Great Demon King – กำเนิดราชันย์ปีศาจ - ตอนที่ 440
เมื่อว่าเห็นหานซั่วได้สังหารอัศวินนภา เนเฮ็ม เบจ อย่างเหี้ยมโหด บิชอปเคโทสแห่งแคว้นบิสลีก็ถึงกับก้าวถอยหลังไปหลายก้าว ราวกับว่าความกลัวคือสิ่งที่บังคับร่างกายให้ทำเช่นนั้น
หานซั่วเหลือบมองไปทางเคโทส ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เขาด้วยความเร็วสูง แล้วทันใดนั้นเอง หานซั่วก็มาถึงตรงหน้าโดยที่เขาไม่ทันได้รู้ตัว เขาเอื้อมมืออันแข็งแรงไปรวบคอของเคโทสไว้ และยกขึ้นจนร่างของเขาห้อยอยู่กลางอากาศ
“แค่ก! แค่ก! บัดซับ… เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”
เคโทสเปล่งเสียงแต่ละคำออกมาด้วยความยากลำบาก เขาใช้ทั้ง 2 มือจับที่มือของหานซั่วเอาไว้ ด้วยหวังว่าจะคลายมันออกและไม่ให้ตนเองสำลัก
“เบลานต์อยู่ที่ไหน?”
หานซั่วถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารวบคอของเคโทสไว้ด้วยมือข้างเดียว
“แค่ก… แค่ก… ข้าไม่รู้… จริง ๆ …”
เคโทสตอบ ขณะที่ร่างกายยังคงห้อยอยู่กลางอากาศ เขาบิดตัวไปมาอย่างสุดแรงเกิด แต่โชคร้าย ที่เขาไม่สามารถหลุดจากมืออันแข็งแรงของหานซั่วได้เลยแม้แต่น้อย
** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **
“หึหึหึ เจ้าคิดจริง ๆ รึว่าถ้าเจ้าไม่ยอมพูด แล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้?”
หานซั่วพูดด้วยรอยยิ้มที่น่าพรั่นพรึง เพียงครู่เดียว หานซั่วก็ใช้มือซ้ายที่ยังว่างอยู่บีบกะโหลกของเคโทส เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมาน ขณะเดียวกัน หานซั่วก็ใช้นิ้วมือทั้งห้าจิกเข้าไปในหัวของเคโทส
ด้วยวิธีนี้ หานซั่วก็ใช้เคล็ดลับของเวทย์ปีศาจที่เรียกว่า “หัตถ์พินิจวิญญาณ” ควันสีเทาพวยพุ่งออกมาจากแต่ละนิ้ว ก่อนจะแล่นเข้าสู่ทวารของเส้นชีพจร และส่งผ่านความทรงจำของเคโทสไปยังจิตของหานซั่ว
ขณะที่กำลังถูกสูบเอาความทรงจำด้วยเวทย์ปีศาจ บิชอปเคโทสก็กรีดร้องดังลั่นพร้อมกับดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าเขากำลังได้รับความเจ็บปวดทรมานอย่างสาหัสที่สุดเกินกว่าผู้ใดในโลกนี้จะทานทน และเสียงกรีดร้องนั้นก็ทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินต้องขนหัวลุก
เพราะ “หัตถ์พินิจวิญญาณ” จะสร้างความเจ็บปวดแก่เป้าหมายอย่างร้ายแรงจนยากเกินบรรยาย ในระหว่างนั้น นิ้วทั้ง 5 ของหานซั่วจะกดแน่นเข้าไปในหัวของเคโทส ซึ่งต้องเป็นความเจ็บปวดที่คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถทนได้อย่างแน่นอน
ขณะที่หานซั่วกำลังใช้เวทย์ปีศาจสูบเอาความทรงจำของเคโทสออกมา พลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเคโทสก็เริ่มเคลื่อนไหวและหลั่งไหลขึ้นมารวมตัวกันบริเวณหน้าผาก ด้วยตั้งใจว่าจะต้านทานและทำลายพลังแปลกประหลาดที่กำลังคุกคามสมองของเขา แต่โชคร้ายที่พลังศักดิ์สิทธิ์นั้นอ่อนแอเกินไป ก่อนที่มันจะทันได้รวมตัวกันอย่างเต็มที่ หานซั่วก็ทำลายพวกมันลงอย่างรวดเร็ว
ด้วยพลังของ “หัตถ์พินิจวิญญาณ” สัญญาณชีวิตภายในดวงตาของเคโทสก็ค่อย ๆ จางหายไปอย่างช้า ๆ ไม่นานนัก ลูกตาของเขาก็กลอกกลับเข้าไปจนเห็นเพียงเปลือกตาที่ปิดลง เสียงร้องน่าสยดสยองเงียบตามไปด้วย และเมื่อวิญญาณของเขาสูญสลายไปอย่างสมบูรณ์ เขาก็ไม่หลงเหลือโอกาสใด ๆ ที่จะฟื้นขึ้นมาได้อีกแล้ว
