จิ้งจอกจอมซ่าส์ กับหม่ามี้หมอเทวดาพลิกสวรรค์ - บทที่ 676-680
บทที่ 676 : มู่เหลงจอมเสแสร้ง (5)
”ท่านอาจารย์ข้ารู้ว่าควรทำเช่นไร”
แววตาของมู่เหลงเปล่งประกายแสงเย็นยะเยือกรอยยิ้มบนริมฝีปากของนางปรากฏเส้นโค้งบางอย่างเลือดเย็น
ครานี้แผนการของนางจะต้องไม่ล้มเหลว!
*****
บ้านสกุลเหอเป็นหนึ่งในตระกูลระดับกลางค่อนไปทางล่างในตำหนักเซียนพยับหมอกที่แทบไม่เป็นที่รู้จักของใครๆ แม้แต่ลูกศิษย์ของตระกูลเหอก็ยังจัดอยู่ในระดับหางแถว
ทว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยน
ทุกอย่างมาจากคนที่มู่เหลงส่งมาซึ่งไม่เพียงแต่จะบอกสิ่งที่เหอซุ่ยซุ่ย ต้องทำเท่านั้น หากแต่ยังแจ้งให้นางทราบด้วยว่า หากทำเช่นที่มู่เหลงต้องการ เจ้าตำหนักน้อยรองจะมองนางด้วยความชื่นชมอย่างมาก นั่นก็ทำให้นางมีความสุขอย่างล้นเหลือ
ราวกับว่านางสามารถยืนอยู่เหนือหัวของทุกคนและเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
แน่นอนว่าหากนางต้องการปลอมเป็นหญิงผู้นั้น นางจะต้องลดน้ำหนักก่อน !
อย่างไรก็ตามเหอซุ่ยซุ่ยนั้นชอบอาหารประเภทเนื้อสัตว์มาตลอดชีวิต หลังจากบังคับตัวเองให้อดทนอยู่ได้แค่สองสามวัน นางก็ทนไม่ไหว ขณะที่ทุกคนไม่ได้ให้ความสนใจนาง นางก็ลอบออกจากบ้าน เพื่อไปยังร้านอาหารที่ดีที่สุดในตำหนักเซียนพยับหมอก
*****
โรงเตี๊ยมหลงจิงหอมหวนเหลือเกินทุกคนสามารถได้กลิ่นหอมอบอวล ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา
”อ๊ะ!”
ไป๋เสี่ยวเฉินใช้อุ้งเท้าเล็กๆ ของเขา ดึงแขนเสื้อของไป๋หยาน พลันดวงตาของเขาก็หันไปจับจ้องมองโรงเตี๊ยมใกล้ ๆ
ไป๋หยานหยุดพลางกล่าวว่า”เจ้าหิวงั้นหรือ ?”
ไป๋เสี่ยวเฉินเอียงคอน้อยๆ อย่างมีความหวัง ดวงตาของเขาน่าเอ็นดู เปี่ยมด้วยเสน่ห์
ในความเป็นจริงแล้วเขาต้องการที่จะลิ้มรสอาหารที่ทำจากฝีมือมารดา หากแต่เขากลัวว่า อาหารที่ทำจากมือมารดาของเขา จะโดนอาจารย์สองคนนั่นแย่งกินเสียหมด เช่นนั้นที่สุดเขาจึงตัดสินใจรอคอยเวลา จนกว่าจะออกจากตำหนักเซียนพยับหมอก เพื่อที่จะได้เพลิดเพลินกับรสมือแม่
”หากเจ้าหิวก็เข้าไปข้างในหาอะไรกินกัน”
ไป๋หยานรู้ดีว่านับแต่วันนั้นอาจารย์ทั้งสองก็ส่งคนติดตามนางเช่นนั้นจึงไม่สะดวกสำหรับนางที่จะไปพบชิงอี้ นางจึงทำได้เพียงขอให้ไป๋เสี่ยวเฉิน แอบไปที่แม่น้ำหลงเฮอ เพื่อแจ้งให้มังกรเงินมังกรทองนำคำพูดของนางไปบอกชิงอี้เท่านั้น
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนางก็คือการหาหลงเอ๋อ และเมล็ดองุ่นเลือด
ครั้นจิ้งจอกน้อยได้ยินถ้อยคำของไป๋หยานดวงตาของเขาพลันเปล่งประกายแวววาวดุจดวงดารา เขาแลบลิ้นเลียใบหน้าไป๋หยาน
ไป๋หยานลูบหัวจิ้งจอกน้อยแววตาของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด นางไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เฉินเอ๋อจะกลับคืนร่างมนุษย์ได้
นางไม่ได้ยินเขาเรียกนางว่าหม่ามี้ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลอ่อนปวานปานน้ำผึ้งมานานมากแล้ว
กิจการของโรงเตี๊ยมหลงจิงนั้นดีมากห้องโถงเต็มไปด้วยผู้คน อาจเป็นด้วยไป๋หยานโชคดี เพราะหลังจากเข้าไปในโรงเตี๊ยม ก็มีแขกกินเสร็จและลุกจากโต๊ะพอดี นางจึงนั่งลงตรงที่นั่น
นางสั่งอาหารจานเด็ดไปหลายรายการจากนั้นก็หันไปหยอกล้อกับไป๋เสี่ยวเฉิน ในใจก็คิดหาวิธีที่จะได้เมล็ดองุ่นเลือด
ทว่าในเวลานั้น..
