ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 575 เข้าใจ
บทที่ 575 เข้าใจ
โลกปีศาจ เขาโรคา
ในทันทีที่ร่างวิญญาณของราชาจักรพรรดิทั้งสามได้ระเบิดตัวเองในเขตแดนจักรพรรดิ ก็ได้บังเกิดคลื่นพลังฟ้าดินหมุนวนในขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ ที่ถูกปลดปล่อยออกมาป้องกันร่างกายของสามราชาจักรพรรดิอย่างรุนแรง โดยมีฮั่นจุยคอยจับสังเกตอยู่อย่างไม่วางตา
หลังจากผ่านไปสี่ร้อยปี ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่ไม่เคยสั่นคลอน ในที่สุดก็ได้หายไป
ในทันทีที่ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของสามราชาจักรพรรดิหายไป ร่างทั้งสามก็ได้ยืนเหยียดตัวตรงพร้อมๆกัน เป็นช่วงเวลาเดียวกับคลื่นพลังฟ้าดินที่หมุนวนค่อยๆจางหายไป
-ตอนนี้แหละ-
ฮั่นจุยที่ในตอนนี้ได้ขยายขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของตนดักรอจังหวะนี้อยู่ร้อยก็ได้เร่งลงมือ พร้อมๆกับตอนที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่คอยเฝ้าระวังเริ่มทำการฉกชิง
ฮั่นจุยได้รอคอยจังหวะนี้มานานมากแล้ว
ในทันทีที่มันนึกวิธีจัดการขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของราชาจักรพรรดิทั้งสามได้ มันก็ถือว่าร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามเป็นสมบัติอันล้ำค่าของมัน มีหรือที่คนอย่างมันจะปล่อยให้ใครมาฉกชิงไป
หากว่ากันตรงๆ หากว่ามันเพียงคนเดียวยังถือได้ยากที่จะรับมือกับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นับร้อยคนเหล่านี้ และมันรู้ดีว่าไอ้ตำแหน่งจ้าววิหารศักดิ์สิทธิ์ มันไม่ได้ต่างไปจากตำแหน่งโคมลอยที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้หวังใช้จูงจมูกมันไว้ใช้งาน
ย้อนกลับไป ในตอนที่มันใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันได้ฉกชิงมาเพื่อทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้มั่นใจว่า หากมันได้รับตำแหน่ง โลกมนุษย์จะต้องตกเป็นของวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้น มันก็เข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับหัวโขนหัวนี้ในทันที
นี่จึงทำให้ในความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ของมันกับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เปรียบได้ดั่งต่างคนต่างได้
วิธีการที่ดีที่สุดในการยอมทำให้คนเช่นนี้ยอมศิโรราบนั่นก็คือการใช้พลังเข้าข่ม
และพลังที่ว่าก็จะเกิดขึ้นเมื่อมันได้ร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามมา แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพ
เมื่อนึกถึงเรื่องที่ว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นับร้อยคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีระดับบ่มเพาะเท่าเทียมกับมัน
มันคงจะไม่ดีหากว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์รับรู้ว่ามันกำลังจะลงมือทำสิ่งใด
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ร้อยกว่าคนในตอนนี้ก็ราวจะรับรู้ในความคิดของฮั่นจุยได้
นั่นก็เพราะ ในฐานะที่พวกมันเองก็เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต พวกมันเองก็มีจุดมุ่งหมายเดียวในชีวิต นั่นคือ การเพิ่มระดับบ่มเพาะอย่างไม่หยุดหย่อน
เพื่อเป้าหมายนี้ พวกมันได้พรากชีวิตมาอย่างนับไม่ถ้วน และพร้อมทำเรื่องโหดร้ายทุกอย่าง ราวกับไม่ใช่มนุษย์มนา
และในเมื่อร่างของผู้ที่สร้างความโกลาหลและเป็นที่หมายปองมากว่าสี่ร้อยปีสามารถเข้าถึงได้อยู่ตรงหน้า มีหรือที่พวกมันจะไม่หมายมาใช้เป็นอาวุธคู่กายไปตราบเท่าที่พวกมันมีชีวิตอยู่
