Great Demon King – กำเนิดราชันย์ปีศาจ - ตอนที่ 412
เมื่อร่ายเวทย์อัญเชิญด้วยคทาหัวกะโหลก อสูรมิติมืดจำนวนมากก็ปรากฏตัวขึ้นเต็มพื้นที่โดยรอบ มือข้างหนึ่งของหานซั่วจับมือฟีบี้เอาไว้ ในขณะที่ถือคทาหัวกะโหลกไว้ในอีกมือหนึ่งและกำลังร่ายเวทย์อย่างรวดเร็ว
“ถอยยยยยย !!!”
เครสโปร้องตะโกนออกคำสั่ง และนำหน้าคนอื่น ๆ เพื่อถอนกำลังออกไปทันที
เมื่อออเบรย์ที่เป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการในครั้งนี้เห็นหานซั่วปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ ฟีบี้อย่างกะทันหัน ก็รู้ทันทีว่าพวกเขาล้มเหลวอีกครั้ง เมื่อมีเหล่าอสูรมิติมืดโผล่มาเรื่อย ๆ ออเบรย์เองก็คิดอยากจะหนีเช่นกัน และเมื่อได้ยินเสียงตะโกนให้ถอยทัพของเครสโปที่ตรงกับความตั้งใจพอดี เขาก็รีบหนีไปทางด้านหลังอย่างไม่รีรอ
“คิดจะหนีรึ? สายเกินไปแล้ว!”
หานซั่วปล่อยมือจากที่เมื่อครู่กุมมือของฟีบี้ไว้แน่น และเหาะตรงไปหาออเบรย์ในทันที มือข้างซ้ายของเขายังคงถือคทาหัวกะโหลกไว้เหมือนเช่นเคย ในขณะที่คมมีดพิชิตมารก็พุ่งออกมาจากฝ่ามือข้างขวา
ก่อนหน้านี้ ออเบรย์เคยต้องเจ็บหนักเพราะหานซั่วมาก่อนแล้ว เมื่อเขาเห็นว่าหานซั่วกำลังพุ่งตรงมาหา เขาก็หน้าถอดสีทันที และรีบร้องตะโกนไปยังเหล่านักธนูที่อยู่บนหลังคา
“ยิง !! ยิงมันให้ตาย !!”
ลูกธนูจำนวนมากพุ่งเข้าใส่หานซั่ว ทั้งพลังความรุนแรงและความเร็วของลูกธนูสามารถบ่งบอกได้เลยว่านักธนูเหล่านั้นต้องมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกมันจะเข้าถึงตัวหานซั่ว คทาหัวกระโหลกก็สั่นและก่อให้เกิดโล่กระดูกขึ้นมารอบทิศทาง และป้องกันลูกธนูเหล่านั้นไว้ได้ทั้งหมด
ความเร็วของหานซั่วนั้นรวดเร็วเกินกว่าที่ออเบรย์จะจินตนาการได้ เมื่อเขาหันหน้ากลับไปมอง หานซั่วผู้เย็นชาและชั่วร้ายก็เข้ามาใกล้เขาแล้ว
“ระวัง!!”
เครสโปร้องตะโกนด้วยเสียงอันดัง แล้วหอกสีเงินในมือของเขาก็พุ่งควงสว่านไปยังหานซั่วด้วยความเร็วสูง ตอนนั้นเอง หานซั่วก็หันมามองเครสโป ก่อนจะยกมือขวาขึ้นมาและคมมีดพิชิตมารก็กลายเป็นแสงวาบสีดำที่พุ่งแทงเข้าใส่หอกนั้น
แคร๊ง…!!!
ประกายไฟมากมายแตกกระจายออกมาอย่างสวยงาม ขณะที่เครสโปก็สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่แล่นผ่านเข้าไปในร่างกายผ่านหอก ตั้งแต่แขนไปจนถึงอวัยวะภายใน และสร้างความเสียหายให้กับร่างกายที่ได้รับพรศักดิ์สิทธิ์ของเขาในชั่วพริบตาเดียว เขากระอักเลือดออกมาเต็มปาก ก่อนจะรีบถอยหนีต่อไปด้วยใบหน้าซีดเผือด
ปัง !!!
