Great Demon King – กำเนิดราชันย์ปีศาจ - ตอนที่ 420
“ท่านพ่อ…”
แฟนนี่ค่อย ๆ เดินไปอยู่ข้างกายฟีเรนซีเงียบ ๆ ดวงตาของเธอจ้องมองเขาด้วยความคาดหวัง
ฟีเรนซีเองก็เหม่อมองไปที่หานซั่วอยู่พักใหญ่ทีเดียว ก่อนจะส่ายศีรษะและพูดพลางถอนใจ
“ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้ายืนกรานขนาดนั้น พ่อก็จะไม่ขัดขวางเจ้าแล้ว”
“ขอบคุณค่ะ ท่านพ่อ!”
สีหน้าของแฟนนี่เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มยินดี ก่อนจะหันไปมองหานซั่วอย่างรักใคร่
หานซั่วเองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเช่นกัน ก่อนจะก้มตัวลงโค้งคำนับฟีเรนซี และพูดขึ้น
“ข้าจะทำให้เธอมีความสุขครับ ข้าสัญญา”
“เหอะ! เจ้ามีผู้หญิงตั้งหลายคน ยังหน้าด้านมาบอกว่าจะทำให้เธอมีความสุขอีกนะ ถ้าเจ้าทำให้เธอเสียใจล่ะก็ ข้าไม่สนว่าเจ้าเป็นใคร แต่รับรองเลย ว่าข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้อย่างสาสม!”
ฟีเรนซีไม่ได้รู้สึกเห็นแก่หานซั่วเลยสักนิด ขณะตอบกลับเข้าไปอย่างเย็นชา
หานซั่วยิ้มเจื่อน ๆ โดยไม่พูดอะไร เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทางฟีบี้ ในบรรดาผู้หญิงทั้ง 3 คน ฟีบี้เป็นคนที่มีบุคลิกที่แข็งกร้าวและไม่ยอมใครมากที่สุด ในตอนนี้ ทั้งแฟนนี่และเอมิลี่ต่างประกาศความต้องการของตนเองออกมาอย่างชัดเจนแล้ว เหลือเพียงฟีบี้ที่กำลังหน้าซีดเผือดอยู่คนเดียวเท่านั้น
เธอมีท่าทางเหมือนกำลังทุกข์ทรมานอย่างหนัก ใบหน้าที่เคยเนียนละเอียดนั้นเผือดซีดจนขาว ฟีบี้จ้องมองหานซั่วโดยไม่พูดอะไร ราวกับว่าอยู่ดี ๆ เธอก็สิ้นสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะ
** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **
ลอว์เรนซ์ที่อยู่ข้าง ๆ กระแอมไอออกมา และกระตุกแขนเสื้อของฟีบี้ ราวกับว่าจะเรียกให้เธอตื่นจากภวังค์เพื่อไม่ให้ลังเลใจไปนานกว่านี้
ฟีบี้สะดุ้งเฮือก ก่อนจะกลับมามีสติอีกครั้ง หัวใจของเธอยังคงว้าวุ่นสับสน เธอย้อนนึกไปถึงเรื่องราวในอดีตต่าง ๆ ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันกับหานซั่ว ทั้งเรื่องที่พวกเขาร่วมกันลอบสังหารศัตรูของเธอที่สมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ ความหอมหวานของการหลบหนีไปด้วยกัน ความห่วงใยที่หานซั่วมีให้เธอ หรือแม้แต่เรื่องที่เขามอบอาวุธศักดิ์สิทธิ์อย่าง “ดาบดาราพราย” ให้เธอเป็นของขวัญโดยไม่ลังเลแม้แต้น้อย…