หานซั่วดึงมือที่จิกลงไปในหัวของเคโทสออกมา และดึงผ้าเช็ดมือสีขาวออกมาเช็ดคราบมันสมองที่เปื้อนอยู่บนมือ ตลอดจนคราบเลือดที่ไหลลงมาตามขา จากนั้น เขาก็เดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ด้วยท่าทีสงบ
ที่ด้านนอกห้องโถงเต็มไปด้วยซากศพมากมายกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น เหล่านักบวชและอัศวินแห่งพระวิหารไม่สามารถต้านทานยอดฝีมืออย่างหานซั่วได้เลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าโชคชะตาของพวกเขาถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้ แต่ทว่า ไม่นานนัก สมาชิกมากมายจากศาสนจักรแห่งแสงสว่างก็กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่จากทุกทิศทาง รวมทั้งกองกำลังของแคว้นบิสลีที่ประจำการอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักก็รีบรุดมาทันทีที่ทราบข่าว
หานซั่วเฝ้ามองสถานการณ์จากเบื้องบน และพบว่าการเดินทางมายังแคว้นบิสลีในครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เมื่อหนึ่งในผู้ปกครองแคว้นทั้งเจ็ด เนเฮ็ม เบจ แห่งแคว้นบิสลีถูกสังหาร และโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดของศาสนจักรแห่งแสงสว่างก็อาบไปด้วยเลือด เรียกได้ว่าศาสนจักรกำลังถูกท้าทายอำนาจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
สำหรับ เนเฮ็ม เบจ ที่เป็นหนึ่งในอัศวินแห่งพระวิหารของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง หานซั่วเคยวางแผนไว้ว่าจะควบคุมเขาโดยใช้การสิงสู่ของปีศาจอาคม แต่อย่างไรก็ตาม หานซั่วก็พบว่าออร่าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในร่างของ เนเฮ็ม เบจ นั้นแตกต่างและเป็นขั้วตรงข้ามกับปีศาจอาคมอย่างสิ้นเชิง
หานซั่วต้องกำจัดพลังศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างของ เนเฮ็ม เบจ ให้หมดสิ้นก่อนเท่านั้น ปีศาจอาคมถึงจะสามารถสิงสู่และควบคุมจิตใจของเขาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าในร่างของเขาไร้ซึ่งออร่าศักดิ์สิทธิ์ คนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างจะต้องสงสัยในความผิดปกติในตัวของเขาเป็นแน่ เช่นนั้นแล้ว หานซั่วจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือและกำจัดเขาในที่สุด
แม้ภายในแคว้นบิสลีจะยังมีโบสถ์อื่น ๆ ของศาสนจักรแห่งแสงสว่างอยู่อีก แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว โบสถ์เหล่านั้นก็เทียบกับที่นี่ไม่ติดเลย นอกจากนี้ หานซั่วก็ไม่เหลือเวลาอันมีค่ามากพอจะไปกวาดล้างโบสถ์ทั้งหมดที่อยู่ในแคว้นบิสลีทีละแห่ง ดังนั้น หานซั่วจึงไม่ได้เสียเวลาอยู่ที่แคว้นบิสลีอีกต่อไป และรีบใช้ศาสตร์เทพอสูรบินจากไปทันที