ต่อหน้าสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ ตำแหน่งจ้าววิหารอะไรนั่น พวกมันย่อมไม่เห็นหัว
นี่จึงทำให้ ในทันทีที่ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของราชาจักรพรรดิทั้งสามหายไป ฮั่นจุยและคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นับร้อยต่างก็ลงมือพร้อมกัน
ถึงแม้ว่าฮั่นจุยจะอยู่ใกล้กับร่างทั้งสามมากกว่าใคร แต่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ต่างก็มั่นใจในความสามารถของตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ หากพวกมันโจมตีพร้อมกัน พวกมันย่อมไม่ต้องกลัวฮั่นจุยคิดแหนงหนี
แต่ดูเหมือนว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จะหลงลืมไปในบางสิ่ง
ต่อให้พวกมันจะแข็งแกร่งและรวดเร็วยังไงก็ตาม พวกมันย่อมไม่มีทางเร็วกว่าพลังฟ้าดินจากโลกใบเล็กของฮั่นจุยไปได้
ฮั่นจุยที่เปิดใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้อยู่นั้น ได้ใช้พลังฟ้าดินจากโลกใบเล็กดึงร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามเข้าไปไว้ในโลกใบเล็กของตนในทันที
พร้อมๆกับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นับร้อยที่พุ่งตรงไปยังจุดที่ร่างของราชาจักรพรรดิเคยยืนอยู่แล้วหายไปราวกับสลายหายไปในอากาศ
เป็นตอนนี้ที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ได้ยินเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งราวกับสะใจออกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
“หลังจากที่ข้าพยายามอย่างหนักมาสองปี ในที่สุดมันก็จบสักที”
“นับจากนี้ จะมีผู้ใดในสองโลกนี้คือสามารถต่อกรกับข้าได้”
“เฉินเฉียง หลิวฉิง เว่ยฉิงเชิน”
“พวกแกรอข้าก่อนเถอะ”
“หลังจากที่ข้าได้รับหุ่นเชิดซากศพที่แข็งแกร่งที่สุดในสองโลกเมื่อไหร่ พวกแกต้องมาสยบอยู่ที่แทบเท้าของข้า”
เป็นตอนนี้ที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้รับรู้ถึงสถานการณ์
ต่อให้ไม่ต้องไต่ถาม ร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามได้ไปอยู่ในเงื้อมมือของฮั่นจุยแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
ต่อให้พวกมันนึกให้ตายถึงวิธีการที่ฮั่นจุยใช้ก็ยังไม่เข้าใจได้
อย่างไรก็ตาม กับคนแก่เฒ่าที่ยอมเข่นฆ่าผู้คนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดมาได้นับสิบๆปี พวกมันย่อมรู้และเข้าใจว่าสิ่งใดที่ทำแล้วดีกับตน
ในเมื่อเรื่องออกมาเป็นแบบนี้แล้ว การที่พวกมันคิดหวังจะได้ร่างทั้งสามมาย่อมไม่อาจเป็นไปได้
ต่อให้ฮั่นจุยยังไม่เปลี่ยนทั้งสามร่างให้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพในตอนนี้เพราะมีโอกาสที่จะถูกพวกมันฆ่าเพียงชิงร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามมาก็ตาม
แต่หากผู้ที่อยู่ระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงเฉกเช่นพวกมันคิดหลบหนี จะต้องใช้คนสักกี่คนในการไล่ล่าติดตาม
หากว่าฮั่นจุยได้ร่างทั้งสามเหล่านี้ไปหนีไปได้ มันย่อมต้องหันกลับมาเอาคืนพวกมันในทันทีหลังจากที่เปลี่ยนร่างทั้งสามเป็นหุ่นเชิดโลหิตอย่างไม่ต้องสงสัย
คงอยู่ได้ย่อมดีกว่าตาย
นี่จึงทำให้ท่ามกลางเสียงหัวเราะของฮั่นจุยนี้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จึงทำได้เพียงปล่อยวาง ก่อนที่จะคุกเข่าลงไปพลางตะโกนลั่นอย่างดังก้องพร้อมๆกัน
“ขอแสดงความยินดีกับท่านจ้าววิหารที่ได้รับสมบัติล้ำค่า”
