Ancient Strengthening Technique เทพอสูร บรรพกาล - บทที่ 2324 – การกลับมาของนิกายพิรุณสวรรค์
- Home
- Ancient Strengthening Technique เทพอสูร บรรพกาล
- บทที่ 2324 – การกลับมาของนิกายพิรุณสวรรค์
บทที่ 2324 – การกลับมาของนิกายพิรุณสวรรค์
ชิงสุ่ยไม่ต้องการเสี่ยงปล่อยให้พวกเขารอดและแว้งกลับมาทำลาย เขาจึงทำการสังหารผู้สืบทอดจอมอสูรทั้งสองคนทิ้งทันที
หลังจากปล้นเข้าของ ชิงสุ่ยก็จากไป พระราชวังจอมอสูรยังคงอยู่เหมือนเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทันใดนั้นในชั่วพริบตา กองไฟขนาดใหญ่ก็เข้าเผาผลาญ ชำระล้างทั้งพื้นที่จนสะอาดหมดจด
อากาศดีมาก ท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีเมฆ มีเพียงกลิ่นอายของความสดชื่นในบรรยากาศ ชิงสุ่ยสูดหายใจอย่างพึงพอใจและกลับไปที่ตระกูลชือพร้อมกับเทพสงครามล้างเผ่าพันธุ์ เทพสงครามม่วง พระเทพสงครามแห่งความเร็ว
ทั้งสามคน ทั้งตกตะลึงและเป็นสุข ที่ได้เจอกับเทพสงครามกายาคลั่ง เทพสงครามราชันย์หอกและเทพสงครามรุคปีกทอง ต่างฝ่ายต่างเข้าไปพูดคุยทักทาย แน่นอนว่าหลายๆคนคงไม่เชื่อสายตาตัวเองที่พบว่าชายร่างผอมบางนี้จะเป็นถึงเทพสงครามล้างเผ่าพันธุ์
” ตอนนี้เขาอาจจะอ่อนแอ แต่เมื่อผนึกถูกปลดพันธนาการ ความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับร่างกายของเขา”ชิงสุ่ยตัดสินใจอธิบายเพราะเขาอ่านความคิดของคนอื่นได้
“โอ้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านกำลังจะบอกว่าร่างกายของเขาจะเปลี่ยนไปด้วยเหรอ? มันจะแตกต่างจากตัวตนปัจจุบันมากหรือไม่”ฮ่าวเทียนถาม
“เปลี่ยนแปลงไปไม่มาก ไม่ว่าจะเป็นด้านความสูงหรือความยาวของแขน อย่างไรก็ตามร่างกายเขาจะไม่ผอมบางแบบนี้ เดี๋ยวเจ้าจะรู้เอง”ชิงสุ่ยยื่นเข็มทองคำออกมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
“ข้าจะช่วยสลายผนึก หลังจากนั้น เราจะเข้าร่วมการรับประทานอาหารเฉลิมฉลองยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่พระราชวังสวรรค์”ชิงสุ่ยกล่าวกับเทพสงครามล้างเผ่าพันธุ์
กระบวนการปลดผนึกแม้จะไม่ได้เร็วแต่ก็ไม่ได้ช้า เขาใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วยามเต็ม ซึ่งในแต่ละขั้นตอนนั้น ชิงสุ่ยเหมือนตกอยู่ในแรงกดดันมหาศาลจากตราประทับ ก่อนจะกำจัดมันได้ในที่สุด
เทพสงครามล้างเผ่าพันธุ์รับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างคล้ายคลึงกับแรงลมกันโชกไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายของเขา พวกมันเข้ามาเติมเต็มร่างกายของเขาพร้อมๆกับพลังมหาศาล กล้ามเนื้อเริ่มก่อตัวขึ้นภายใต้ชั้นผิวหนัง เข้าโอบล้อมกระดูก ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ภายใต้สายตา