ก็มีเสียงโต้เถียงกันดังมา
”เหอซุ่ยซุ่ยข้ามาก่อนเหตุใดเจ้าจึงแย่งที่ข้า” น้ำเสียงผู้พูดเต็มไปด้วยความโกรธ
หญิงผู้ถูกเรียกว่าเหอซุ่ยซุ่ยเยาะกลับ”หลิวหยู เจ้าชอบแย่งข้าเสมอ นี่เจ้าก็คิดที่จะแย่งข้าอีกแล้วใช่หรือไม่ ?”
”เจ้า… ” นัยน์ตาของหลิวหยูเบิกกว้าง ไม่คาดคิดว่าเหอซุ่ยซุ่ยจะกล้ากล่าววาจากับนางเช่นนี้
หญิงผู้นี้มักเห็นนางเหมือนหนูเห็นแมวปกติก็มักวิ่งหนีนางอย่างว่องไว ราวสายลมพัดทุกครั้งที่พบเจอ
”นังคนบ้า!”
ที่สุดนางก็กล่าวสามคำนี้
”เจ้ากล้ารังแกข้าเพียงเพราะพี่ชายของเจ้าทำงานอยู่ในตำหนักเซียนพยับหมอกหรอกใช่หรือไม่ ? ไม่มีผู้ใดกลัวเจ้าหรอก ต่อไปหากเจ้าเห็นข้าก็ควรหลบหน้าไปซะ !” เหอซุ่ยซุ่ยโกรธเกรี้ยว นางหยิบจานอาหารที่มีเศษอาหารเหลือค้าง ซึ่งยังไม่ได้เก็บออกจากโต๊ะ ขว้างใส่หน้าหลิวหยู
***จบบทมู่เหลงจอมเสแสร้ง (5)***
บทที่ 677 : มู่เหลงจอมเสแสร้ง (6)
ขณะเดียวกันเสี่ยวเอ้อก็นำอาหารที่ไป๋หยานสั่งมาวางลงบนโต๊ะ
จิ้งจอกน้อยเอื้อมอุ้งเท้าเล็กๆ ของเขาออกไปหยิบอาหารอร่อย ๆ บนโต๊ะ ทว่าทันใดนั้นเองเศษอาหารเหลือพลันปลิวมาด้านข้างของพวกเขา
ไป๋หยานนั้นว่องไวมากทั้งสายตาและมือนางดึงร่างของจิ้งจอกน้อยเข้าสู่อ้อมแขน เพื่อหลีกเลี่ยงเศษอาหารเหลือที่ปลิวว่อน
ทว่าน่าเสียดาย
อาหารอร่อยๆ บนโต๊ะกลับไม่รอด มันถูกอาหารเหลือ ๆ นั้นสาดใส่จนเละ
ชั่วขณะนั้นใบหน้าของไป๋หยานพลันเคร่งขรึม
จิ้งจอกน้อยก็ตัวแข็งค้างเช่นกัน
นัยน์ตากลมโตฉ่ำวาวของเขามองจานที่เละเทะไม่เหลือดีพลันแสงสีแดงวาบก็ส่องผ่านแววตาของเขา นัยน์ตาที่ดุร้ายของเขาหันไปหาหญิงสาวทั้งสองที่กำลังโต้เถียงกันอยู่
*****
ไม่รู้ว่าผู้คนจำนวนมากถูกดึงดูดให้มารวมตัวกลางห้องโถงตั้งแต่เมื่อใดหลิวหยูเท้าสะเอวยิ้มมุมปากอย่างประชดประชัน “เจ้าคิดจะโยนผักนั่นใส่ข้างั้นหรือ ? ไม่คิดหรือว่าเจ้าน่าจะโดนเองเสียมากกว่า !”
