ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 580 ช่วยชีวิต
บทที่ 580 ช่วยชีวิต
เว่ยฉิงเชินและหยานเสวี่ยที่หันหลังชนกัน คนหนึ่งใช้กระบี่เงินอ่อน อีกคนใช้กระบี่ยาว พร้อมกับสร้างขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ไว้รอบตัว
ถึงแม้แม้ว่าทั้งสองจะมีพลังการต่อสู้ที่อ่อนด้อยกว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่ทั้งสองก็มั่นใจในขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่ตนเองมี
ด้วยการที่พวกเธอได้ฝึกฝนการใช้งานมานับครั้งไม่ถ้วน ทำให้พวกเธอรู้ดีว่าต่อให้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่พวกเธอมีจะแข็งแกร่งมากมายขนาดไหน แต่มันก็ยังต้องใช้พลังจิตของเธอในการคงสภาพเอาไว้
แม้พลังฟ้าดินจากโลกใบเล็กจะใช้ได้ แต่กุญแจหลักที่จะทำให้ใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ให้มีประสิทธิภาพ นั่นก็คือพลังจิตอยู่ดี
-น้องฉิงเชิน เจ้าอดทนไว้ก่อนนะ เมื่อเฉินเฉียงมาถึง พวกเราก็จะปลอดภัย-
หยานเสวี่ยส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปหาเว่ยฉิงเชินพลางมองที่กำไลสื่อสาร
แต่นั่นก็ทำให้เธอรับรู้เพียงว่าเฉินเฉียงยังคงอยู่ที่เขตแดนลับที่ปลายบันไดสู่สรวงสวรรค์เท่านั้นและยังไม่ขยับไปไหน
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
หยานเสวี่ยร้อนใจแต่ก็ทำได้เพียงปล่อยมันไป
หากว่าในยามนี้เฉินเฉียงยังไม่อาจเคลื่อนไหว ก็มีแต่พวกเธอต้องช่วยเหลือตนเองรับมือกับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ได้เพียงเท่านั้น
“โว่ ข้าไม่คิดเลยจริงๆว่าจะได้มีโอกาสต่อสู้กับสาวงามสองคนในคราวเดียวเช่นนี้ นี่ช่างเป็นเรื่องที่ดียิ่งนัก”
หลังจากต่อสู้กับหยานเสวี่ยและเว่ยฉิงเชินไปพักหนึ่ง คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มพูดจาสัปดนออกมา
ความจริงแล้วการที่หยานเสวี่ยและเว่ยฉิงเชินต้องต่อสู้กับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็ยังไม่ถือว่าตึงมือพวกเธอสักเท่าไหร่ นั่นก็เพราะหุ่นเชิดโลหิตและหุ่นเชิดซากศพของพวกมันได้ถูกเฉินเฉียงและร่างวิญญาณของสามราชาจักรพรรดิกำจัดไปแล้วเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าให้ว่ากันตรงๆ หากไม่ใช่ว่าหุ่นเชิดซากศพของคนเหล่านี้ถูกกำจัดไปจนหมด พวกเธอสองคนคงถูกเล่นงานไปนานแล้ว
ประเด็นก็คือเรื่องจำนวนของคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์
ต่อให้พวกเธอทั้งสองจะร่วมมือกัน พวกเธอก็ยังโดนโจมตีสวนกลับมา
นี่ทำให้หลังจากผ่านไปนาน แม้หยานเสวี่ยและเว่ยฉิงเชินจะยังไม่แพ้พ่าย แต่พลังจิตของพวกเธอก็ลดลงไปอย่างมาก
และหากเป็นแบบนี้ต่อไป อย่าว่าแต่หนีออกไปจากวงล้อมเลย แค่ป้องกันตัวเองก็ยังทำไม่ได้