จากความทรงจำของเคโทส หานซั่วก็ได้รับข้อมูลอันมีค่ามากมาย เพราะตำแหน่งของเคโทสภายในศาสนจักรแห่งแสงสว่างนั้นสูงไม่น้อยเลย ข้อมูลเหล่านั้นมีทั้งเรื่องตำแหน่งของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง การกระจายอำนาจและกองกำลังลับต่าง ๆ ที่คอยปฏิบัติการในเงามืด ศาสนจักรแห่งแสงสว่างเป็นองค์กรทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่มากจริง ๆ และที่น่ากลัวที่สุดก็คือเหล่ากองกำลังติดอาวุธที่ทรงพลัง นอกเหนือจากนักบวชแห่งแสงและกองกำลังอัศวินเทมพลาร์แล้ว ศาสนจักรแห่งแสงสว่างยังมีอีก 3 องค์กรที่ทำงานอยู่ในเงามืด ได้แก่ ตุลาการนอกรีต ทูตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ และ สาธุชนแห่งความดีงาม
ทั้ง 3 องค์กรนี้เป็นกองกำลังลับที่คอยรับใช้ศาสนจักรแห่งแสงสว่างอยู่ในเงามืดโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ พวกเขาเต็มไปด้วยเหล่ายอดฝีมือมากมาย และปฏิบัติการลับ ๆ ของศาสนจักรแห่งแสงสว่างก็มักดำเนินการโดยกลุ่มคนเหล่านี้เสมอ เมื่อเทียบกับเหล่าอัศวินแห่งพระวิหารที่มีความแข็งแกร่งที่ทุกคนรู้จักกันดีแล้ว องค์กรในความมืดทั้ง 3 แห่งนี้กลับมีความน่าพรั่นพรึงยิ่งกว่า
หลังจากที่เรียนรู้ความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริงของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง เขาจึงตระหนักได้ทันทีว่าทำไมศาสนจักรฯ ถึงกุมอำนาจและอิทธิพลมากมายแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งอาณาจักรแห่งความลึกล้ำเช่นนี้ แม้จะรู้สึกหวั่นเกรงขึ้นมาบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ความปรารถนาที่จะฆ่าของหานซั่วกลับเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่พลังความแข็งแกร่งของเขาเองก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ หานซั่วก็รู้สึกว่าศาสนจักรแห่งแสงสว่างไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว ทุกการกระทำของพวกเขาในหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งเรื่องที่ทำร้ายเจ้าผีดิบธาตุดินชั้นยอด ยิ่งทำให้หานซั่วรู้สึกว่าความเป็นศัตรูระหว่างเขาและศาสนจักรแห่งแสงสว่างกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีวันลบล้างได้ไปตลอดกาล
แต่อย่างไรก็ตาม หานซั่วกลับไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับเบลานต์ภายในความทรงจำของเคโทสเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขารู้มีเพียงว่า หลังจากการฟื้นฟูและปรับปรุงตลอด 2 ปี ของศูนย์บัญชาการใหญ่ของศาสนจักรแห่งแสงสว่างในจักรวรรดิโอเดน เบลานต์ก็ฟื้นตัวและหายดีจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับเมื่อครั้งก่อนเรียบร้อยแล้ว นอกเหนือจากเรื่องที่เบลานต์ยังคงอยู่ในจักรวรรดิโอเดน เคโทสก็ไม่ได้รู้อะไรไปมากกว่านั้น
แม้ว่าหานซั่วจะไม่สามารถล่วงรู้ข้อมูลที่แน่ชัดจากเคโทส เขาก็ยังคงมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะฆ่าเบลานต์ให้ได้อยู่ดี หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หานซั่วก็นึกถึงศาสนจักรแห่งความหายนะขึ้นมาได้ เช่นนั้นแล้ว เขาจึงรีบเหาะไปยังแคว้นบูเล็ททันที
ครั้งก่อน ตอนที่แคว้นทั้งเจ็ดเคยคิดจะจับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อโค่นล้มนครเบรทเทล หานซั่วได้ลอบเข้าไปและล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของดยุคเบิร์ต ซิลี แห่งแคว้นบูเล็ท เพราะในเมื่อเขาแอบนัดพบกับจอมขมังเวทย์ผู้ใช้ความตายวูล์ฟอย่างลับ ๆ หานซั่วก็รู้ทันทีว่าเขาเป็นคนของศาสนจักรแห่งความตาย