เหตุการณ์อันแสนอบอุ่นเหล่านี้เปรียบดั่งหลุมพรางแห่งความรัก ยิ่งนึกถึง เธอก็ยิ่งรู้สึกผูกพันกับเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างเหนียวแน่น และทำให้เธออึดอัดหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก
แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นหญิงสาวผู้ใจแข็งและเด็ดเดี่ยว เธอคงไม่มีวันยอมแบ่งปันผู้ชายของตนเองร่วมกับหญิงอื่นเป็นแน่ ถึงแม้ว่าเธอจะพยายามคิดคำนวณแทบตาย กว่าจะเข้าใจและยอมรับในเรื่องของเอมิลี่ และยอมให้อภัยเขาที่เป็นคนหลายใจได้ในที่สุด
แต่สถานการณ์ของแฟนนี่นั้นแตกต่างกับเรื่องของเอมิลี่อย่างสิ้นเชิง เพราะวิธีที่หานซั่วปฏิบัติต่อแฟนนี่ ทำให้เธอตระหนักว่าความรักระหว่างทั้งคู่นั้นมั่นคงต่อกันมากเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้น แฟนนี่ยังมีพื้นเพทางครอบครัวที่สูงศักดิ์กว่า เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ก็ทำให้ฟีบี้รู้สึกว่าเรื่องราวช่างยากเกินกว่าจะยอมรับได้เหลือเกิน
หานซั่วจ้องมองฟีบี้เงียบ ๆ เมื่อเห็นว่าเธอกำลังอึดอัดสับสนจนทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกผิดก็เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจมากขึ้นเป็นทวีคูณ เขาข่มความเจ็บปวดทรมานนั้นไว้ ก่อนจะพูดขึ้นอย่างขมขื่น
“ลืมมันซะเถอะ ฟีบี้ ข้าทำให้เจ้าผิดหวังจริง ๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหานซั่ว ดวงตาของฟีบี้ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมไร้ที่สิ้นสุด ใบหน้าของเธอซีดขาวราวกับกระดาษ เธอจ้องมองหานซั่วอย่างไม่อยากเชื่อ ราวกับว่าหัวใจถูกทิ่มแทงจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ และตอนนั้นเอง ร่างของเธอก็เริ่มโงนเงนไปมา และล้มลงไป…
เมื่อหานซั่วที่จับตามองฟีบี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดเห็นว่าเธอกำลังจะล้มลง เขาก็ตกใจ และรีบพุ่งตัวไปอยู่ข้างฟีบี้ในเสี้ยววินาที เพื่อรับตัวเธอไว้ก่อนที่จะล้มลงกระแทกพื้น และร้องขึ้นมาด้วยความกังวล
“ฟีบี้ เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า?”
ในตอนนั้นดูราวกับเกิดแสงวาบสีขาว คาเรลเองก็พุ่งตัวเข้าไปหาฟีบี้ด้วยเช่นกัน แต่หานซั่วไปถึงก่อน ส่วนคาเรลที่ตั้งใจจะช่วยประคองตัวฟีบี้เอาไว้ ก็ทำได้เพียงยื่นสองนิ้วไปอังบริเวณใต้จมูกของฟีบี้ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาสะกดกลั้นความโกรธที่มีภายในใจ และพูดออกมา
“เธอหมดสติไปแล้ว เพราะเจ้าคนเดียว!”
