บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 239 ช่างวางอำนาจใหญ่โตเสียจริง ข้า... พ่ายแพ้แล้วหรือ?
- Home
- บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน
- บทที่ 239 ช่างวางอำนาจใหญ่โตเสียจริง ข้า... พ่ายแพ้แล้วหรือ?
ชายในอาภรณ์ขาวตกอยู่ในอาการใจลอยสูญเสียจิตวิญญาณ
ในโลกมนุษย์แห่งต้าเฉียนมียอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธินับร้อย
และเขาในฐานะผู้อาวุโสที่เยาว์วัยที่สุดของสำนักศึกษาต้าเฉียนมีพละกำลังในการต่อสู้ที่ติดอันดับที่สามสิบเก้าใน ‘บัญชีรายชื่อปรมาจารย์ยุทธแห่งต้าเฉียน’!
สมญานาม ‘ปรมาจารย์หอกเพลิงเงินหลี่เหิงชวน’ ได้ก้องกังวานไปทั่วใต้หล้าตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้ว
แน่นอนว่าบนบัญชีรายชื่อนั้นไม่มียอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์จากเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน
ทว่าเจ้าสำนักศึกษาเคยกล่าวไว้ว่าพลังการต่อสู้ของหลี่เหิงชวนนั้นต่อให้ไปอยู่ในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนก็สามารถดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสสำนักในได้สบาย
แต่ตอนนี้เขากลับพ่ายแพ้แล้ว
พ่ายแพ้ให้แก่เด็กหนุ่มขอบเขตแทนทองคำในการโจมตีเพียงครั้งเดียว!
ความอัปยศเช่นนี้ใครเล่าจะยอมรับได้ในทันที?
ตูม!
ม่านฝนกระจายกระจาย ลูเยียที่อยู่ไกลออกไปผ่อนลมหายใจยาวดาบที่เพิ่งใช้ไปนั้นในชั่วเวลาสุดท้ายเขายังคงยั้งมือไว้ไม่อย่างนั้นชายในอาภรณ์ขาวผู้นั้นต้องตายอย่างแน่นอน
เขาหมุนตัวจากไป
ม่านฝนหนาที่ฟ้าดินมืดสลัวไปทั่ว
ทั่วทุกทิศทางของสำนักศึกษาต้าเฉียนเริ่มแว่วเสียงตะโกนกึกก้องดูเหมือนจะมีผู้คนจำนวนมหาศาลกำลังเคลื่อนไหว
ลูเยียก้าวเดินท่ามกลางสายฝนดวงตาใสกระจ่างจิตใจยิ่งสงบนิ่งเยือกเย็น
สร้างหลักฐานเท็จใส่ร้ายป้ายสีหรือ?
ยืมดาบฆ่าคนหรือ?
ล้วนแต่เป็นเพียงหินลับมีดชั้นดีสำหรับการขัดเกลามหาวิถีของข้าเท่านั้น!
ทว่าคนบางกลุ่มคือหินลับมีด
แต่คนบางกลุ่ม… จะกลายเป็นโครงกระดูกที่ปูทางให้ข้าก้าวข้ามไป!
สำนักศึกษาต้าเฉียนอาจเป็นหินลับมีดได้แต่หากยังดื้อรั้นไม่ยอมรู้แจ้งก็คงต้องกลายเป็นโครงกระดูกปูทางเท่านั้น!
นี่คือจิตแห่งเต๋าที่ลูเยียยึดถือ
สรรพสิ่งไม่ว่าดีหรือร้ายล้วนเป็นประโยชน์แก่ข้าอุปสรรคขวากหนามนับพันประการล้วนเป็นการขัดเกลาคมดาบให้แข็งแกร่งเท่านั้น
ด้วยสภาพจิตใจเช่นนี้ต่อให้เผชิญกับความล้มเหลวหรืออันตรายเพียงใดจะมีอะไรมาสั่นคลอนจิตวิญญาณได้!