ในเมื่อ เบิร์ต ซิลี เป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของศาสนจักรแห่งความหายนะ บางที เขาอาจจะรู้แหล่งกบดานของอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างเบลานต์ก็เป็นได้ เพราะทั้ง 2 ศาสนจักรต่างเป็นศัตรูคู่แค้น ซึ่งต้องคอยสอดแนมและเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของกันและกันอย่างแน่นอน ในฐานะองค์กรทางศาสนาที่ใหญ่พอ ๆ กันศาสนจักรแห่งแสงสว่าง ศาสนจักรแห่งความหายนะจึงกลายเป็นเป้าหมายที่หานซั่วสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีทีเดียว
ณ แคว้นบูเล็ท คฤหาสน์ของดยุคเบิร์ต ซิลี …หานซั่วมาถึงในความมืด
ภายใต้ความมืดของรัตติกาล ณ ชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ดยุค เบิร์ต ซิลีกำลังนั่งอยู่บนแท่นบูชาที่กลุ่มควันหนาสีเขียวและดำอบอวลอยู่โดยรอบ และที่รายล้อม เบิร์ต ซิลี ผู้น่ากลัวก็เต็มไปด้วยชิ้นส่วนอวัยวะของสัตว์วิเศษจำนวนนับไม่ถ้วน ตัวแท่นบูชาเองก็เต็มไปด้วยชิ้นส่วนขอองสัตว์วิเศษระดับสูง ราวกับว่ามันสร้างขึ้นมาจากการเอาเศษซากสัตว์วิเศษแปลก ๆ จำนวนมากมาเสียบรวมเข้าด้วยกัน
และตรงใจกลางแท่นบูชา มีสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมรูปหนึ่งถูกวาดขึ้นด้วยเลือด มันแผ่ออร่าที่เยือกเย็นและชั่วร้ายอออกมา ณ ตำแหน่งในก็ตามที่เบิร์ต ซิลี กวาดมือไปมาในอากาศเหนือรูป ๆ นั้น เสียงโหยหวนน่าสยดสยองของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันดังออกมาจากตรงใจกลางสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยม ทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินต้องรู้สึกขนพองสยองเกล้าไปตาม ๆ กัน
** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **
“เอาล่ะ… เด็กดี จงออกมา …ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เบิร์ต ซิลี ร้องขึ้นอย่างแผ่วเบาพร้อมกับรอยยิ้มแสนอ่อนโยน ดวงตาทั้งคู่ของเขาจับจ้องไปตรงใจกลางของสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมที่ถูกวาดขึ้นบนแท่นบูชา
สัญลักษณ์นั้นคือสิ่งที่เชื่อมต่อระหว่างโลกนี้ และอีกโลกหนึ่ง ซึ่งก็คือนรกโลกันตร์ ขณะที่เสียงกรีดร้องน่าสยดสยองกำลังดังระงมมากขึ้นเรื่อย ๆ รอยยิ้มของ เบิร์ต ซิลี ก็แสยะกว้างขึ้นเท่านั้น มือทั้งคู่ของเขายังคงกวาดไปมาในอากาศที่ว่างเปล่าเหนือสัญลักษณ์ ด้วยท่าทีที่เหมือนดึงอากาศเหล่านั้นขึ้นมาจากเบื้องล่างอย่างต่อเนื่อง ดูราวกับว่าเขากำลังดึงเชือกล่องหนที่จะฉุดลากสัตว์วิเศษบางอย่างขึ้นมาจริง ๆ
ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏมือสีเขียวเข้มข้างหนึ่ง ที่มีนิ้วมือพร้อมเล็บแหลมคมเพียง 3 นิ้ว และของเหลวน่าขยะแขยงเคลือบอยู่บนผิว ก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมนั้น แล้วออร่าอันมืดมน เย็นยะเยือก และชวนคลื่นไส้ก็แผ่กระจายและคละคลุ้งออกมาจากข้างในนั้น
“ฮ่า…! จงลุกขึ้นมา! จงลุกขึ้นมา…!!”