เมื่อเห็นสถานการณ์ในตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต หยานเสวี่ยก็รีบส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณออกไป –น้องฉิงเชิน รีบไปจากที่นี่แล้วติดต่อเฉินเฉียงให้ได้-
แน่นอนว่าเว่ยฉิงเชินย่อมไม่มีทางทิ้งหยานเสวี่ยเอาไว้ เธอทำเพียงกดริมฝีปากและปฏิเสธที่จะจากไป
ต่อให้ในตอนนี้พลังจิตของพวกเธอจะเหลืออีกเพียงน้อยนิด แต่พวกเธอก็ยังมีโลกใบเล็กอยู่ภายในร่าง
ตราบใดที่พวกเธอต่อสู้อย่างระมัดระวัง ต่อให้การต่อสู้ต้องลากยาว แต่ก็ยังสามารถยื้อเวลาได้ถึงห้าวัน
ยิ่งไปกว่านั้นคือเฉินเฉียงย่อมไม่มีทางทิ้งพวกเธอผจญภัยร้ายอยู่เฉยเป็นแน่
ตราบใดที่เฉินเฉียงพบข้อความที่ส่งผ่านไปในกำไลสื่อสาร เขาจะต้องรีบเข้ามาช่วยเหลือ
เมื่อเห็นว่าเว่ยฉิงเชินดื้อดึงที่จะอยู่ หยานเสวี่ยก็รับรู้ได้ว่าไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่อาจบังคับเธอได้
และเพื่อให้ต่อสู้ให้ได้นานที่สุด หยานเสวี่ยจึงได้ปิดการใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของตน เพื่อที่จะกลายเป็นคนที่ทำหน้าที่ป้องกันได้อย่างเต็มกำลัง
หลังจากที่ปิดการใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ไป นั่นก็ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง ก่อนที่จะเริ่มต้องท่าโจมตีของตนด้วยกระบี่ยาวในมือ
ในขณะเดียวกัน เว่ยฉิงเชินเองก็ปิดการใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ด้วยเช่นกัน
ยังถือว่าเป็นโชคดีที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่คิดจะฆ่าพวกเธอจริงจัง และนั่นทำให้พวกเธอไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด
แต่โชคดีที่ว่าก็คงอยู่ได้เพียงสองชั่วโมงเพียงเท่านั้น
เมื่อเห็นสถานการณ์ในตอนนี้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งก็ได้ตะโกนออกมา “ไอ้เวรทั้งหลายเอ๊ย เร่งมือเข้าโว้ย ภารกิจของท่านจ้าววิหารของพวกสำคัญมาก พวกเราจะมัวแต่เล่นไม่ได้แล้ว”
“ไม่อย่างนั้นล่ะก็ มีหวังผู้อาวุโสซี่และไอ้พวกกลุ่มนั้นได้ขโมยผลงานของพวกเราไปเป็นแน่ หากพวกเราไปรายงานทีหลังพวกเราคงได้เป็นใบ้พูดไม่ออกกันหมดแหงๆ”
ถึงแม้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสัปดนอยู่อีกมากมาย แต่เมื่อเทียบกับคำสั่งที่พวกมันได้รับมาก่อนหน้า ชีวิตของพวกมันย่อมสำคัญกว่าเหนือสิ่งอื่นใด
และนี่จึงทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เร่งโจมตีแทบจะพร้อมเพรียงกัน และนี่ทำให้หยานเสวี่ยและเว่ยฉิงเชินตกอยู่ในอันตรายในทันที
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เจ็ดคนได้โจมตีอย่างต่อเนื่องไปยังหยานเสวี่ย นี่ทำให้ใบหน้าของเธอขมวดแน่นในทันที
หยานเสวี่ยยังคงไม่ได้ใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ ต่อให้เธอต้องรับมือกับการโจมตีดังห่าฝนของศัตรูก็ตาม และเป็นตอนนี้ที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์สองคนได้ฟันดาบของพวกมันเข้าใส่ร่างของหยานเสวี่ยในสองทิศทางพร้อมกัน