ย่างก้าวของลูเยียค่อยๆ ช้าลงอย่างเงียบงันเขาสังเกตเห็นว่าในทิศตะวันออก ใต้ ตะวันตกและเหนือทั้งสี่ทิศทางของตนเองปรากฏคลื่นของค่ายกลในแต่ละทิศ
ทิศตะวันออกคือชิงมู่
ทิศตะวันตกคือเกิงจิน
ทิศใต้คือหลี่หัว
ทิศเหนือคือคันสุย
พลังของค่ายกลที่แตกต่างกันสี่ชนิดแปรเปลี่ยนเป็นค่ายกลขนาดใหญ่อย่างสมบูรณ์ในทันใดปิดกั้นทุกเส้นทางถอย
หากเป็นการเตรียมการอย่างกะทันหันย่อมไม่มีทางวางค่ายกลขนาดใหญ่อันแข็งแกร่งเช่นนี้บนเส้นทางที่ข้าจะฝ่าออกไปได้แน่นอน…
ลูเยียตระหนักได้ว่าค่ายกลสังหารนี้ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว!
หากไม่มีอะไรผิดพลาดเมื่อตอนที่ตนมายังสำนักศึกษาต้าเฉียนก็คงมีคนจากสำนักศึกษาต้าเฉียนสมรู้ร่วมคิดกับหญิงสาวชุดดำผู้นั้นและเตรียมการอย่างพิถีพิถันไว้ล่วงหน้าแล้ว!
น่าเสียดายสิ่งที่ข้าลูเยียไม่เกรงกลัวที่สุดก็คือค่ายกลขนาดใหญ่ในโลกนี้…
สายตาของลูเยียลึกล้ำดวงตาและคิ้วของเขาปรากฏแววดูแคลนเล็กน้อยในช่วงสามปีนั้นที่สนามรบนอกอาณาเขตเขาได้เห็นค่ายกลสังหารอันน่าตื่นตะลึงมาไม่รู้กี่มากน้อยแม้แต่ค่ายกลสงครามต่างๆ ที่วางไว้โดยเทพมารจากนอกอาณาเขตเขาก็เข้าใจอย่างถ่องแท้
เนื่องเพราะ ‘ฟูหนานถึงบรรพจารย์’ หนึ่งในสิบเก้าบรรพจารย์จากทะเลแห่งจิตสำนึกซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านค่ายกลอันดับหนึ่งของดินแดนหลิงชาง
สำนักเทียนฟูเสวียนจงที่บรรพจารย์ฟูหนานถึงก่อตั้งขึ้นเป็น ‘สถานทิศักดิ์สิทธิ์’ แห่งสำนักอักขระและค่ายกลทั้งมวลของโลกเบื้องบน!
ครืน!
ค่ายกลเริ่มทำงานอย่างรุนแรงอักขระแผ่ขยายราวกับโซ่คลื่นน้ำกดทับลูเยีย
ห่างออกไปจากค่ายกลสังหารมีศาลาพักผ่อนที่ประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง
กลุ่มผู้อาวุโสจากสำนักศึกษาต้าเฉียนกำลังยืนรวมตัวกันอยู่ที่นั่นผู้นำกลุ่มคือชายวัยกลางคนสวมชุดบัณฑิตมีหนวดเคราพลิ้วไหวเขายืนไพล่มือไว้ด้านหลังมีบุคลิกโดดเด่นเหนือผู้ใด
ซุนจื่อโหยว
รองเจ้าสำนักศึกษาแห่งสำนักศึกษาต้าเฉียนพลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์
ติดอันดับที่สามสิบเจ็ดในทำเนียบปรมาจารย์ยุทธแห่งหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์
“เด็กคนนี้ช่างโหดเหี้ยมนักแม้แต่ผู้อาวุโสหลี่เหิงชวนยังมิอาจขวางเขาเอาไว้ได้กลับถูกเขาทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส”
ซุนจื่อโหยวเอ่ยขึ้น “โชคดีที่พวกเราเตรียมการไว้พร้อมสรรพเมื่อถูกกักขังอยู่ในค่ายกลนี้เขาย่อมหนีไม่พ้นหายนะ!”