ในตอนนี้ หานซั่วไม่มีแรงจะต่อปากต่อคำกับคาเรล เมื่อได้ยินคาเรลพูดว่าฟีบี้เพียงหมดสติไปเท่านั้น ในใจเขาก็ผ่อนคลายลง ก่อนจะวางฝ่ามือขวาบนหลังของฟีบี้ และถ่ายเทพลังแก่นมนตราเข้าสู่ร่างของเธอ
แล้วฟีบี้ผู้โศกเศร้าและหัวใจแตกสลายก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นสบายบริเวณกลางหลัง เธอค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ และทันทีที่ลืมตา เธอก็ได้เห็นสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของหานซั่ว ทำให้อารมณ์ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้าใส่เธอในเวลาเดียวกัน เธอไม่สามารถแสร้งทำตัวเข้มแข็งได้อีกต่อไปแล้ว หยาดน้ำตาพรั่งพรูลงมาอาบแก้มราวกับน้ำตก ขณะที่เธอปล่อยโฮออกมาจนสุดเสียง
กำปั้นเล็ก ๆ ทั้ง 2 ข้างกระหน่ำทุบลงไปบนหน้าอกของหานซั่ว และต่อว่าเขา
“เจ้าคนไม่มีหัวใจ! กล้าพูดกับข้าแบบนั้นอีกเหรอ เจ้าโกหกข้า ทำลายความสุขในชีวิตของข้า แล้วยังจะเอาแต่ยืนมองโดยไม่ทำอะไรสักอย่าง เจ้าเคยรู้สึกผิดบ้างมั้ย…”
เสียงถูกทุบหน้าอกอย่างหนักหน่วงดังให้ได้ยินอย่างชัดเจน สีหน้าท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมไม่ต่างกับเธอ ขณะที่จ้องมองฟีบี้ที่ดิ้นไปมาอยู่ในอ้อมแขน หานซั่วก็รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน เขาไม่รู้เลยว่าจะมีคำพูดใดที่สามารถปลอบประโลมฟีบี้ จึงทำได้เพียงพูดว่า “ข้าขอโทษ” ซ้ำไปมาอยู่อย่างนั้น
ฟีบี้ไม่เคยสูญเสียการควบคุมตัวเองอย่างที่เป็นในตอนนี้มาก่อน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคที่หนักหนาเพียงใด เธอก็สามารถก้าวข้ามผ่านมาได้อย่างเข้มแข็งเสียทุกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ก็มีเหล่าผู้อาวุโสและคนอื่น ๆ อยู่มากเกินไป ด้วยนิสัยตามปกติของเธอแล้ว เธอคงไม่มีวันเผยความอ่อนแอให้ใครเห็นอย่างเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม เมื่อหานซั่วพูดออกมาว่า “ลืมมันซะเถอะ” ฟีบี้ก็รู้สึกราวกับว่าท้องฟ้าได้พังครืนลงมา โลกทั้งโลกกลายเป็นสีเทาแสนหม่นหมอง ไร้ซึ่งสีสันสวยงามใด ๆ ความเจ็บปวดที่เสียดแทงนั้นทำลายตัวตนของเธอไปเสียสิ้น
สายตาของเอมิลี่และแฟนนี่ไม่เคยละไปจากหานซั่วเลยตั้งแต่ต้น และเมื่อเห็นว่าฟีบี้รัวกำปั้นทุบอกของหานซั่วอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งคู่ก็รู้สึกเจ็บปวดด้วยเช่นกัน ด้วยกลัวว่าฟีบี้จะไม่ยอมรับรู้อะไรและคิดทำร้ายหานซั่วขึ้นมา
ทุก ๆ คนที่สังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ ต่างมีท่าทีแปลก ๆ ขณะจ้องมองหานซั่วและหญิงสาวทั้ง 3 คน โดยไม่รู้เลยว่าจะพูดอะไรออกมาดี แม้ในใจจะนึกอยากขัดจังหวะ แต่โชคร้าย พวกเขาก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ และทำได้เพียงมองอย่างอับจนหนทาง เมื่อเรื่องราวผิดศีลธรรมนี้บานปลายมาถึงจุดที่พวกเขาก็ทำตัวไม่ถูก
“ให้ตาย เยี่ยมไปเลย ไบรอันนี่ช่างมีหนทางเป็นของตัวเองจริง ๆ”
คนที่มีความสุขที่สุดในบรรดาคนทุกคนนั้นต้องเป็นลอว์เรนซ์อย่างแน่นอน มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้สึกปลาบปลื้มกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หานซั่วและหญิงสาวทั้ง 3 คนคือตัวแทนของขุมอำนาจที่ต่างกัน หากพวกเขาลงเอยด้วยการเป็นศัตรูกันเอง ลอว์เรนซ์ก็คงหมดหวังที่จะได้ขึ้นครองบัลลังค์อย่างแน่นอน เพราะในระหว่างนี้ เขาก็เหมือนกำลังนั่งอยู่บนตั่งหนามแหลมคม และต้องรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงมากกว่าใคร เขาจึงกลัวเหลือเกินว่าทั้ง 4 ฝ่ายจะก่อให้เกิดปัญหาครั้งใหญ่ และทำลายสิ้นซึ่งความหวังที่เขามี
แม้กระทั่งตอนนี้ ฟีบี้ก็ยังร้องไห้เสียงดังขณะเอนกายพิงอยู่ในอ้อมกอดของหานซั่ว ลอว์เรนซ์จึงรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่สุด เขารู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีใครรู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา แต่ด้วยการยืนกรานของหญิงสาวทั้ง 3 คน ก็ไม่มีใครที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้อีกแล้ว
“ข้าขอโทษ!”