เมื่อเว่ยฉิงเชินเห็นก็ได้ตวัดกระบี่อ่อนในมือผลักดันคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ห้าคนตรงหน้าออกไป ก่อนที่จะเปิดใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของตนอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งเข้าไปหาหยานเสวี่ยแล้วป้องกันการโจมตีที่โจมตีเข้าใส่หยานเสวี่ยได้
แต่นั่นก็ทำให้ทั้งสองถูกส่งกระเด็นไปไกลนับสิบเมตรด้วยเช่นกัน
“พี่หยานเสวี่ย ห้ามขัดขืนนะ”
เมื่อเห็นศัตรูกำลังเร่งถาโถมเข้ามา เว่ยฉิงเชินถึงกับลนลานขึ้นมาในทันทีจนพูดออกมาด้วยเสียงดังลั่น พร้อมกับเปิดโลกใบเล็กแล้วพาหยานเสวี่ยไปไว้ข้างในในทันที
เป็นตอนที่หยานเสวี่ยเข้าในโลกใบเล็กแล้ว คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จำนวนสิบสองคนก็ได้โจมตีเข้าใส่เว่ยฉิงเชิน
และเป็นตอนนี้ที่มีเสียงคำรามหนึ่งได้ดังขึ้นมาอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น
สัตว์ประหลาดร่างยักษ์ขนาดความสูงเกือบห้าสิบเมตรได้พุ่งเข้ามาราวกับรถถัง ฝ่ามือที่ใหญ่ยักษ์ขนาดประมาณหนึ่งเมตรได้ป่ายปัดไปมาอย่างไม่หยุด จนทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ลงมือโจมตีต้องกระเด็นออกไป
ในสถานการณ์วิกฤต เมิ่งน้อยก็ได้ปรากฏ
เมื่อเมิ่งน้อยเห็นหยานเสวี่ยตกอยู่ในอันตรายอย่างที่สุดจนทำให้เว่ยฉิงเชินต้องพาเธอไว้ข้างในโลกใบเล็ก นี่ทำให้เมิ่งน้อยโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดจนยอมเปลี่ยนร่างกลายเป็นร่างเดิม แล้วพุ่งเข้าใส่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ในทันที หลังจากที่ตวัดมือฟาดใส่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ดีดกระเด็นไปได้ เมิ่งน้อยก็ทำการกระโดดตบมือเข้าใส่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใกล้มือที่สุดคนหนึ่ง จนกลายเป็นเศษเนื้อไป
เมื่อเห็นฉากนี้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือก็นึกกลัวขึ้นมาจับใจ แต่นั่นก็ยังช้าเกินไปที่จะหลบหนี
เมื่อเมิ่งน้อยที่โกรธเกรี้ยวได้เตะเข้าไปที่หัวของคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งที่ยืนอึ้งไปจนตกตายอย่างไม่ทันรู้ตัว ก่อนที่จะนำคนที่เหลือเข้าไปในโลกใบเล็กของมัน
หากว่ากันตามตรง ต่อให้เมิ่งน้อยจะเป็นราชันย์สัตว์ประหลาดขั้นสูงซึ่งเป็นระดับเทียบเท่ากับราชาจอมพลขั้นสูงหรือราชาเหนือราชาขั้นสูง มันก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันไปไว้ในโลกใบเล็กของตน
ประเด็นก็คือเมิ่งน้อยในตอนนี้ทรงพลังเหนือระดับขั้นบ่มเพาะไปจนทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เกรงกลัวเพราะท่าทางอันโกรธเกรี้ยวจนไม่อาจต่อต้านได้ นี่จึงทำให้พวกมันถูกเมิ่งน้อยยัดใส่ในโลกใบเล็กได้อย่างง่ายดาย
แต่นี่ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเมิ่งน้อยไม่มั่นใจในความสามารถของตน