พลังอานุภาพของค่ายกลสังหารนี้เป็นรองเพียงค่ายกลปกป้องภูเขาของสำนักศึกษาต้าเฉียนเพียงพอที่จะกำจัดผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย
“ท่านรองเจ้าสำนักเรื่องราวยังมิถูกสืบสวนให้กระจ่างแจ้งการใช้ ‘ค่ายกลแปดทิศสี่บรรพต’ เช่นนี้จะดูไม่เหมาะสมไปหน่อยหรือ?”
ใครบางคนอดมิได้ที่จะเอ่ยทักท้วง
“มีอะไรที่ไม่เหมาะสมหรือ?”
ซุนจื่อโหยวสีหน้ามิสบอารมณ์กล่าวเสียงเย็นว่า “คนชั่วผู้นี้บุกรุกเขาสํานักศึกษาสังหารผู้อาวุโสสวีเยียนอวินอย่างโหดเหี้ยมไร้ซึ่งมโนธรรมสํานึกเหตุใดเจ้ายังกล้าแก้ตัวแทนเขาอีก?”
ทันใดนั้นบุคคลผู้นั้นก็เงียบกริบเหมือนจักจั่นในฤดูหนาว
ข้ามีความเห็นที่แตกต่าง!
ในตอนนี้เองหลี่เหิงชวนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าต่อสู้กับลูเยียเขามีโอกาสที่จะสังหารข้าแต่สุดท้ายเขากลับเมตตาปราณี”
“ข้าคิดว่าสมควรที่จะสืบสวนเรื่องราวจากต้นจนจบให้กระจ่างเสียก่อนแล้วค่อยลงโทษลูเยียก็ยังไม่สาย!”
ผู้คนต่างตกตะลึงและสงสัย ลูเยียมีจิตใจเมตตาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
ซุนจื่อโหยวส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ยังมืออะไรกันในสายตาข้าเจ้าเด็กนั่นมันเพียงแต่อยากจะหนีเอาตัวรอดจนมิกล้าเสียเวลาจึงทำให้เจ้าโชคดีรอดชีวิตกลับมาได้ต่างหาก”
กล่าวจบเขาโบกมือ “ใครก็ได้! พาผู้อาวุโสหลี่ไปรักษาเสียอาการของเขาหนักหนานักมิอาจรอช้าได้!”
เขาไม่เปิดโอกาสให้หลี่เหิงชวนได้กล่าวสิ่งใดต่อก็ถูกคนคุมตัวออกไปทันที
ครืน
ค่ายกลแปดทิศสี่บรรพตที่อยู่ไกลออกไปเริ่มทำงานก่อให้เกิดคลื่นค่ายกลอันรุนแรงพลุ่งพล่านแสงเพลิงไหลเวียนขับไล่ม่านฝนที่ปกคลุมไปทั่วฟ้าความวุ่นวายยิ่งใหญ่เกินไปผู้คนจำนวนมากจากสำนักศึกษาต้าเฉียนต่างพากันรีบมาถึง
“ท่านรองเจ้าสำนักข้าผู้นี้สงสัยนักว่าการตายของผู้อาวุโสสวีเยียนอวินมีเงื่อนงำ!”
ชายชราผมขาวรีบรุดเข้ามาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำหนักเมื่อครู่ให้ฟังอย่างละเอียด
สุดท้ายเขาเอ่ยเสริมว่า “พลังของลูเยียนั้นข่มขวัญพวกเราได้อย่างราบคาบทว่าเขากลับมิทำร้ายผู้ใดเลย! หากเขาเป็นฆาตกรจริงๆ เหตุใดต้องยับยั้งถึงเพียงนี้?”
เหล่าผู้อาวุโสหลายคนต่างตกใจสงสัยและรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ซุนจื่อโหยวกล่าวเสียงเย็นชา “สิ่งที่เจ้าพูดมาล้วนไร้หลักฐานยืนยันเป็นเพียงการคาดเดาไปเองเท่านั้นรอให้จับกุมเจ้าเด็กนั่นได้ก่อนความจริงย่อมจะปรากฏเอง!”
ชายชราผมขาวกล่าวด้วยความกังวล “แต่หากเขาตายในค่ายกล…”
ซุนจื่อโหยวกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “อย่าพูดอีกเลยเรื่องราวในวันนี้ไม่ว่าจะมีผลลัพธ์เช่นไรข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง!”