เหอซุ่ยซุ่ยโกรธนางยกโต๊ะขึ้นทุ่มทันที เมื่อนั้นสิ่งที่เหลือทั้งหมดบนโต๊ะพลันลอยละลิ่ว โชคดีที่ไป๋หยานไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด นางพริ้วกายหลบได้อย่างรวดเร็ว ทว่าหลิวหยู และอาหารรสเลิศบนโต๊ะนั้นไม่รอด
จิ้งจอกน้อยโกรธจัด!
เขาไม่สามารถให้อภัยนางที่ทำลายอาหารอร่อยของเขา!
ขนของจิ้งจอกน้อยลุกชูชันเขาสลัดตัวออกจากอ้อมกอดของไป๋หยาน พุ่งเข้าหาเหอซุ่ยซุ่ย
”อ๊า!”
เหอซุ่ยซุ่ยไม่ทันสังเกตเห็นร่างเล็กๆ ที่พุ่งเข้ามา นางจึงถูกกระแทกถอยหลังกลับไปสองสามก้าว จากนั้นนางก็ล้มลงกับพื้นทันที
นางโกรธมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้ที่ทำร้ายนางเป็นจิ้งจอกน้อยตัวหนึ่ง
“สัตว์อสูรตัวน้อยกล้าโจมตีข้าข้าจะถลกหนังจิ้งจอกของเจ้าออกมาทำเสื้อคลุมเดี๋ยวนี้เลย !”
ทันใดนั้นเองก็มีมือยื่นออกมาด้านหลังจิ้งจอกน้อยรั้งร่างของเขาเข้าสู่อ้อมแขนนัยน์ตาดำขลับของนางเย็นชา ทั้งไร้ปรานี ขณะจ้องมองเหอซุ่ยซุ่ย อย่างเย็นยะเยือก “เจ้าพูดว่า จะถลกหนังจิ้งจอก ตัวไหนนะ ?”
นัยน์ตาของนางเย็นชาแผ่อายเย็นยะเยือกแลดูน่าหวาดหวั่น
ชั่วขณะนี้เหอซุ่ยซุ่ยอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกดวงตาของนางเต็มไปด้วยแววตื่นตระหนก ใบหน้าของนางซีดเผือด เมื่อมองสตรีผู้อยู่ในอาภรณ์สีแดง
นางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะกลับมารู้สึกตัว
ตอนนี้นางไม่ได้เป็นเหอซุ่ยซุ่ยคนเดิมอีกต่อไปแล้วนางกำลังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตแม่นางหวนหยิน ทั้งเจ้าตำหนักน้อยรองเหวินซุนฮวนก็จะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือนาง
“จิ้งจอกน้อยตัวนี้เป็นของเจ้างั้นหรือ? ” เหอซุ่ยซุ่ยกัดริมฝีปากของนาง พลางหันหน้าไปเผชิญกับไป๋หยาน แม้ว่านางจะพยายามปลอบใจตนเอง หากแต่ในใจของนางก็ยังตื่นตระหนก
ไป๋หยานมองเหอซุ่ยซุ่ยอย่างเย็นชาหากแต่ก็ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ
”ข้าไม่ขอให้เจ้าขอโทษข้าทั้งยังจะให้เจ้าเสนอราคาขายจิ้งจอกน้อยตัวนี้ให้ข้าด้วย”
ไม่ว่านางจะโง่เพียงใดเหอซุ่ยซุ่ยก็รู้ว่าเรื่องนี้นางไม่อาจจัดการได้ด้วยตนเอง นั่นคือเหตุที่นางเลือกทางประนีประนอม และจะซื้อจิ้งจอกน้อยตัวนี้แทน ไม่ว่าอย่างไรนางจะต้องสั่งสอนคนที่ชอบมายุ่งวุ่นวายเรื่องของนางเมื่อครู่นี้ให้จงได้ !