หอกเงินของเครสโปถูกผ่าออกเป็นสองซีก และร่วงหล่นลงกับพื้นหินทันที
พลังอันมหาศาลของคมมีดพิชิตมารไม่ได้ลดน้อยลงเลยเมื่อมันยังคงพุ่งเข้าใส่หน้าอกของเครสโปอย่างต่อเนื่องก่อนที่เครสโปจะทันได้ทรงตัวอย่างมั่นคง เสียง ฉึก! ดังขึ้นทันทีเมื่อคมมีดเสียบทะลุเกราะเงินของเขาและสร้างรูเหวอะขนาดใหญ่ตรงกลางหน้าอก
เมื่อความเจ็บปวดที่เสียดแทงแผ่ซ่านออกไป ใบหน้าที่ซีดเผือดของเครสโปก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขาค่อย ๆ ก้มลงมองบาดแผลตรงหน้าอก และพูดประโยคสุดท้ายออกมาอย่างแผ่วเบา
“เป็นไป…ได้ยังไง…”
แล้วร่างของเขาก็ล้มตึงลงไปกับพื้น
ออเบรย์รู้สึกผวาสุดขีด และพยายามรีบหนีออกไปโดยไม่สนใจชีวิตของผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว
** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **
เพราะเครสโปคือกำลังสนับสนุนหลักของปฏิบัติการครั้งนี้ เขาเคยเป็นถึงอัศวินนภา และหลังจากที่เข้าร่วมกับกองกำลังอัศวินเทมพลาร์ของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง ด้วยความศรัทธาที่มีต่อเทพแห่งแสง ก็ทำให้เขาได้รับพรป้องกันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าอัศวินนภาทั่วไปมากทีเดียว
ทั้งหอกเงินและชุดเกราะสีเงินที่เป็นประกายนั้นล้วนเป็นสิ่งที่มีเพียงอัศวินเทมพลาร์ระดับสูงเท่านั้นที่จะได้มาครอบครอง ในสายตาของเหล่าช่างตีดาบทุกคนทั่วทั้งอาณาจักรต่างมองว่าพวกมันเป็นอุปกรณ์คุณภาพสูงอย่างยิ่งยวด อีกทั้งยังมีพลังงานอันศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ภายใน ใครจะไปคาดคิดว่าลำพังอาวุธของหานซั่วเพียงอย่างเดียวจะสามารถทำลายพวกมันได้ราวกับเอามีดมาตัดกระดาษเช่นนี้ ออเบรย์จึงถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
เห็นได้ชัดว่าออเบรย์กำลังหนีอย่างสุดชีวิตไม่รู้เลยว่าความเร็วของหานซั่วนั้นเหนือกว่าเขาจนเทียบไม่ติด แต่ก่อนที่ออเบรย์จะสามารถหนีออกไปพ้นเขตพื้นที่ของสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ เสียงร้องตะโกนอย่างเยือกเย็นก็ดังขึ้นที่ด้านหลังของเขา ออเบรย์จึงผวาจนแทบสิ้นสติ เขาไม่สนใจต่อสิ่งใด และพยายามร่ายเวทย์เคลื่อนย้ายทั้ง ๆ ที่ตนเองยังไม่เชี่ยวชาญมากพอ
ในฐานะจอมเวทย์ห้วงมิติ ความเข้าใจเกี่ยวกับเวทมนตร์ห้วงมิติของเขาก็เทียบได้กับน้ำหยดหนึ่งของมวลมหาสมุทรเท่านั้น เขาจึงไม่สามารถเคลื่อนย้ายภายในระยะทางสั้น ๆ ได้ดังใจเหมือนจอมขมังเวทย์ห้วงมิติอย่างเอ็มม่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะรู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คู่มือของหานซั่วอย่างแน่นอน และในเมื่อหมดหวังที่จะใช้ความเร็วในการหนี เขาจึงต้องยอมท้าความตายเพื่อลองใช้เวทย์ห้วงมิติที่ตนเองยังไม่เชี่ยวชาญนั้น
เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย คนเราก็มักจะทุ่มพลังสุดตัวเพื่องัดไม้ตายสุดท้ายออกมา และออเบรย์ที่ปกติจะใช้เวลา 2 วินาทีในการร่ายเวทย์ ก็ใช้เวลาเพียง 1 วินาทีเท่านั้น ก่อนที่หานซั่วจะเข้าถึงตัวออเบรย์ เขาก็สัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนอย่างรุนแรงของมิติที่อยู่รอบ ๆ ตัวออเบรย์
อากาศบริเวณนั้นปริแตกออกราวกับกระจกร้าว ออเบรย์ตกตะลึงและร้องโหยหวนออกมาอย่างน่าเวทนา เมื่อร่างกายของเขาซึ่งอยู่ในมิติที่แตกร้าวถูกผ่าแยกออกเป็นชิ้น ๆและเมื่ออากาศโดยรอบกลับสู่ภาวะปกติ ร่างของออเบรย์ก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย หานซั่วยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เพราะเข้าใจเกี่ยวกับเวทย์ห้วงมิติเป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่าออเบรย์อยู่ในภาวะคับขันและตกใจจนควบคุมสติไม่อยู่ เมื่อเห็นว่าร่างของออเบรย์ถูกแยกออกโดยมิติที่แตกร้าวรอบตัว เขาก็สรุปได้ว่าต้องเกิดความผิดปกติในการร่ายเวทย์ และออเบรย์ก็ทิ้งชีวิตตัวเองไปกับเวทมนตร์บทนั้นเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งถ้าหานซั่วเกิดสัมผัสเข้ากับมิตินั้นก่อนที่มันจะกลับคืนสู่สภาพปกติ เขาเองก็คงได้รับผลกระทบจนไม่สามารถหนีออกมาได้เช่นกัน พอนึกว่าถ้าตัวเองต้องพบจุดจบในมิติที่บิดเบี้ยวแบบนั้น เขาก็คงรู้สึกเสียใจไม่น้อย
แม้จะไม่รู้ว่าตอนนี้สภาพของออเบรย์เป็นอย่างไร แต่หานซั่วก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาตายไปแล้ว และเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ เขาก็พุ่งไปหาฟีบี้พร้อมกับโอบรอบตัวเธอไว้
“พวกเราต้องรีบไปแล้ว ข้าคิดว่าที่ ๆ ลอว์เรนซ์อยู่ต้องตกอยู่ในอันตรายมากที่สุดแน่ ๆ!”
ฟีบี้รู้สึกทั้งดีใจและตกใจ เธอตกใจที่ได้ยินหานซั่วพูดถึงอันตรายของลอว์เรนซ์ และรู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้ลอว์เรนซ์คือคนที่มีความสำคัญมากที่สุด ในเมื่อแอชเบิร์นกล้าจู่โจมเธออย่างอุกอาจถึงเพียงนี้ บางทีลอว์เรนซ์เองก็น่าจะเจอปัญหาหนักไม่ต่างกัน
ซึ่งถ้าลอว์เรนซ์ถูกฆ่าตาย ทั้งเจ้าชายชาลส์และดยุคแอชเบิร์นก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ทั้งหมด และถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงล่ะก็ หนทางสุดท้ายที่เหลืออยู่สำหรับหานซั่วและเธอก็คือต้องหนีไปให้ไกลที่สุดเท่านั้น
ส่วนความดีใจของเธอก็คือเรื่องที่หานซั่วรู้อยู่แก่ใจว่าลอว์เรนซ์กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่า แต่เขากลับให้ความสำคัญและเลือกที่จะช่วยเธอก่อน ซึ่งนี่ก็สามารถพิสูจนืได้อย่างชัดเจนแล้วว่าหานซั่วให้ความสำคัญกับเธอเหนือสิ่งอื่นใด แม้ว่าการรอดชีวิตของลอว์เรนซ์จะนำมาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ฟีบี้จึงรู้สึกซาบซึ้งในการกระทำของเขาอย่างสุดหัวใจ
“แล้วพวกเขาล่ะ?”