ในเวลาประมาณ 1 ก้านธูป ชายร่างกายผอมบางเหมือนไม้ไผ่กลายเป็นชายหนุ่มร่างกระชับมีกล้ามกำยำ รูปลักษณ์ของเขาเปลี่ยนไปมาก และสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะกับแขน ที่ยาวเกือบจะเท่าขา
“ความแข็งแกร่งของเจ้า น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากเดิมแล้ว แน่นอนว่ามันยังไม่ใช่พลังสูงสุด เพื่อให้ได้รับมาซึ่งศักยภาพสูงสุดของร่างกาย ข้าคิดว่าเจ้าคงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน”ชิงสุ่ยกล่าวแจ้งให้เทพสงครามล้างเผ่าพันธุ์ทราบ
“ข้าเองก็รู้สึกได้เช่นกัน และข้าก็อยากจะขอขอบคุณการช่วยเหลือของท่านและจดจำมันไว้ตราตรึงใจของข้า”เทพสงครามล้างเผ่าพันธุ์ตอบอย่างจริงใจ
พูดตามตรง คนอื่นเองก็สัมผัสได้ถึงพลัง รวมถึงมองเห็นภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แม้แต่คนที่อยู่เคียงข้างเขามานานอย่างเทพสงครามม่วงและเทพสงครามความเร็วก็ยังเกิดข้อสงสัยมากมาย
หลังจากนั้นชิงสุ่ย ก็ได้ทำการช่วยปลดพันธนาการสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวของเทพสงครามความเร็ว มันคือตราประทับที่ซ่อนอยู่ในร่างผู้สืบทอดในแต่ละรุ่นที่ไม่ซ้ำกัน มันคือความสมดุลของพลัง แม้ว่าวิธีการปลดพันธนาการจะไม่ยาก แต่ก็ต้องอาศัยผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเข้าช่วยเหลือ
ทุกอย่างเสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ก้านธูป เทพสงครามความเร็วสัมผัสได้ถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน มันยิ่งทำให้เขาเกิดความรู้สึกซาบซึ้งในตัวชิงสุ่ย
จากนั้น เขาก็แนะนำเทพสงครามคนใหม่ทั้ง 3 คน ให้คนในตระกูลชือได้รู้จัก
เหล้าองุ่นหอม อาหารอันโอชะ พี่น้องเพื่อนพ้อง ทุกอย่างรวมกันเป็นหนึ่ง อยู่ร่วมกันจนดึกก่อนจะแยกย้ายจากกันไป
ชิงสุ่ยกลับไปยังลานพักผ่อนของตนพร้อมหญิงสาวทั้งสอง บรรยากาศทุกอย่างช่างแสนเป็นใจ เขาจึงมุ่งหน้าเข้าไปในห้องของพวกเธอ มีเพียงชิงสุ่ยคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามันอร่อยแค่ไหน พวกเธอจึงต้อนรับการจู่โจมของชิงสุ่ยด้วยเสียงครวญครางที่ละเอียดอ่อน
เช่นเดียวกับปุยเมฆที่ลอยไปตามคลื่นลูกใหญ่ ความรู้สึกของคลื่นลูกนี้ดึงดูดใจพวกเขา ชิงสุ่ยเป็นเหมือนสัตว์ร้ายที่เข้าจู่โจมโฉมงามด้วยความไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกและลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่การแสดงออกที่งดงามของพวกเธอ พวกเธอเต็มไปด้วยความพึงพอใจและความเพลิดเพลินอย่างยิ่ง
เสียงที่มีเสน่ห์ลอยออกมาจากริมฝีปากที่เย้ายวนเหล่านั้น นัยน์ตาพร่ามัวของพวกเธอเต็มไปด้วยความเขินอายและยินดี ชิงสุ่ยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ในขณะที่มือโอบคอเธอและอีกมือหนึ่งเอามือแตะก้นที่กระปรี้กระเปร่าของเธอ
ชิงสุ่ยกอดเฉินหวงไว้ในอ้อมกอดของเขาขณะที่เธอลอยอยู่กลางอากาศในท่าเอนกาย แขนของเธอพันรอบคอของเขา
……………..
