จิ้งจอกจอมซ่าส์ กับหม่ามี้หมอเทวดาพลิกสวรรค์ - บทที่ 131-135
บทที่ 131 : เข้าวังอีกครั้ง (1)
”ท่านตาทวด”ไป๋เสี่ยวเฉินกล่าว ปากของเด็กน้อยเต็มไปด้วยเม็ดยา จนพูดอ้อแอ้ “ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับท่านอาจารย์ตาของหม่ามี้หรอก พวกท่านรักหม่ามี้มาก หากหม่ามี้พูดอะไร พวกท่านก็ไม่กล้าขัด หากหม่ามี้บอกให้ไปทางทิศตะวันตก พวกท่านก็จะไม่ไปทางทิศตะวันออก หม่ามี้รังแกพวกท่านเป็นประจำแหละ”
ครั้นเห็นไป๋เสี่ยวเฉินยัดยาเม็ดใส่ปากไม่ต่างกับขนมถั่วเคลือบ ทุกคนก็อ้าปากค้างพลางคิดว่า เจ้าเด็กมือเติบนี่ !
ทว่า…
เมื่อได้ยินถ้อยคำของไป๋เสี่ยวเฉินแล้วท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานก็รู้สึกสบายใจขึ้น ดูเหมือนว่าแม้หยานเอ๋อจะจากไปนานหลายปี ก็ยังมีคนคอยดูแลนางแทนบ้านสกุลหลาน
“ท่านลุง”ไป๋หยานเรียก นางมองชายผู้ซึ่งยังไม่ได้รับยาใด ๆ พร้อมรอยยิ้มกว้าง “ท่านอยู่ขั้นที่สามเทียนเจี่ยแล้ว หลานจะมอบยาเม็ดเทียนหยวนขั้นที่สี่ให้ เช่นเดียวกับพี่ ๆ ยาเม็ดพวกนี้ไม่สามารถช่วยให้ท่านก้าวข้ามขั้นนี้ไปได้ ทว่าอย่างไรก็ตามยาเม็ดพวกนี้ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกให้ท่านได้”
บูม!
ศีรษะของทุกคนแทบระเบิด
ยาเม็ดเทียนหยวนขั้นที่สี่!
แม้ว่ายาเม็ดนี้จะเป็นระดับเดียวกับที่เคยใช้รักษาท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานมาก่อนทว่ายาตัวนี้มีคุณสมบัติที่ดีกว่ายาตัวเดิมมากนัก
จะไม่ให้พวกเขาตกตะลึงได้อย่างไร?
หลานหยูมือไม้สั่นขณะยื่นออกไปรับขวดยา “หยานเอ๋อ เจ้าได้ยาพวกนี้มาจากอาจารย์ของเจ้ากระนั้นหรือ ?”
ไป๋หยานยิ้มพลางกล่าวว่า“ยาในขวดนี้น่าจะเพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดเวลาหนึ่งเดือน และท่านลุงก็น่าที่จะผ่านขั้นที่ท่านติดอยู่ในตอนนี้ไปได้ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนเช่นกัน ยาเม็ดพวกนี้ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจของท่านแทนท่านแม่ของข้า”
เมื่อหลายปีก่อน
ครั้งที่หลานหยูฝึกฝนมาถึงระดับสูงตระกูลหลานได้เตรียมการล่วงหน้า พวกเขาซื้อยาเม็ดจิตวิญญาณขั้นสี่รอไว้ เพื่อให้การพัฒนาของหลานหยูเป็นไปอย่างราบรื่น
แต่…
โชคชะตากลับพลิกผันเมื่อหลานเยี่ยแต่งงานกับชายที่ไร้หัวใจนั่น ยาเม็ดจิตวิญญาณขั้นสี่จึงถูกใช้เป็นสินสอดทองหมั้นแทน หลานเยี่ยมอบยาเม็ดจิตวิญญาณทั้งหมดให้ผู้ที่นางรัก ซึ่งนั่นทำให้ตระกูลหลานต้องตกต่ำเป็นเวลาเนิ่นนานหลายปี
แม้ว่าหลานหยูจะสามารถผ่านขั้นที่สามเทียนเจี่ยได้ด้วยความแข็งแกร่งของตนเองหากแต่ไป๋หยานก็อยากมีส่วนช่วยสนับสนุนเขา เพื่อชดเชยความผิดพลาดของหลานเยี่ย
”เด็กดี… ” นัยน์ตาของหลานหยูแดงขึ้นเล็กน้อย เขาลูบศีรษะหลานสาวอย่างอ่อนโยน “หากเยี่ยเอ๋อ มารดาของเจ้าได้เห็นว่าเจ้าเป็นคนฉลาดเฉลียวเช่นนี้ นางจะต้องพอใจมากเป็นแน่”
ไป๋หยานมองใบหน้าเด็ดเดี่ยวและทระนงของหลานหยูแล้ว นางกัดริมฝีปากเล็กน้อย ขณะถามว่า “ท่านลุง ท่านเคยเสียใจบ้างหรือไม่ที่มอบยาพวกนั้นให้กับท่านแม่ของข้า ?”