ฟีบี้เห็นด้วยกับเขา ก่อนจะเอ่ยถามถึงพวกทหารยามและพ่อค้าคนอื่น ๆ ของสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ที่อยู่ข้าง ๆ เธอ
“ให้พวกเขาหนีกันเองเถอะ ไม่ต้องห่วงหรอก ศัตรูที่ยังเหลืออยู่กำลังวุ่นอยู่กับอสูรมิติมืดของข้า และน่าจะไม่มีโอกาสจู่โจมพวกเขาได้อีกแล้วล่ะ”
หานซั่วตอบอย่างรัวเร็ว
“คุณหนู ท่านทั้งสองรีบไปกันก่อนเถอะ พวกเรารู้ดีว่าต้องทำยังไง”
หัวหน้าทหารยามพูดกับฟีบี้
ฟีบี้ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าและตอบกลับไป
“ตกลง พวกเจ้าก็ดูแลตัวเองดี ๆ รีบออกไปจากที่นี่ให้ได้ล่ะ”
หานซั่วไม่ได้พูดอะไรอีก เขาโอบรอบเอวฟีบี้และรีบเหาะตรงไปยังคฤหาสน์ของลอว์เรนซ์ทันที
“อีตาบ้า กล้าพูดแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น ๆ ได้ยังไง?”
ขณะที่โดนหานซั่วโอบไว้แนบกาย เธอก็ได้กลิ่นกายของเขาที่แสนคุ้นเคย ใบหน้าเนียนละเอียดและงดงามของเธอแดงก่ำด้วยความเขินขณะดุเขาอย่างไม่พอใจ
“จะคิดมากไปทำไม? ยังไงพวกเขาทุกคนก็รู้กันหมดแล้วว่าเจ้าเป็นผู้หญิงของข้า”
หานซั่วตอบเรียบ ๆ โดยไม่รู้สึกเขินอายเลยสักนิด
“เจ้า… เจ้ายังกล้าพูดแบบนั้นอีกเหรอ? ข้ายังไม่ได้ยกโทษให้เจ้าสักหน่อย!”
ฟีบี้กลอกตามองเขาด้วยความขุ่นเคือง เห็นได้ชัดว่าความโกรธภายในใจของเธอยังไม่จางหายไป
“ไว้เราค่อยคุยกันทีหลังเถอะ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย พวกเราต้องรีบหาลอว์เรนซ์ให้พบ ถ้าเกิดเขาตายขึ้นมาล่ะก็ ข้าจะได้พาเจ้าออกไปจากนครออซเซ็น และกลับไปยังนครเบรทเทลของข้าให้เร็วที่สุดเลย”
หานซั่วตอบ
“ไบรอัน นี่เจ้าไม่สนเลยจริง ๆ เหรอว่าพี่ลอว์เรนซ์จะเป็นตายร้ายดียังไง?”
ฟีบี้มองหานซั่วด้วยความตกตะลึงและไม่แน่ใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าแค่มองตามหลักความเป็นจริงแล้วพูดออกมาตรง ๆ ถ้าข้าไม่สนชะตากรรมของลอว์เรนซ์จริง ๆ ข้าก็คงไม่พุ่งตรงไปช่วยเขาอย่างในตอนนี้หรอก เอาล่ะ เลิกคุยก่อนนะ!”