หานซั่วกอดฟีบี้เอาไว้แน่น และพูดย้ำคำเดิมอีกครั้ง
หลังจากที่อ่อนแรงจากการทุบตีและดุด่าหานซั่ว ฟีบี้ก็ค่อย ๆ ข่มความเจ็บปวดภายในใจได้มากขึ้น เธอปาดน้ำตาที่ยังคงไหลออกมาจากตาอย่างต่อเนื่อง ขณะจ้องมองหานซั่วอย่างกราดเกรี้ยวและพูดขึ้น
“ชั่วชีวิตนี้… เจ้าลืมความคิดที่จะทิ้งข้าไปได้เลย ถ้าเจ้ากล้าทำแบบนั้นล่ะก็ ข้าจะฆ่าเจ้า แล้วค่อยฆ่าตัวตายตามเลยคอยดู!”
“ตราบใดที่เจ้ายินดีจะอยู่กับข้า แล้วทำไมข้าจะต้องทิ้งเจ้าไปด้วยล่ะ!”
หานซั่วจ้องมองฟีบี้อย่างลึกซึ้ง
“เรามาด้วยกันถึงขนาดนี้ แล้วข้าจะไม่อยู่กับเจ้าได้ยังไงกันเล่า อีตาบ้า ใจร้ายที่สุดเลย!”
ฟีบี้ยังคงโกรธ และเป็นอีกครั้งที่เธอรัวกำปั้นทุบหน้าอกของเขา
เมื่อได้ยินคำพูดของฟีบี้ สีหน้าของคาเรลก็เปลี่ยนไป เพราะเขาเข้าใจความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในประโยคเหล่านั้นอย่างชัดเจน รวมทั้งผู้คนมากมายที่อยู่รอบ ๆ ก็ล้วนเป็นผู้ที่ฉลาดหลักแหลม เมื่อพวกเขาได้ยินคำตอบของเธอ พวกเขาก็เข้าใจบทสรุปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที ก่อนจะหันไปจ้องมองหานซั่วและหญิงสาวทั้ง 3 คนด้วยดวงตาเป็นประกาย
** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **
ทันทีที่หานซั่วเห็นสายตาของคนเหล่านั้น เขาก็เข้าใจในทันที แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่า คือหนังหน้าที่แสนด้านชาของหานซั่วนั้นกลับแดงก่ำขึ้นมาด้วยความกระดาก ก่อนจะกระแอมไอออกมาแห้ง ๆ
ทั้งฟีบี้ เอมิลี่ และแฟนนี่ ค่อย ๆ เข้าใจทุกอย่างในที่สุด เมื่อรู้สึกตัวและเพิ่งสังเกตเห็นสายตาแปลก ๆ ของทุกคนที่อยู่รอบข้าง พวกเธอก็หน้าแดงระเรื่อขึ้นมาพร้อมกัน แม้ฟีบี้จะตำหนิตัวเองภายในใจที่อยู่ดี ๆ ก็พูดโพล่งออกไปแบบนั้น แต่โชคร้าย นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาแก้ตัวหรือพูดอธิบายใด ๆ เธอจึงรู้สึกเขินอายเป็นอย่างมาก และไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรดี
หลังจากที่หญิงสาวทั้ง 3 ได้กินยาบำรุงชีวิตเข้าไป ผิวพรรณของพวกเธอก็เนียนละเอียดและนิ่มนวลดุจสายน้ำ แต่เพราะเอมิลี่และฟีบี้นั้นได้รับการบำรุงทางกายจากหานซั่ว ร่างกายของพวกเธอจึงน่าหลงใหลและมีเสน่ห์ในแบบของผู้ใหญ่ ซึ่งถ้ามองดี ๆ แล้ว จะแตกต่างจากแฟนนี่อย่างสิ้นเชิง
ช่างมัน! ลืมมันไปซะ ถึงเธอจะน่าผิดหวังก็จริง ที่ไปมอบกายมอบใจให้กับเจ้าหนุ่มนั่น แต่ข้าจะพูดอะไรได้อีกล่ะ? จอมดาบศักดิ์สิทธิ์คาเรลถอนใจ พลางจ้องมองฟีบี้ด้วยความสับสนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมา
“งั้นก็แล้วแต่เจ้าเถอะ เจ้าเองก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ข้าคงไปกีดกันเจ้าไม่ได้หรอก”
“อาจารย์!”