หลานหยูหัวเราะก่อนจะตอบคำ”มารดาของเจ้าเป็นน้องสาวของข้า สิ่งใดที่นางปรารถนา ข้าสามารถให้นางได้ทุกอย่าง ทั้งไม่เคยเสียใจเลย”
แม้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้ครอบครัวต้องตกต่ำมานานหลายปีก็ตามที
แววตาของไป๋หยานแลดูซับซ้อนหลานเยี่ยอาจเป็นภรรยาที่ยอดเยี่ยมของไป๋เฉิงเซียงเพราะนางทำทุกอย่างได้เพื่อเขา ทว่านางกลับทรยศต่อคนบ้านสกุลหลาน
”หม่ามี้”ไป๋เสี่ยวเฉินวิ่งเหยาะ ๆ ไปยืนข้าง ๆ ไป๋หยาน จากนั้นก็ยกมือขึ้นโอบรอบคอมารดา พร้อมกับจ้องมองด้วยดวงตาบริสุทธิ์ไร้เดียงสา “แล้วของขวัญของท่านยายทวดกับท่านยายล่ะ”
เสียงใสๆ ของเจ้าซาลาเปาน้อยเรียกสติให้ไป๋หยานกลับมาเป็นตัวของตัวเอง นางเผยรอยยิ้มอ่อนโยน
”ท่านป้ากับท่านยายข้าคิดว่าท่านทั้งสองไม่เหมาะกับเรื่องต่อสู้ ฆ่า ๆ ฟัน ๆ เช่นนั้นข้าจึงเตรียมสิ่งอื่นให้แทน” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ยาเม็ดขับสารพิษเพื่อความงาม”
“ขับสารพิษเพื่อความงาม?” ทันทีที่ได้ยินชื่อยา หลานเสี่ยวหยุนก็ตาโต นางรีบสอบถามข้อมูล “พี่สาว ยานี่ใช้ยังไง ?”
“เสี่ยวหยุนดูใบหน้าของเฉินเอ๋อสิ” ไป๋หยานหยิกแก้มบุตรชายพร้อมกับยิ้ม “ทั้งนุ่มทั้งขาวใสเลยใช่มั้ยล่ะ ? นั่นเป็นเพราะเขากินยาเสริมความงามเหล่านี้เป็นประจำ ยาพวกนี้สามารถกำจัดสารพิษที่ไม่พึงประสงค์ภายในร่างกายออกไปได้ อีกทั้งยังทำให้ร่างกายของเราสะอาดสดใสงดงาม”
บทที่ 132 : เข้าวังอีกครั้ง (2)
ไป๋เสี่ยวเฉินทำปากจู๋แก้มป่องดูเหมือนเขาจะไม่พอใจอย่างแรง เขาบีบมือมารดาของตน
เฉินเอ๋อเกิดมาพร้อมความขาวและความนุ่มนวลเช่นนี้อยู่แล้ว ไม่ใช่ผลจากยาเม็ดนั่นเสียหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ชอบรสชาติของยาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยเช่นนั้นเขาจึงไม่ได้กินมัน เข้าใจปะ ?
“พี่ไป๋หยานข้าอยากได้บ้าง !” นัยน์ตาของหลานเสี่ยวหยุนเปล่งประกายวิบวับ ขณะคว้ามือของไป๋หยานมาเขย่า “ข้าขอแลกยาเม็ดจิตวิญญาณมาเป็นยาขับสารพิษนี่จะได้หรือไม่ ?”
สำหรับเด็กสาวๆ ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่ารูปร่างหน้าตา แม้แต่การฝึกฝนวิชาก็ยังถือว่าเป็นรอง
”หากเจ้าอยากได้ข้าก็จะมอบยาขับสารพิษนี่ให้เจ้าด้วย แต่อย่ากินมากเกินไปเพียงสัปดาห์ละ 1 เม็ดก็พอ” ไป๋หยานมอบของขวัญให้กับสตรีทั้งสามคน ก่อนจะหันกลับไปมองท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลาน “ท่านตา การฝึกฝนของท่านอยู่ในระดับสูงสุดของขั้นที่สามเทียนเจี่ยแล้ว ทว่าร่างกายของท่านทรุดโทรมไปมาก แม้จะมียาเม็ดเทียนหยวนขั้นที่สี่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ท่านก้าวหน้ามากกว่านี้”
ท่านผู้เฒ่าเจ้าบ้านหลานโบกมือขัดคำพูดของนาง”คนแก่คนเฒ่าเยี่ยงข้าไม่ต้องการของพวกนี้แล้ว ข้ามีความสุขตามอัตภาพ แค่ท่านลุงของเจ้าคอยดูแลข้าก็เพียงพอแล้ว”
ไป๋หยานใช้นิ้วลูบคางสีหน้าของนางแลดูครุ่นคิด “เช่นนั้นโปรดรอสักพัก หลานจะหายาเม็ดที่เหมาะสมสำหรับท่านมาให้ได้”
การจะปรุงยาเม็ดที่เหมาะสมนั่นได้จำเป็นต้องหาสมุนไพรพิเศษ เช่นนั้นย่อมต้องใช้เวลาพอควรเลยทีเดียว
”หลานสาวที่แสนดีของข้าข้าลืมแจ้งเจ้าว่า ไทเฮาส่งคนมาเชิญเจ้าเข้าวัง ทรงมีพระประสงค์จะพบเจ้า”
ใบหน้าของหลานฮูหยินผู้เฒ่าเบ่งบานราวบุปผา
อย่าคิดว่านางสูงวัยแล้วจะไม่สนใจรูปร่างหน้าตาตนเองเพราะเรื่องรักสวยรักงามของสตรีนั้นไม่ว่าอายุเท่าไรก็ไม่ต่างกัน
“ไทเฮามีพระประสงค์จะพบข้ากระนั้นหรือ ?” ไป๋หยานพยักหน้าน้อย ๆ “ ข้าทราบแล้ว ข้าจะเข้าวังไปพบท่าน”
ทันทีที่ไป๋เสี่ยวเฉินได้ยินนัยน์ตาโต ๆ ของเขาพลันสว่างไสวขึ้นทันที “หม่ามี้จะเข้าวังเหรอ ? ขอเฉินเอ๋อไปด้วยคนนะ”
”เจ้าจะเข้าไปทำอะไร?” ไป๋หยานเหลือบมองเด็กชายพร้อมกับเอ่ยถาม
ไป๋เสี่ยวเฉินตอบเบาๆ ว่า “ลูกอยากเห็นว่าวังหลวงเป็นอย่างไร ? สวยงามแค่ไหน ?”