แววตาของไป๋หยานเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิมนางขยับกายเข้าหาเหอซุ่ยซุ่ยอย่างช้า ๆ ยกมุมปากของนางขึ้นก่อให้เกิดรอยยิ้มเย็นยะเยือก แววตาของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา
”งั้นหากข้าจะขอซื้อเจ้าแทนจะได้หรือไม่? พอดีจิ้งจอกของข้าขาดคนกลบอึ ข้าขอซื้อตัวเจ้าด้วยมูลค่า 1 เหรียญทองแดงก็แล้วกัน”
จิ้งจอกน้อยเม้มปากพลางร้องครางประท้วง
เขามิใช่หมาน้อยที่ทิ้งมูลไว้ทุกที่เขาไม่จำเป็นต้องมีคนช่วยกลบอึ
เปรียบเทียบกับการประท้วงของจิ้งจอกน้อยแล้วเห็นได้ชัดว่าถ้อยคำของไป๋หยานทำให้เหอซุ่ยซุ่ยตกใจเป็นอย่างมาก
หญิงผู้นี้กล้าที่จะซื้อนางเพื่อไปกลบอึสัตว์อสูรงั้นรึ ? นอกจากนี้ยังคิดจะซื้อนางด้วยทองแดงเหรียญเดียวเนี่ยนะ
”เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นผู้ใด?” ใบหน้าของเหอซุ่ยซุ่ยเต็มไปด้วยความโกรธ “ในวันหน้าข้าจะเป็นอีกคนที่ได้เข้าสู่ตำหนักเซียนพยับหมอก เจ้าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับจิ้งจอกน้อยได้อย่างไร สมควรแล้วงั้นหรือ ?”
ไป๋หยานเดินมาหยุดเบื้องหน้าเหอซุ่ยซุ่ยเจตนาสังหารของนางแผ่กระจายออกจากร่าง นัยน์ตาของนางเย็นชา “เจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นคนขุดดินกลบอึให้จิ้งจอกน้อยของข้าด้วยซ้ำ เจ้าคิดว่าข้าจะซื้อเจ้าจริง ๆ งั้นหรือ ?”
***จบบทมู่เหลงจอมเสแสร้ง (6)***
บทที่ 678 : ไม่อาจละเว้นชีวิตเจ้า (1)
นัยน์ตาของเหอซุ่ยซุ่ยเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
นางมองสตรีที่มีกลิ่นอายสังหารกระจายไปทั่วร่างพลันลมหายใจของนางก็ติดขัด
ปัง…
เท้าของไป๋หยานเตะเข้าที่ข้อพับของเหอซุ่ยซุ่ยส่งผลให้หัวเข่าของนางงอไปข้างหน้า ลำตัวของนางถลำออกไปข้างหน้า จากนั้นก็คุกเข่าลงบนพื้น
”เจ้า… ” เหอ ซุ่ยซุ่ยเงยหน้าขึ้นด้วยความโกรธ สิ่งที่นางเห็นก็คือแววตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยอายเย็นยะเยือก กระทั่งนางต้องกลืนคำพูดของตนเองลงคอไป
ผู้คนในร้านอาหารทั้งหมดต่างก็นิ่งเงียบเพราะการกระทำของไป๋หยาน ทุกคนจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจ
หญิงผู้นี้แลดูโหดร้ายเสียเหลือเกิน
แตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกของนางเสียนี่กระไร?
”เจ้ายังต้องการซื้อจิ้งจอกน้อยของข้าอีกหรือไม่”ส้นเท้าของไป๋หยานเหยียบขยี้แผ่นหลังของนางอย่างเงียบ ๆ ขณะเอ่ยถาม
”เจ้ายังต้องการถลกหนังจิ้งจอกน้อยของข้าอีกหรือไม่?”
ทุกครั้งที่ไป๋หยานเอ่ยถามร่างของเหอซุ่ยซุ่ยก็จะถูกโจมตีอย่างหนัก ใบหน้าของนางซีดขาว ทั้งยังมีเลือดไหลริน
เหอซุ่ยซุ่ยคุกเข่าลงกับพื้นเนื้อตัวสั่นเทาที่สุดแล้ว นางก็เข้าใจว่า นางเจอตอเข้าให้แล้ว ! ตอที่แข็งโป๊กเสียด้วย !
หากนางสามารถบอกฐานะของนางได้หญิงผู้นี้คงไม่กล้าที่จะทำเช่นนี้กับนาง
แต่แม่นางมู่เหลงได้บอกกับนางแล้วว่าหากนางต้องการปลอมตัวเป็นหญิงผู้นั้นให้สำเร็จ นางก็ต้องไม่ให้ผู้ใดรู้เรื่องนี้อีก
เช่นนั้นนางจำต้องกัดฟันทนเพื่อรอโอกาสที่จะคิดบัญชีในอนาคต !
”โอหังนัก!”