เบิร์ต ซิลี มีท่าทีตื่นเต้นมากทีเดียว
ก๊าซซซซซ….!!
เสียงกรีดร้องน่าสะพรึงกลัวดังลั่นขึ้น และตอนนั้นเอง สัตว์ประหลาดที่รูปร่างเหมือนกิ่งก่าขนาดยักษ์ก็ปรากฏตัวออกมาจากสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยม มันมีผิวหนังหนาสีเขียวเข้ม พร้อมของเหลวน่าขยะแขยงที่ไหลเยิ้มไปทั่วทั้งตัว ร่างกายมันมีความยาว 5 เมตร มีหางจำนวน 2 หาง สัตว์ประหลาดตัวนี้ส่งกลิ่นเหม็นคาวปลาคละคลุ้ง และมีงางอกออกมา 2 งา ราวกับงาช้าง พร้อมด้วยฟันอันแหลมคมเต็มปาก
ทันทีที่มันปรากฏตัวออกมา เจ้าสัตว์วิเศษตัวนั้นก็พุ่งตัวไปยังเงา ๆ หนึ่งที่อยู่รอบนอกแท่นบูชา กรงเล็บที่แหลมคมราวกับหอกทั้ง 4 ข้างของมันกระโจนออกไปหมายจะตะกุยเงานั้นอย่างบ้าคลั่ง
“โอ๊ะ…”
เสียงอุทานเบา ๆ ดังขึ้นมาจากเงานั้น และโดยไม่คาดคิด พลังงานอันชั่วร้ายบางอย่างก็แผ่ซ่านออกมาในอากาศ ทำให้สัตว์วิเศษที่กำลังเข้ามาใกล้ต้องแน่นิ่งไปอย่างกะทันหัน และค้างอยู่ในท่วงท่าอันดุร้ายทั้งอย่างนั้น ราวกับว่ามันถูกพลังบางอย่างพันธนาการเอาไว้
“นั่นใครน่ะ!?”
เบิร์ต ซิลี ร้องขึ้นด้วยความประหลาดใจ หัวใจของเขาถึงกับหล่นวูบขณะจ้องมองไปยังทิศทางเสียงของเงานั้นด้วยความหวาดกลัว
มีเพียง เบิร์ต ซิลี คนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าห้องลับซึ่งเขาใช้ฝึกฝนการอัญเชิญสัตว์วิเศษแห่งนี้ถูกคุ้มกันไว้อย่างแน่นหนามากเพียงใด และการที่มีคนบุกเข้ามาภายในห้องลับได้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เขาช็อกจนทำอะไรไม่ถูก แต่สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้น คือการที่สัตว์อสูรระดับสูงอย่าง “เดจาร์กา” ยังถูกหยุดเอาไว้นิ่ง ๆ กลางอากาศได้ทั้งอย่างนั้น
“เดจาร์กา” เป็นสัตว์อสูรระดับสูงที่ทรงพลังและแข็งแกร่งมากพอที่จะสังหารคนในระดับปรมาจารย์จอมดาบได้ทีเดียว และพลังอันน่าสะพรึงกลัวของมันจะพุ่งขึ้นถึงขีดสุดก็ด้วยการโจมตีกลางอากาศด้วยความเร็วสูง แต่กระนั้น ทันทีที่คน ๆ นี้ปรากฏตัวขึ้นในเงามืด เจ้าสัตว์วิเศษทรงพลังตัวนี้กลับไม่สามารถต้านทานเขาได้เลย
และความจริงว่า คนผู้นี้มีความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวมากเพียงใด เบิร์ต ซิลี เองก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะคิด!
****************************************