ครูเจ้าเสน่ห์คนนี้ประธานจอง - บทที่ 626 เหมือนจะเกิดอุบัติเหตุ
บทที่ 626 เหมือนจะเกิดอุบัติเหตุ
เคยมีความสัมพันธ์ที่จริงใจที่สุดอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่เขากลับไม่หวงแหน ถ้าเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง ผมจะบอกเธอว่าผมรักเธอ ถ้าต้องขีดเส้นตาย ผมก็อยากให้มันเป็นหนึ่งหมื่นปี…
ในที่สุดความงามอันเงียบสงบนี้ก็ถูกพังทลายลงโดยเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์
พนาวันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ซึ่งเป็นสายจากมนตรี เขาถามว่า “พรุ่งนี้คุณมีเวลาไหม”
เธอถาม “ทำไมคะ”
“พรุ่งนี้แม่ของผมจะมา เธอเอาแค่เร่งผมแต่งงาน ผมช่วยคุณแล้ว คุณอยากช่วยผมคืนบ้างไหม” มนตรีถาม
พนาวันตกใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูด “ฉันอาจจะไม่สะดวก คุณหาคนอื่นเถอะ”
มนตรี “หมีพูลบอกว่าคุณอยู่ในโรงพยาบาลมาหลายวันแล้ว ผมใช้คุณไม่นานหรอก แค่กินข้าวมื้อเดียว”
พนาวันยังคงต้องการปฏิเสธ
มนตรี “ครั้งเดียว ช่วยผมไม่ได้หรอ”
เมื่อเป็นแบบนี้ จะปฏิเสธก็ทำไม่ลง
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน อาคิระก็อ่านหนังสือพิมพ์ไปพลางๆ
แต่หูกางแอบฟังราวกับเป็นซุนเฝิงเอ้อเทพผู้มีหูทิพย์
ครั้งนี้เขาเสียใจที่ปล่อยให้หมีพูลโทรอวดมนตรี
ไอ้เจ้าเล่ห์คนนี้!
“ตกลง คุณนัดเวลาได้แล้วก็บอกฉันแล้วกันค่ะ” พนาวันพูดก่อนจะคิดอะไรบางอย่างออกจึงเธอถามอีกครั้ง “อ้อ คุณป้าชอบของขวัญแบบไหนคะ”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ อาคิระก็หรี่ตาลงและจ้องไปที่หลังของเธอ
หลังจากพูดคุยกันเป็นเวลานาน พนาวันก็วางสาย
ทันทีที่เธอหันหลังกลับ เธอเห็นอาคิระจ้องมองมาที่เธอ “พวกคุณพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว”
พนาวันไม่สนใจ
เธอคิดว่าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามแบบนี้ ไม่ใช่หรอ
“จบกับเขาแค่นี้เถอะ!”
ตอนนี้อาคิระอยู่ในอารมณ์ร้อนรนมาก เขาขมวดคิ้วพูด
“พวกเรามีชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขได้ไม่ใช่หรอ เหมือนช่วงนี้คุณก็ไม่ได้รังเกียจ
แบบนี้ไม่ดีหรอ”
ผมชอบ หมีพูลก็มีความสุข
เธอไม่พูดอะไร เพียงแต่มองเขาเงียบๆ
อาคิระก้าวไปข้างหน้าทันทีพร้อมเอามือเล็กๆของเธอไว้ในฝ่ามือของเขา แล้วพูดด้วยเสียงแหบแห้ง
“ก่อนหน้านี้เป็นความผิดของผมจริงๆ แต่ผมกำลังแก้ไข ให้โอกาสผมนะ!”
“ความโหดร้ายทารุณที่มีต่อคุณมันเกิดขึ้นหลังจากผมเป็นโรค ผมป่วยทางจิต คุณก็รู้ไม่ใช่หรอ”
เพื่อที่จะรักษาเธอไว้ เขาไม่สนหรอกว่าสิ่งที่เขาพูดจะน่าอายขนาดไหน
รักมากแค่ไหน ก็ยิ่งต้องอ่อนน้อมมากเท่านั้น
เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคน เธอก็จะมีสิทธิ์ในการทำร้ายคุณ
พนาวันหนีจากการกระทำของเขา “แต่ฉันไม่อยากย้อนเวลากลับไปแล้ว ความรักไม่ใช่การยืนอยู่ที่เดิมและรอตลอดไป”
อาคิระขมวดคิ้ว
หันกลับมากอดเธออย่างรวดเร็ว “ผมไม่รู้มาก่อนว่าความผิดพลาดของผมมันเลวร้ายขนาดไหน มันไม่รอผม
แต่ผมจะตามมันกลับมา!”
พนาวันพยายามระงับการเต้นของหัวใจตัวเอง และคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆทั้งแปดปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือเธอไม่สามารถลืมได้
เธอสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดและร้อนรนในตัวเขา ซึ่งเธอเคยมีอารมณ์เหล่านี้ทั้งหมด
ทันใดนั้นพยาบาลก็ผลักประตูเข้ามา
จัดของโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง “คุณอาคิระอาการบาดเจ็บที่แขนของคุณไม่ได้หนักเลย ต้องเอาเฝือกออก ไม่อย่างนั้นแผลจะแย่ลงนะคะ”
พนาวันขมวดคิ้วแน่น และมองเขาด้วยความโกรธในใจ “คุณโกหกฉัน!”
อาคิระเหลือบมองพยาบาลอย่างดุๆ “นอกจากทำอย่างนี้ ผมก็ไม่รู้จะใช้วิธีไหนอีกเพื่อให้คุณมาหาผม!”