ทันใดนั้นเองน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้นจากด้านนอกโรงเตี๊ยม
ไป๋หยานเบี่ยงสายตาของนางไปมองทันใดนั้นเองใบหน้าที่สวยงามก็ปรากฏขึ้นในสายตาของนาง
นอกโรงเตี๊ยมมู่เหลงเองก็กำลังมองไป๋หยานเช่นกัน แววตาของนางแลดูตกใจ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก ทว่าท้ายที่สุดใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นเขียวด้วยความโกรธ
แววตาของไป๋หยานมีประกายสงสัยในวันนั้นนางปกปิดใบหน้า แต่ครั้นเห็นปฏิกิริยาที่มู่เหลงแสดงออกมาแล้ว ดูเหมือนว่ามู่เหลงจะจดจำนางได้
“หยุดนะ!”
มู่เหลงบังคับอารมณ์ของตนให้สงบลงจากนั้นก็เดินช้า ๆ เข้าไปในโรงเตี๊ยม “แม่นางน้อยหญิงผู้นี้เป็นสหายของข้า ข้าหวังว่าท่านจะไว้หน้าข้าปล่อยนางไป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหอซุ่ยซุ่ยก็เงยหน้าขึ้นมองมูเหลงอย่างซึ้งใจ
นางไม่คาดคิดว่าแม่นางมู่เหลงจะเป็นคนมากน้ำใจทั้งยังเห็นว่านางเป็นสหายอีกด้วย
ทุกคนในโรงเตี๊ยมตกตะลึงพวกเขาต่างก็มองไปที่เหอซุ่ยซุ่ยด้วยความอิจฉา แม้แต่หลิวหยูที่เพิ่งทะเลาะกับเหอซุ่ยซุ่ยก็ยังก้าวถอยหลังไปสองก้าว และไม่กล้ามองเหอซุ่ยซุ่ยอีกเลย
ในเวลาเดียวกันทุกคนก็ได้รับทราบทั่วกันแล้วว่า จากนี้ไปตระกูลเหอได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างสมบูรณ์ พวกเขามิใช่ตระกูลระดับสามอีกต่อไป
”เห็นแก่หน้าเจ้ากระนั้นรึ?” นัยน์ตาของไป๋หยานหรี่ลงเล็กน้อย แววตานางไม่ต่างจากหนามอันเย็นยะเยือก “เราเคยรู้จักกันกระนั้นหรือ ?”
มู่เหลงรู้สึกงุนงงอยู่เพียงครู่นางพยายามบังคับใจให้เย็นลง “ข้าไม่เคยรู้จักท่าน”
”ข้าเองก็คิดเช่นนั้นแล้วเหตุใดต้องเห็นแก่หน้าเจ้าด้วยล่ะ” ไป๋หยานหันไปมองมู่เหลงพลางเชิดหน้าหัวเราะ ทว่าแววตาของนางกลับเย็นชา หน้าของเจ้ามีค่าสักแค่ไหนกัน ?”
ทันใดนั้นเองใบหน้าของมู่เหลงก็พลันเคร่งเครียดนางไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดในตำหนักเซียนพยับหมอกที่กล้าฉีกหน้านาง ?
”เนื่องจากแม่นางไม่ไว้หน้าข้าเช่นนั้นข้าก็คงต้องลงมือ” มู่เหลงมองไป๋หยานด้วยทีท่าเย้ยหยัน “ลุงมู่ช่วยข้าจับนางหน่อย”
แท้จริงในใจของมู่เหลงรอโอกาสที่จะกำจัดไป๋หยานอยู่นานแล้วหากแต่ยังหาหนทางไม่ได้ ครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีของนางที่จะลงมือโดยไม่อาจมีผู้ใดครหา
”ขอรับ!”
ทันทีที่มู่เหลงกล่าวจบร่างของชายชราก็กระโดดออกมาจากด้านหลังนาง ร่างของเขาเลื้อยบนอากาศไม่ต่างกับงู พลันมือของเขาก็จ่อจะตะปบลำคอของไป๋หยาน
***จบบทไม่อาจละเว้นชีวิตเจ้า (1)***
บทที่ 679 : ไม่อาจละเว้นชีวิตเจ้า (2)
ครั้นเห็นชายชราใกล้จะถึงตัวไป๋หยานยังลังเลใจว่าจะแสดงความแข็งแกร่งของนางตอนนี้ดีหรือไม่ ?