หานซั่วตอบก่อนจะเร่งความเร็วให้มากขึ้น และตรงไปยังคฤหาสน์ของลอว์เรนซ์ด้วยความเร็วราวสายฟ้า
ตั้งแต่ที่หานซั่วรู้ว่าลอว์เรนซ์ตั้งใจจะผูกมิตรกับเขาด้วยจุดประสงค์ที่แฝงเร้นบางอย่าง เขาก็ไม่ได้ปฏิบัติกับลอว์เรนซ์ในฐานะเพื่อนแท้อีกต่อไป เพราะจริง ๆ แล้ว เขาก็เป็นเพียงคนที่คิดและวางแผนการด้วยความละเอียดรอบคอบ ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเขาเองทั้งนั้น แต่หานซั่วก็เข้าใจดี และไม่ได้รู้สึกเสียใจกับการกระทำของลอว์เรนซ์แต่อย่างใด
แต่อย่างไรก็ตาม เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาเองจะไม่มีเจตนาแย่ ๆ แฝงอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะความต้องการของหานซั่วนั้นผูกติดอยู่กับลอว์เรนซ์ ซึ่งเมื่อเขาได้ขึ้นครองบัลลังค์เท่านั้น หานซั่วจึงจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด และด้วยความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เป็นหลัก อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวจึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องมากนัก
ดังนั้นแล้ว จึงเรียกได้ว่าการที่หานซั่วให้ความช่วยเหลือลอว์เรนซ์ เป็นเพราะความต้องการส่วนตนของเขาล้วน ๆ โดยไม่เกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นแล้ว หานซั่วจึงไม่ได้สนใจความเป็นความตายของลอว์เรนซ์เท่าใดนัก และเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมีท่าทีชินชาเมื่อพูดถึงสถานการณ์ของลอว์เรนซ์
เปลวเพลิงโหมกระหน่ำที่ทำให้คืนเดือนมืดสว่างไสวไปทั่วสามารถมองเห็นได้แต่ไกลก่อนที่พวกเขาจะไปถึงคฤหาสน์ของลอว์เรนซ์เสียอีก
แม้จะมีคฤหาสน์ของขุนนางคนอื่น ๆ อีกหลายหลังที่อยู่ในละแวกเดียวกัน แต่คฤหาสน์เหล่านั้นกลับไม่ได้รับการแตะต้อง ประตูทุกบานปิดสนิท และไม่มีแม้เพียงสักคนที่ชะโงกหน้าออกมามอง ราวกับว่าพวกเขาปิดตายตัวเองโดยไม่สนใจเสียงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคฤหาสน์ของลอว์เรนซ์เลยแม้แต่น้อย
** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **
ขณะที่หานซั่วกำลังจ้องมองบรรดาคฤหาสน์หลังอื่น ๆ ที่เงียบสนิท เขาก็ส่งปีศาจอาคมให้ออกไปสำรวจด้วยความเร็วสูง ก่อนจะพบว่าผู้คนที่อยู่ในนั้นกำลังตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ และเป็นเพราะคำสั่งเด็ดขาดของเจ้าของบ้าน จึงไม่มีใครกล้าส่งเสียงหรือกระหายใคร่รู้จนออกมาจากคฤหาสน์เพื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้น
นี่เองคือตัวอย่างที่ดีที่สุดของโลกที่เต็มไปด้วยความหลอกลวง บรรดาขุนนางที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์เหล่านั้นไม่ใช่พันธมิตรทางฝั่งของลอว์เรนซ์ เพราะพวกเขาส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจและแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะสนับสนุนฝ่ายใด จึงสามารถหลบเลี่ยงมหันตภัยครั้งนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด พวกขุนนางชั้นสูงเหล่านี้รอบคอบดีทีเดียว และรู้ว่าคนกลุ่มเดียวในจักรวรรดิแลนซล็อตในตอนนี้ที่กล้าโจมตีคฤหาสน์ของลอว์เรนซ์ก็มีเพียงแอชเบิร์นและเจ้าชายชาลส์เท่านั้น ซึ่งพวกเขาก็ไม่ใช่ใครที่จะสามารถไปยั่วยุได้ง่าย ๆ เช่นนั้นแล้ว การวางตัวเป็นกลางและคอยเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ จึงกลายเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด
ครืนนน…