ฟีบี้ร้องขึ้นอย่างแผ่วเบา
“ท่านอาจารย์ ข้าขอโทษนะคะ ข้าทำให้ท่านผิดหวัง”
“เฮ้อ…”
จอมขมังเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ซาบาคัสถอนหายใจเสียงดัง เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างจ้องมองมาที่เขาด้วยความแปลกใจ เขาก็ยิ้มและพูดขึ้น
“คงจะดีที่สุดล่ะนะ ถ้าปล่อยให้พวกคนหนุ่มสาวเขาจัดการกันเอง ฮะ ๆ ๆ พวกเราก็อายุเยอะกันแล้ว จะไปคอยควบคุมพวกเขาทุกเรื่องได้ยังไงกัน? อีกอย่าง ตอนนี้จักรวรรดิแลนซล็อตของเราก็กำลังย่ำแย่และบอบช้ำจากทั้งปัญหาภายในและการรุกรานจากภายนอก เรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์วิกฤติที่สุดเลยก็ว่าได้ พวกเจ้าทุกคนก็ล้วนเป็นแกนนำหลักของจักรวรรดิ สิ่งที่พวกเราควรทำในตอนนี้ก็คือการร่วมกันแก้ไขปัญหาของจักรวรรดิมากกว่านะ”
ซาบาคัสเป็นผู้อาวุโสที่ทรงคุณธรรมและมีชื่อเสียงของจักรวรรดิ ที่แม้แต่ชายผู้บ้าคลั่งอย่างฟีเรนซีก็ยังให้ความเคารพยำเกรง เมื่อเขาพูดขึ้นมา ทุกคนก็มีท่าทีไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น
ในฐานะผู้ปกป้องจักรวรรดิ คาเรลจึงแตกต่างจากฟีเรนซีที่ไม่สนใจชะตากรรมของจักรวรรดิอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขาได้ยินที่ซาบาคัสพูด เขาก็ค่อย ๆ สงบอารมณ์ และคิดใคร่ครวญอยู่เงียบ ๆ
ซาบาคัสนิ่งไปครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าทุกคนได้ให้เกียรติเขาแล้ว เขาก็ถอนหายใจด้วยความผ่อนคลาย เมื่อตนเองได้ฉวยโอกาสนี้ทำให้ทุกฝ่ายยอมปรองดองกันได้ในที่สุด แต่ทว่า ทันใดนั้นเอง หานซั่วก็ขมวดคิ้วและโพล่งขึ้นมา
“แอชเบิร์นกับเจ้าชายชาลส์กำลังนำทัพมุ่งหน้ามาทางเขตเหนือ ดูเหมือนว่าพวกเขาตั้งใจจะใช้สงครามนี้เพื่อยึดครองและควบคุมจักรวรรดิแลนซล็อตทั้งหมดให้ได้ในคราเดียว!”
***************************