แต่หากนางไม่ใช้พลังวันนี้นางอาจจะออกจากที่นี่ไม่ได้แน่
ไป๋หยานเม้มปากนิ่งงันเล็กน้อยพลางยกมือขึ้นช้า ๆ แต่ก่อนที่นางจะลงมือ นางก็เห็นร่างสองร่างจากด้านนอกโรงเตี๊ยม พุ่งเข้ามาหยุดเบื้องหน้านาง
ทั้งคู่เป็นชายวัยกลางคนผู้ซึ่งมีใบหน้าที่สง่างามและท่าทีเย็นชา พวกเขาใช้ร่างใหญ่ของพวกเขาซึ่งไม่ต่างกับภูเขาสองลูกบดบังไป๋หยานไว้ เพื่อหยุดยั้งการจู่โจมของมู่เหลา
”พวกท่าน!”
มู่เหลาหยุดมือพลางถอยหลังไปสองก้าวดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกใจ : “พวกท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ?”
ชั่วเวลานี้ไม่เพียงแต่เขาที่งงงวย แม้แต่มู่เหลงผู้ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขาก็ยัง เต็มไปด้วยอาการสยองขวัญ
ทั้งสองคนมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร?
”แม่นางไป๋หยานเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสจงหนานและจงเป่ยพวกเราได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสทั้งสองให้มาปกป้องแม่นางไป๋หยาน หากท่านยังยืนยันที่จะต่อสู้ ก็ถือว่าเป็นศัตรูกับท่านผู้อาวุโสทั้งสองด้วย”
ใบหน้าของมู่เหลาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
สภาอาวุโสยังนับว่าเป็นองค์กรระดับสูงแม้ว่าจงหนานและจงเป่ยจะมิใช่อาวุโสระดับสูงนักในสภาอาวุโส ทว่าทั้งคู่ก็ยังคงมีฐานะของผู้อาวุโสซึ่งทำให้พวกเขาต้องเกรงกลัว !
ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าตำหนักเซียนพยับหมอกก็ได้ออกคำสั่งแล้วว่า หากคนในสภาอาวุโสต้องการสังหารผู้ใดก็ลงมือได้เลย เขาจะรับผิดชอบทั้งหมดเอง !
เช่นนั้นเมื่อได้ยินถ้อยคำของเที่ยหลงมู่เหลาก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวใด ๆ
”ขออภัยท่านทั้งสองด้วย”มู่เหลาสูดลมหายใจเข้าลึก พร้อมกับป้องกำปั้นของตน จากนั้นเขาก็หันกลับมาอย่างช้า ๆ พลางมองมู่เหลง “เรากลับกันก่อนเถอะคุณหนู”
ความหมายของมู่เหลาก็คือเรายังมีเวลาอีกเยอะ หากนางต้องการสังหารหญิงผู้นี้ นางก็ไม่ควรรีบร้อน
มู่เหลงรู้ความสำคัญของสภาอาวุโสดีนางพยักหน้าเล็กน้อย “เอาละ วันนี้ข้าจะไม่ถือสานาง เหอซุ่ยซุ่ย เจ้าไปกับข้า”
เหอซุ่ยซุ่ยยันกายลุกขึ้นจากพื้นนางกำลังจะหันหลังกลับ และเดินไปกับมู่เหลง ทว่าชั่วขณะนั้นน้ำเสียงที่ไม่ต่างจากเสียงปีศาจก็ดังมาอีกครั้ง
”ข้าอนุญาตให้เจ้าไปแล้วงั้นรึ?”
ร่างของเหอซุ่ยซุ่ยแข็งค้างนางกุมฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเหงื่อ สีหน้าของนางซีดเซียวขณะกล่าวว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร ?”
แววตาของไป๋หยานเต็มไปด้วยรอยยิ้มนางก้าวช้าๆ เข้าไปหาเหอซุ่ยซุ่ย มือของนางคว้าสาบเสื้อของเหอซุ่ยซุ่ย จากนั้นก็เหวี่ยงเหอซุ่ยซุ่ยออกนอกประตูโรงเตี๊ยมอย่างแรง
”ข้าเพียงอยากจะให้บทเรียนกับเจ้าข้าหวังว่าต่อไปอย่าได้คิดไม่ดีกับจิ้งจอกน้อยของข้าอีก” ไป๋หยานปัดมือพร้อมกับยิ้มเยาะเย้ย หลังจากจัดการเหอซุ่ยซุ่ยเรียบร้อยแล้ว นางก็หันไปมองจิ้งจอกน้อย “อาหารกลางวันของวันนี้ถูกทำลายสิ้นแล้ว เช่นนั้นเราก็กลับบ้านไปทำอาหารกินกันเองจะดีหรือไม่ ?”