ทันใดนั้นเอง เกิดเสียงระเบิดครั้งใหญ่ที่คฤหาสน์ของลอว์เรนซ์ หานซั่วมองเห็นตึกสูงมากมายที่พังครืนลงมาด้วยเสียงที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่น และท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิท เงาร่างสีทองของคน 2 คนกำลังพุ่งตัวไปมาระหว่างตึกอาคารเหล่านั้น มวลแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาเป็นระยะ และส่งผลให้อาคารอื่น ๆ พังทลายลงไปตาม ๆ กัน
ปรากฏรอยร้าวขึ้นในอากาศมากมายหลังจากเกิดแสงวาบสีทอง ทำให้ม่านพลังเวทมนตร์ป้องกันที่ปกคลุมคฤหาสน์ของลอว์เรนซ์ถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คนรับใช้หลายคนก็ถูกฆ่าตาย ศพของพวกเขากระจัดกระจายไปทั่ว
อัศวินหลายจำนวนมากสวมชุดเกราะที่มีสีแตกต่างกันไป ทั้งน้ำตาล เงิน และเทา ตลอดจนนักเวทย์ที่สวมใส่ชุดคลุมสีแดงและดำ กำลังล้อมรอบคฤหาสน์ของลอว์เรนซ์รอบทิศทาง คนเหล่านี้รวมถึงเหล่ายอดฝีมือในสังกัดของแอชเบิร์น เจ้าชายชาลส์ และศาสนจักรแห่งแสงสว่าง
ก่อนที่หานซั่วและฟีบี้จะเข้าใกล้พื้นที่บริเวณนั้น ปีศาจอาคมตนหนึ่งก็ไปถึงก่อนหน้าแล้ว และมองเห็นเงาร่างทั้งสองที่กำลังพุ่งทะยานไปมาอย่างน่าสะพรึงกลัว หนึ่งในนั้นคือจอมดาบศักดิ์สิทธิ์คาเรล ในขณะที่อีกคนหนึ่ง เป็นชายชราที่มีผมสีทอง และสวมชุดเกราะอัศวินสีทองทั้งตัวเช่นกัน
ชายชราผมทองคนนั้นถือหอกสีทอง และมีสัญลักษณ์รูปเทพธิดาบนเกราะที่ออกแบบด้วยความวิจิตร ปีกคู่นั้นที่สยายออกอย่างงดงามดูราวกับมีชีวิต
สัญลักษณ์รูปเทพธิดาบนเกราะของอัศวินเทมพลาร์เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าเขาได้รับพรจากเทพแห่งแสงสว่าง และอัศวินเทมพลาร์ทุกคนที่ครอบครองสัญลักษณ์นี้จะมีพลังความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวเทียบเท่าได้กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ และหากอัศวินเทมพลาร์คนนั้นเองก็เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว พลังของเขาก็จะยิ่งน่าพรั่นพรึงมากขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม อัศวินเทมพลาร์ของศาสนจักรแห่งแสงสว่างที่มีพลังถึงระดับนี้ก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน พวกเขาจะไม่มีวันออกมาจากวิหารแห่งแสงเด็ดขาด ว่ากันว่าต้องมีพวกนอกรีตที่ดูหมิ่นและคุกคามเทพแห่งแสงปรากฏตัวเท่านั้น อัศวินเทมพลาร์ที่หาได้ยากเหล่านี้จึงจะปรากฏตัว และลงทัณฑ์ผู้นอกรีตเหล่านั้นในนามของเทพแห่งแสงสว่าง
หานซั่วไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้มาเจอตัวเป็น ๆ ในจักรวรรดิแลนซล็อตแห่งนี้ เมื่อลำแสงสีทองพวยพุ่งออกมาจากหอกสีทองในมือของอัศวินเทมพลาร์ผู้นั้น ออร่าอันศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้เทียมทานก็ทำให้หานซั่วรู้สึกตกตะลึงและหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
มีเพียงอัศวินศักดิ์สิทธิ์และจอมดาบศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะครอบครองออร่าต่อสู้สีทอง ซึ่งก็พิสูจน์ได้มากพอแล้วว่าอัศวินเทมพลาร์ผู้นั้นเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ และในฐานะของผู้แข็งแกร่งที่ได้รับพรอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพแห่งแสงสว่าง พลังของเขาจึงน่าพรั่นพรึงมากกว่าผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน เมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงรู้สึกเป็นห่วงจอมดาบศักดิ์สิทธิ์คาเรลขึ้นมาทันที
เมื่อยอดฝีมือมากมายกำลังโอบล้อมคฤหาสน์ของลอว์เรนซ์อยู่ หานซั่วจึงไม่โง่พอที่จะพุ่งเข้าไปตรง ๆ เขารีบอัญเชิญผีดิบธาตุดินชั้นยอดออกมาทันที เพื่อให้มันสร้างอุโมงค์ใต้ดินที่ตรงไปยังใจกลางคฤหาสน์ขอองลอว์เรนซ์ ก่อนจะพาฟีบี้ลงไปในอุโมงค์นั้นพร้อมกัน
****************************