ตลอด 2 วันที่ผ่านไปไม่มีเหตุการณ์อะไรเคลื่อนไหว ชิงสุ่ยเองก็ไม่ได้ใส่ใจ เนื่องจากพลังที่เขาครอบครองจึงทำให้เขาไม่มีความกังวลเรื่องที่พวกมันจะกลับมา แต่เขารู้ดีว่าพวกมันจะต้องกลับมาอีกแน่นอน
ในวันที่ 3 มีคน 2 คนที่สวมชุดคลุมทองม่วงปักลายเมฆฝนเดินทางมาเยี่ยมตระกูลชืออย่างที่เขาคิด ครอบครัวของพวกเขาเต็มไปด้วยความมืดมน ทันทีที่เข้าใกล้ตัวคฤหาสน์ตระกูลชือ ความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่
พวกเขามีลักษณะคล้ายชายวัยกลางคน ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสง่างามสูงส่ง ประดุจผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์
กลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมารอบตัวดึงดูดผู้คนให้ต้องหันไปมองโดยไม่รู้ตัว มันให้ความรู้สึกเหมือนภูเขาเป็นพระอาทิตย์ดวงน้อย
ชิงสุ่ยและคนอื่นๆเองก็รู้สึกสนใจ ดังนั้นทุกคนที่สัมผัสได้จึงมุ่งหน้าตรงที่ทางเข้าของตระกูลทันที
ชิงสุ่ยจับจ้องสายตาไปที่ชาย 2 คนที่อยู่ตรงข้ามเขา เขามองเห็นทั้งสองคนอย่างชัดเจน ไม่เหมือนกับคนอื่นที่มองเห็นเป็นเพียงแค่ภาพพร่ามัว ภายนอกอาจจะดูเหมือนชายวัยกลางคนแต่ชิงสุ่ยสามารถบอกได้เต็มปากเลยว่าพวกเขาเป็นคนแก่
“เจ้าคือคนที่ฆ่าผู้เฒ่าเย่สินะ!!”ชายคนหนึ่งพูดพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
“ข้าอยากจะทราบจุดประสงค์การมาเยี่ยมของพวกท่าน ถ้าหากท่านมาเพื่อจะต่อสู้ ก็อย่าเสียเวลาเลย รีบๆทำมันให้จบ”ชิงสุ่ยยิ้มตอบเช่นกัน
“หนุ่มน้อย อย่าใจร้อน บางที ผู้เฒ่าเย่กับคนอื่นๆอาจจะผิด พวกเรามาที่นี่เพื่อหารือเรื่องที่เกิดขึ้น ข้าสงสัยว่าเจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?”ชายผู้นั้นดูสงบนิ่งและไม่ได้กังวลเรื่องชื่อเสียงของนิกายพิรุณสวรรค์เลย
ชิงสุ่ยรู้สึกประหลาดใจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง “เชิญเข้ามาได้”
“ค่ายกลเหล่านี้ช่างดีเหลือเกิน”ชายทางขวาเชยชมค่ายกลที่ถูกวางอยู่ทั่วตัวคฤหาสน์ตระกูล “สหายเย่หลู่ เจ้าเองก็เป็นยอดปรมาจารย์ค่ายกล จะคิดอย่างไร?”คนทางซ้ายถามต่อ
“มันเป็นค่ายกลที่สมบูรณ์แบบ และจะต้องมีการเสริมพลังด้วยสมบัติ ไม่อย่างนั้นมันไม่มีทางครอบครองพลังระดับนี้ได้”ชายที่รู้จักกันในนามเย่หลู่หัวเราะ
ชิงสุ่ยค่อนข้างตกใจ ที่ชายคนนี้มีประสาทสัมผัสไวต่อการรับรู้ถึงค่ายกลเป็นพิเศษ นี่คือข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะกลายเป็นยอดปรมาจารย์แห่งค่ายกล
ชือยางและภรรยาของเขารวมถึงคนอื่นๆไม่รู้ว่าจะทักทายชายทั้งสองคนจากนิกายพิรุณสวรรค์ได้อย่างไร พวกเขาจึงทำได้เพียงแค่มองด้วยความว่างเปล่า
“สวัสดี ผู้นำตระกูลชือ ด้วยสหายของเจ้า ข้าแน่ใจว่าตระกูลชือจะต้องประสบความสำเร็จ”ชายทางด้านซ้ายยิ้มให้กับผู้นำตระกูล
“ยินดีที่ได้พบ และขอบคุณสำหรับคำอวยพรของพวกท่าน”ชือหยางรู้สึกแปลกใจอย่างบอกไม่ถูก
ชิงสุ่ยเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นพร้อมกับคู่สามีภรรยาตระกูลชือและแขกทั้งสองคน ขณะที่คนอื่นๆรออยู่ข้างนอก