัวขึ้นระหว่างนิ้วมือ ในทันทีนั้นคือพลังของขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ เพียงแค่พลังลมปราณเท่านั้นก็ทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี ความว่างเปล่าทั้งสิบทิศสั่นสะเทือน
เหล่าศิษย์ที่อยู่ไกลออกไปต่างพากันพรั่นพรึง ต่างพากันถอยหนีไปไกลที่สุดในทันที
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน! หากยังคงยืนอยู่ที่เดิมเพียงแค่แรงกดดันนั้นก็อาจทำให้พวกเขาบาดเจ็บสาหัสได้แล้ว!
จะเอาจริงหรือนี่?
ลูเยียรู้สึกใจหายวาบ เขาแรกเริ่มเดิมที่ยังคิดว่าจีเสวียนหงคงไม่มีเจตนาสังหารตัวเอง นึกว่าเมื่อลงมือคงจะยังมือบาง ทว่ายามนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว ตาเฒ่าผู้นี้กำลังใช้พลังบำเพ็ญขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ของจริง!
“กระบวนท่าของข้านามว่า ‘จุมพิตเมฆาเขียว’ เป็นเคล็ดวิชาลับพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของสำนักศึกษา” จีเสวียนหงกล่าว ทว่าสิ่งที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้นคือพลังลึกลับที่ข้าได้ตระหนักรู้จากมหาวิถีในขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ เจ้าต้องระวังให้ดี”
เสียงยังคงก้องกังวาน จีเสวียนหงก็ชี้นิ้วออกไปหนึ่งครั้ง