แต่เป็นเพราะเมิ่งน้อยไม่มั่นใจว่าจะไล่ตามจับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ทันเพียงเท่านั้น
หลังจากนำคนของหารศักดิ์สิทธิ์เข้าไปไว้ในโลกใบเล็กแล้ว เมิ่งน้อยก็ได้นำคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ออกมาทีละคน
และในทันทีที่มันนำคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ออกมา มันก็ได้จัดการต่อยไปคนละหมัด แน่นอนว่าทั้งหมดตกตายลงไปเพียงหมัดเดียวของเมิ่งน้อย
หลังจากจัดการคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่จับได้ไปจนหมด คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ยังหลงเหลือต่างก็รีบเผ่นหนี
ฉากนี้ทำให้เว่ยฉิงเชินทำได้เพียงมองอึ้งประดุจดั่งคนโง่งม
ความทรงพลังของเมิ่งน้อยที่แสดงออกมา ทำให้เว่ยฉิงเชินไม่กล้าที่แม้แต่จะขยับตัว
เหตุผลก็เพราะ ทั้งขนาดตัวและพลังโจมตีของเมิ่งน้อยทรงพลังเกินกว่าใครจะคิดได้
เป็นเพียงตอนที่เมิ่งน้อยจัดการคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จนหมดสิ้น เว่ยฉิงเชินถึงเริ่มจะขยับตัว โดยเธอได้รีบกางขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ออกมาในทันที ก่อนที่จะมองเมิ่งน้อยด้วยท่าทางหวาดหวั่น
เมื่อเมิ่งน้อยจัดการคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์หมดสิ้นจนรู้สึกสาแก่ใจ มันก็ได้กลับคืนสู่ร่างตัวจ้อยที่มันชื่นชอบ
ถึงแม้เว่ยฉิงเชินจะไม่ได้พบเจอเมิ่งน้อยบ่อยครั้ง แต่เธอเองก็เคยเจอเมิ่งน้อยมาแล้วตอนที่เคยได้เข้าไปในเขตแดนจักรพรรดิครั้งแรกแล้วได้พบเห็นหยานเสวี่ยที่ได้คอยติดตามเฉินเฉียงไป ในตอนนั้น ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างสามคน(สองคนหนึ่งตัว)จะเป็นไปได้ด้วยดี
เพียงแค่เธอไม่คิดว่าหลังจากผ่านไปสิบปี เมิ่งน้อยที่แม้ในตอนนี้จะยังคงมีรูปร่างน่ารักน่าเอ็นดู แต่กลับซุกซ่อนความทรงพลังอย่างลึกสุดหยั่งเอาไว้
“เจี๊ยกเจี๊ยก”
เมิ่งน้อยที่ในตอนนี้เป็นราชันย์สัตว์ประหลาดขั้นสูง มันก็ยังไม่เคยพูดภาษามนุษย์ออกมาเลยสักครั้ง แม้ในตอนนี้ มันก็ทำเพียงวิ่งไปอยู่ตรงหน้าเว่ยฉิงเชินแล้วส่งเสียงร้องออกมา
นี่ทำให้เว่ยฉิงเชินที่ก่อนหน้านี้หวาดหวั่นได้สติและผ่อนคลายลงไป ในขณะเดียวกัน เธอก็ได้ปิดขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของตนแล้วพาหยานเสวี่ยออกมาจากโลกใบเล็ก
“เมิ่งน้อย”
หยานเสวี่ยที่พึ่งออกมาจากโลกใบเล็กของเว่ยชิงเฉินที่ในตอนนี้ดูดีขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อพบเจอเมิ่งน้อยก็อดไม่ได้ที่จะแสดงออกมาด้วยท่าทางดีใจ
เธอนั้นรับรู้อยู่แล้วว่าเมิ่งน้อยนั้นทรงพลังขนาดไหน
และเมื่อเห็นสภาพของพื้นที่โดยรอบ และซากศพของคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เกลื่อนกลาด นี่จึงให้เธอรีบกอดเมิ่งน้อยไว้ในอ้อมแขนแน่นอย่างภูมิใจในทันที