“อาคิระ ไอ้สารเลว! หลอกคนอื่นจนหัวหมุนมันสนุกไหม”
ในที่สุดเธอก็โกรธ
ส่วนคุณเป็นคนปั่นหัวงั้นหรอ!”
ผลักเขาออกไป และตบเขาอีกฉาดใหญ่ “คุณทำกับคนอื่นเหมือนตัวตลก
เธอผลักเขาออกไปอีกครั้ง และเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับมามอง
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอยู่ลึกๆ ช่างน่าขำสิ้นดี!
รู้สึกน่าขำกับอาการกังวลเกี่ยวกับตัวเองอย่างนั้น!
หมีพูลมองอาคิระและถอนหายใจเบาๆ
ที่จริงเขารู้สึกว่าพ่อน่าสงสารมาก!
อาคิระเจอทางตันทุกทาง กำแพงหัวใจของเธอสูงเกินไป ไม่ว่าเขาจะพยายามด้วยวิธีไหน เขาก็ไม่สามารถทำลายกำแพงหัวใจของเธอได้!
หลายวันจากนั้น อาคิระและหมีพูลก็อยู่แต่ในคฤหาสน์
พนาวันไม่กลับมาอีกเลย และเธอก็ไม่ได้ถามถึงหมีพูลด้วย ดูเหมือนว่าเธอจะโกรธจริงๆ!
“พ่อ เพราะพ่อ แม่ถึงทิ้งผมไปด้วย” หมีพูลถอนหายใจเบาๆ
“ไม่ต้องห่วง เธอทิ้งพ่อได้
ก็ไม่ได้เป็นอะไรกันอีก”
แต่จะไม่มีวันทอดทิ้งลูก ลูกจะเป็นลูกชายของเธอตลอดไป แต่พ่อนอกจากขึ้นชื่อว่าสามีเก่า
อาคิระรู้สึกถึงความไร้อำนาจอย่างแท้จริง
“ดังนั้น การโกหกไม่มีจุดจบที่ดี!” หมีพูลพูดเสริม
อาคิระเหลือบมอง “ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าโง่นะ!”
หมีพูลขมวดคิ้ว และถอนหายใจอีกครั้ง “เฮ้อ”
จากนั้น อาคิระก็ถอนหายใจตาม “เฮ้อ”
สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์
ไม่เพียงแต่ไม่ได้ไปไกลกว่าเดิม แต่ยังก้าวห่างออกไปอีก
เหมาะจริงๆกับสี่คำนี้ ได้ไม่คุ้มเสีย!
พนาวันเคยเจอแม่ของมนตรีมาก่อน เธอมีความอ่อนโยน พูดไม่ช้าไม่เร็ว
การเจอกันครั้งนี้ค่อนข้างน่าพอใจ เพราะไม่มีแรงกดดัน
กว่าจะได้แยกย้ายก็เที่ยงคืนแล้ว
แม่ของมนตรีกำลังจะเดินทางกลับต่างประเทศ ดังนั้นมนตรีจึงขับรถไปส่งเธอที่สนามบิน
ส่วนพนาวันสามารถนั่งแท็กซี่กลับบ้านได้
ข้างนอกมืดสนิทแล้ว มีดาวกระจัดกระจายอยู่เล็กน้อยบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่ก็มีไม่มากนัก
ตอนนี้รถประจำทางไม่มีแล้ว
เธอเรียกแท็กซี่ ก่อนรถจะมุ่งหน้ามาทางนี้
ผ่านมาครึ่งทาง ชายคนหนึ่งก็เรียกรถอยู่ริมถนน
พนาวันไม่เต็มใจ เธอเป็นคนเรียกรถ เธอยอมจ่ายเงินมากขึ้นอีกนิดเพื่อจะนั่งคนเดียวมากกว่าแชร์กับคนอื่น!
ชายวัยกลางคนถูมือของเขา “แถวนี้เรียกรถยากจริงๆ ผมรอมาครึ่งชั่วโมงแล้ว ให้ผมติดรถไปด้วยเถอะ คุณผู้หญิง!”
เมื่อพูดมาขนาดนี้แล้ว พนาวันก็พูดอะไรไม่ได้อีก
คนขับตกลงแล้ว ตอนนี้กำลังมองเธออยู่ ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพยักหน้า
ชายวัยกลางคนกล่าวขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และนั่งที่เบาะหลัง
ข้างพนาวัน เธอเอาแต่ขยับไปทางหน้าต่าง พยายามอยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุด
เธอไม่ชอบอยู่ใกล้คนแปลกหน้ามากเกินไป จะทำให้อึดอัด
แต่ในขณะนั้น กลิ่นจางๆก็ลอยมา
แปลกมาก
เธอขมวดคิ้วอย่างสงสัย
ก่อนที่เธอจะพูดอะไร ดวงตาของเธอก็มืดและหมดสติไป
ชายวัยกลางคนอุทานด้วยความตกใจ และรีบพูดว่า “โชเฟอร์ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเป็นลมไป รีบมาดูเร็ว ทำไมจู่ๆเธอก็หมดสติไป เราต้องพาเธอไปโรงพยาบาลไหม”
เมื่อได้ยินอย่างนี้ คนขับก็รีบเปิดประตูลงจากรถ และมาที่เบาะหลังเพื่อจะดูอาการของพนาวัน
ยังไม่เงยหน้าขึ้น เขาก็รู้สึกคอถูกทุบอย่างรุนแรง…