ทุกคนต่างมองออกว่ารองเจ้าสำนักมีท่าทีที่เด็ดเดี่ยว ยากนักที่จะเกลี้ยกล่อมได้อีกแต่ชายชราผมขาวยังไม่ยอมแพ้ “เขากล่าวด้วยความโกรธว่า ลูเยียคือศิษย์แห่งสำนักกระบี่เกาสวรรค์เขาเคยนำชัยชนะในการประลองเดิมพันชีวิตให้สำนักกระบี่เกาสวรรค์หากเขาตายในสำนักศึกษาของเราผลลัพธ์ที่ตามมานั้นท่านรองเจ้าสำนักจะรับไหวหรือไม่?”
แววตาของซุนจื่อโหยวเย็นเยียบขึ้น “ข้าบอกว่ารับไหวก็คือรับไหว! และอย่างที่เจ้าพูดข้าคือรองเจ้าสำนักเจ้ามิพอใจก็ต้องยอมรับ!”
ชายชราผมขาวโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ
เขารู้สึกตลอดเวลาว่าเรื่องในวันนี้มีอะไรไม่ถูกต้องและท่าทีของซุนจื่อโหยวยิ่งทำให้เขาสงสัยว่าการจัดการกับลูเยียในครั้งนี้มีแนวโน้มสูงมากที่จะเกิดปัญหาใหญ่!
จะทำอย่างไรดี?
หากลูเยียต้องตายลงจริงๆ…
ต่อให้ท่านเจ้าสำนักกลับมาก็คงมิอาจแก้ไขสิ่งใดได้!
พวกท่านจะยอมยืนดูอยู่เฉยๆ โดยมิคิดจะหยุดยั้งเลยหรือ?
ชายชราผมขาวมองไปทางบรรดาผู้อาวุโสคนอื่นๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ “หากลูเยียตายสำนักศึกษาต้องเดือดร้อนแน่นอนพวกท่านไม่มีใครหนีพ้นหรอก!”
บรรดาผู้อาวุโสบางคนลังเล
บรรดาผู้อาวุโสบางคนหันหน้าหนีไม่สนใจ บางคนอ้าปากจะกล่าวสิ่งใดแต่เมื่อสบเข้ากับสายตาของซุนจื่อโหยวก็พลันเงียบงันลงทันที
“พวกท่าน…”
ขณะที่ชายชราผมขาวกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
เพียะ!
ใบหน้าของเขาถูกซุนจื่อโหยวตบเข้าอย่างจังจนเซเกือบจะล้มลงกับพื้น
ซุนจื่อโหยวแววตาเย็นเยียบกล่าวเน้นที่ละคำว่า “เจ้าเป็นรองเจ้าสำนักหรือข้าเป็นรองเจ้าสำนัก? หากยังบังอาจปากพลอยอีกอย่าหาว่าข้าลงโทษเจ้าในฐานะกบฏ!”
จากนั้นเขากวาดตามองพวกผู้อาวุโสที่อยู่รอบข้าง
“ผู้อาวุโสสวีเยียนอวินจะตายเปล่ามิได้วันนี้ไม่ว่าใครจะมาเจาเด็กลูเยียต้องชดใช้อย่างสาสม!”
คำพูดหนักแน่นก้องกังวาน
ทว่าในตอนนั้นเองน้ำเสียงราบเรียบสายหนึ่งกลับดังกึกก้องขึ้นท่ามกลางฝนที่ตกหนัก
“ช่างวางอำนาจใหญ่โตเสียจริง”
ทุกคนต่างหันไปมองยังต้นเสียงโดยสัญชาตญาณ
เห็นที่กลางค่ายกลแปดทิศสี่บรรพตเบื้องหน้าร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างมั่นคง
คนผู้นั้นคือลูเยีย
ค่ายกลสังหารกำลังทำงานส่งเสียงดังกึกก้องปลดปล่อยอักขระและเปลวเพลิงมหาศาล
ทว่าลูเยียกลับเดินออกมาได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
ในทันใดทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?