นัยน์ตาของจิ้งจอกน้อยสดใสเบิกบานเขาพยักหน้าอย่างแรง ลิ้นสีชมพูของเขาเลียใบหน้าไป๋หยานอย่างเอาใจ
”ไปกัน…”
ไป๋หยานทำให้ผู้คนในโรงเตี๊ยมถึงกับยืนตะลึง นางเดินออกจากโรงเตี๊ยม โดยไม่รู้ว่านางเหยียบเหอซุ่ยซุ่ยหรือไม่ ?
เหอซุ่ยซุ่ยผู้ซึ่งกำลังนอนมึนงงอยู่พลันถูกไป๋หยานเหยียบย่ำลงบนตัวนางกระอักเลือดออกไปไกลถึงสามจ้าง ทั้งก็เกือบจะหมดสติไปวูบหนึ่ง
เมื่อเทียบกับเหอซุ่ยซุ่ยแล้วมู่เหลงกลับโกรธมากกว่าที่ถูกไป๋หยานเพิกเฉย
สีหน้าของมู่เหลงยังคงนิ่งทว่ามือทั้งสองข้างของนางกุมกันอย่างเงียบ ๆ เจตนาสังหารปะทุขึ้นในหัวใจของนาง “หญิงผู้นี้ต้องตาย !”
ข้าไม่มีวันละเว้นชีวิตเจ้าแน่!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วมู่เหลงก็หลับตาลง พลางเดินช้า ๆ ไปหยุดหน้าเหอซุ่ยซุ่ย เอ่ยกล่าวว่า “หากเจ้ายังสามารถลุกขึ้นมาได้ก็ไปกับข้า ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า”
***จบบทไม่อาจละเว้นชีวิตเจ้า (2)***
บทที่ 680 : ไม่อาจละเว้นชีวิตเจ้า (3)
เหอซุ่ยซุ่ยวิงเวียนศีรษะนางต้องการให้มู่เหลงช่วยพยุง หากแต่มู่เหลงก็เดินจากไปแล้ว นางทำได้เพียงฝืนกายลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ไล่ติดตามสตรีเบื้องหน้าไปอย่างรวดเร็ว
*****
ภายในห้องส่วนตัวบ้านสกุลมู่มู่เหลงจ้องมองสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้านางด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าลืมสิ่งที่ข้าพูดกับเจ้าก่อนหน้านี้แล้วกระนั้นหรือ ?”
”ข้า… ” เหอซุ่ยซุ่ยก้มหัว พลางกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก “ข้าหิวมาหลายวันแล้ว และข้าก็อดไม่ไหว … ”
ปัง…
มู่เหลงทุบมือลงบนโต๊ะพลางกล่าวด้วยแววตานิ่งสงบ “เจ้ายังต้องการจะมีชีวิต และได้เป็นผู้มีคุณของหวนหยินอีกหรือไม่ ? ทั้งเจ้ายังต้องการกดหัวสตรีที่แกล้งเจ้าในวันนี้ไว้ใต้ฝ่าเท้าของเจ้าด้วยหรือไม่ ?”
ในหัวของเหอซุ่ยซุ่ยหน้าตาท่าทางอันเย่อหยิ่งยโสโอหังของไป๋หยานพลันปรากฏขึ้น ทำให้ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโกรธเคือง “ข้าต้องการ…!”
”หากเจ้าต้องการเช่นนั้นข้ามียาเม็ดนี่ กินซะ” น้ำเสียงของมู่เหลงอ่อนลง เล็กน้อย นางหยิบยาออกมาจากสาบเสื้อ ส่งมอบให้กับเหอซุ่ยซุ่ย
เหอซุ่ยซุ่ยตกใจพลางจ้องมองมู่เหลงอย่างหวาดกลัว “ข้าทำอะไรผิดไปงั้นหรือ ?
เมื่อเหอซุ่ยซุ่ยกล่าวเช่นนี้สีหน้าของมู่เหลงพลันเคร่งเครียดลงเล็กน้อย
”นี่คือยาอี้เฉิน”
”ยาอี้เฉิน?”