“พวกเราขอให้ท่านจ้าววิหารสมหวังในทุกสิ่งที่หมายปอง นำพาพวกเราเหล่าบริวารครองโลกทั้งสองเขตแดน กลายเป็นจ้าวผู้ครองโลก เป็นผู้ห้าวหาญแห่งพิภพ”
มีหรือที่ฮั่นจุยจะไม่รู้ถึงสิ่งที่คนเหล่านี้คิดไว้ในใจก่อนหน้า
แล้วพวกมันยังมีหน้าคุกเข่ากราบกราน กล่าวสรรเสริญเยินยอมันอีกเนี่ยนะ
หากไม่ใช่เพราะมันนั้นยังไม่ได้ทำการเปลี่ยนร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามให้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพของมัน มันจะไม่ปล่อยไอ้พวกนี้ไว้ให้ระคายสายตา
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจที่จะยื้อแย่ง แถมร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามได้ตกอยู่ในเงื้อมมือมันแล้ว ไอ้พวกนี้ย่อมไม่คิดที่จะลงมือฉกชิงอีก
ตราบใดที่มันเปลี่ยนร่างทั้งสามให้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพได้สำเร็จ เมื่อถึงยามนั้นค่อยใช้พวกมันเป็นหุ่นลองมือก็ยังไม่ช้าเกินไป
เมื่อคิดได้แบบนี้ ฮั่นจุยได้ยิ้มกว้าง ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยเสียงก้องกังวาน “ทุกคนจนฟัง พวกเจ้าทุกคนรอฟังคำสั่งข้าอยู่ในหอหลักแห่งนี้”
“ในช่วงสามวันนี้ห้ามให้ใครเข้ามาที่นี่ ผู้ใดฝ่าฝืน ฆ่ามันให้หมด”
เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ของพวกมันสิ้นหวังแล้ว คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จึงไม่กล้าแม้แต่ยกมือไต่ถาม พวกมันทำได้เพียงก้มหัวรับคำ ก่อนจะกลับไปประจำที่ของตนอย่างหมดอาลัยตายยาก
ในเมื่อพวกมันไม่ได้ถูกส่งไปตายในสงคราม สิ่งที่พวกมันทำได้ก็มีเพียงการทำตามคำสั่งทุกกระเบียดนิ้ว
ไม่อย่างนั้นล่ะก็ หลังจากฮั่นจุยเสร็จเรื่องแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกมัน
ด้วยการที่พวกมันเองก็เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตเช่นเดียวกัน พวกมันย่อมรู้ดีว่าคนที่เลือกเดินบนเส้นทางนี้ ไร้หัวใจขนาดไหน
บางคนยังคิดออกแล้วด้วยซ้ำว่าในทันทีที่ฮั่นจุยออกมา มันจะต้องคิดใช้พวกมันเป็นหุ่นลองมือ
พวกมันทำได้เพียงหวังว่า คนที่จะโดนไม่ใช่พวกมันเพียงเท่านั้น
คิดจะหลบหนีไปในตอนนี้
เลิกคิดฝันไปได้เลย
วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ในตอนนี้อยู่เหนือผู้คนจนทัดเทียมสวรรค์ชั้นฟ้า พวกมันจะไปที่ไหนได้อีก
ยิ่งไปกว่านั้นคือ หากเพียงพวกมันคิดหนี คนอื่นที่รับรู้ย่อมถือว่ามันเป็นกบฏ
นี่จึงทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นับร้อยทำได้เพียงยืนประจำตำแหน่ง หลับตานิ่งๆ รอคอยชะตากรรมอย่างเงียบๆ
ไม่มีผู้ใดที่คิดจะสื่อสาร แม้แต่การส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณก็ตาม
จะให้มันคุยอะไรกันอีกล่ะ
พวกมันทุกคนแม้จะเป็นอยู่ด้วยกันมานานหลายสิบปี มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน แต่เพียงเพราะร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามก่อนหน้าทำให้พวกมันทุกคนเปลี่ยนไปราวกับเป็นหมาบ้าตัวหนึ่ง แล้วพวกมันจะมีหน้าไปมองหน้ากันติดได้ยังไง ในตอนนี้ไม่ว่าคนไหนก็อยากจะฆ่าคนอื่นๆที่อยู่ที่นี่ไม่อยากให้ใครรับรู้ท่าทางของพวกมันก่อนหน้าทั้งหมดทั้งสิ้น
สำหรับพวกมันแล้ว นอกจากการร่วมมือกันเพื่อเพิ่มระดับบ่มเพาะแล้ว พวกมันก็ไม่คิดเรื่องอื่นแต่อย่างใด
ในตอนนี้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ต่างก็ภาวนาขึ้นมาในใจว่า ในวันที่ฮั่นจุยได้กลับออกมา ขอให้เป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่มันที่ได้ตกตายไป