นัยน์ตาของเหอซุ่ยซุ่ยเต็มไปด้วยความสงสัย นางไม่เข้าใจความหมายของมู่เหลง
”ใช่แล้วยาอี้หรงนั้นใช้เปลี่ยนรูปลักษณ์ของบุคคล ทว่ายาอี้เฉินสามารถเปลี่ยนรูปร่างของคนได้ หากเจ้าใช้ยาอี้เฉิน แล้วคิดถึงรูปร่างที่เจ้าต้องการเปลี่ยน รูปร่างของเจ้าก็จะเปลี่ยนไปตามที่เจ้าคิด” มู่เหลงกล่าวต่อหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “ส่วนรูปร่างที่เจ้าคิดจะเปลี่ยนนั้น ข้าคิดว่าสตรีที่เจ้าเจอในวันนี้ก็ไม่เลวนัก เจ้าควรเปลี่ยนรูปร่างของเจ้าให้เหมือนนาง”
เหอซุ่ยซุ่ยไม่สงสัยใดๆ เลย นางรีบรับยาอี้เฉินมาอย่างมีความสุข
หากกินยาเม็ดนี้แล้วนางก็ไม่ต้องทนทรมานอดอาหารอย่างหนักอีกแล้ว
”แม่นางมู่เหลงเหตุใดเจ้าไม่ให้ยาอี้หลงนี่กับข้าด้วยล่ะ ?
ทันทีที่เหอซุ่ยซุ่ยนึกถึงรูปลักษณ์ที่สวยงามของหญิงสาวผู้นั้นรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง
หากนางมีรูปร่างหน้าตาเช่นนั้นจะมีบุรุษหล่อเหลามากมายเพียงใดมาเกี้ยวพาหนอ ? แม้แต่เจ้าตำหนักน้อยรองก็ต้องหลงใหลนางอย่างง่ายดายเป็นแน่
”ก็ข้าไม่มียาอี้หลง!” ครั้นมู่เหลงเห็นเหอซุ่ยซุ่ยเริ่มคิดไปไกล นางก็ไม่พอใจนัก
ต่อให้นางมีนางก็ไม่มอบให้เหอซุ่ยซุ่ยหรอก
“โอ้!”
เหอซุ่ยซุ่ยรู้สึกผิดหวังนางมองยาอี้เฉินในมือ พลางส่งมันเข้าปาก จากนั้น ก็กลืนมันลงคอ
ชั่วขณะนั้นนางก็หลับตาแล้วนึกถึงเรือนร่างของไป๋หยาน
หลังจากนั้นเพียงเสี้ยวนาทีนางก็ลืมตาขึ้นมองร่างของตน นางพบว่าน้ำหนักตัวของนางลดลงอย่างมาก ยามนี้ปรากฏส่วนเว้าส่วนโค้งไม่ต่างจากไป๋หยานเลย
”ยาเม็ดอี้เฉินนี้จะส่งผลชั่วระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้นหลังจากผ่านไปสามเดือน เจ้าจะต้องกลับมากินยาเม็ดอี้เฉินอีกครั้งเพื่อรักษารูปร่างนี้ไว้” มู่เหลงกล่าว “นอกจากนี้ ข้าขอบอกเจ้าก่อนว่า ผลข้างเคียงของยาเม็ดอี้เฉินก็คือภายหลังจากกินยานี้แล้ว เจ้าจะไม่อาจมีทายาทได้อีกต่อไป”
ว่าไงนะ?
เหอซุ่ยซุ่ยเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดกลัวใบหน้าของนางซีดเซียว “เจ้าไม่ทำร้ายข้าเช่นนั้นหรอกใช่หรือไม่ แม่นางมู่เหลง ? ในฐานะสตรี ข้านึกไม่ออกเลยว่าหลังจากนี้ ข้าจะแต่งงานได้อย่างไร ?”
”อย่าเพิ่งกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่าลืมสิว่าข้าเป็นหมอปรุงยาที่เก่งที่สุดในตำหนักเซียนพยับหมอก เมื่อข้าสามารถก้าวเข้าสู่หมอปรุงยาขั้นที่เจ็ด ข้าก็สามารถปรุงยาเพื่อรักษาเจ้าได้”
ทว่าในใจของมู่เหลงไม่ได้คิดที่จะช่วยปรุงยาเพื่อรักษาเหอซุ่ยซุ่ยเลยแม้ว่าตอนนี้นางจะเป็นหมอปรุงยาระดับสี่ หากแต่ตอนนี้นางก็ยังเยาว์วัย อย่างไรเสียนางก็ต้องถึงระดับเจ็ดแน่ไม่ช้าก็เร็วคงไม่กี่สิบปีหรอกน่า
***จบบทไม่อาจละเว้นชีวิตเจ้า (3)***