”แม่พาเจ้าไปก็ได้แต่ขณะอยู่ในวัง เจ้าต้องทำตัวดี ๆ ห้ามก่อปัญหาใด ๆ ”
”แต่… ถ้าลูกเจอไป๋รั่ว หญิงชั่วคนนั้นล่ะ และถ้านางต้องการทำร้ายลูกล่ะ”
”หากนางทำเช่นนั้นเจ้าก็ฆ่านางซะส่งนางไปลงนรกเลย !”
กล้ากลั่นแกล้งบุตรชายของข้าหรือ? ไม่ต้องถามหรอกว่าข้าจะแนะนำลูกเช่นไร ?
เสี่ยวมี่ผู้ซึ่งกำลังนอนอยู่บนพื้นทำได้เพียงกลอกตาอย่างเซ็งๆ พร้อมกับหาวหวอด
อย่างพ่อทูนหัวตัวน้อยของข้าเนี่ยนะผู้ใดจะรังแกท่านได้ ? หลายปีที่ผ่านมาข้าเคยเห็นแต่ท่านรังแกผู้อื่น
อย่าลืมสิว่าจิ้งจอกเป็นสัตว์ที่ฉลาดแกมโกงที่สุด
”เฉินเอ๋อ”ไป๋หยานก้มลงมองบุตรชายผู้ซึ่งยามนี้กำลังเกาะต้นขาของนางอยู่ “แม่ไม่ต้องการให้เจ้าสร้างปัญหาที่นั่น แต่ในทำนองเดียวกัน หากมีผู้ใดมายั่วยุเราก่อนเราก็ไม่จำเป็นต้องกลัว จำไว้อย่าลังเลที่จะตอบโต้กลับ ! ”
”ลูกเข้าใจแล้วหม่ามี้”
อย่าสร้างปัญหาแต่ก็ห้ามกลัว
นั่นเป็นสิ่งที่ไป๋หยานสอนเขา
”ท่านตาท่านยายข้าจะพาเฉินเอ๋อเข้าวังพร้อมข้า จากนั้นจะรีบกลับมา”
ไป๋หยานอุ้มไป๋เสี่ยวเฉินพลางกล่าวลาท่านผู้เฒ่าทั้งสอง ก่อนจะเดินออกจากบ้านสกุลหลาน
ส่วนแมวน้อยเสี่ยวมี่ก็รีบลุกขึ้นจากพื้นกระโจนไล่ติดตามแม่ลูกทั้งสอง
ณวังหลวง
ไทเฮากำลังเอนพระวรกายอยู่บนเก้าอี้ยาวพรั่งพร้อมด้วยนางกำนัลคอยถวายการดูแล เสียงขันทีประกาศขึ้นที่หน้าประตูว่า
“ทูลไทเฮาคุณหนูไป๋ขอเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
บทที่ 133 : เข้าวังอีกครั้ง (3)
ครั้นได้ยินไทเฮาก็ทรงพระสรวลอย่างมีความสุข “ในที่สุด เจ้าก็มาแล้ว ให้นางเข้ามา จากนี้ไปหากแม่นางไป๋มา ก็ให้นางเข้ามาเลย ไม่ต้องแจ้งให้ข้าทราบ”
”พ่ะย่ะค่ะไทเฮา”
ขันทีรับคำสั่งก่อนจะถอยหลังกลับไป
เพียงครู่หญิงสาวสวยในอาภรณ์สีแดงก็เดินเข้ามาในพระตำหนัก นางจูงมือเด็กน้อยอายุราว 5 ขวบมาด้วย
เด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาเคลือบรอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา นัยน์ตากลมโตแลดูเหมือนเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ตลอดเวลา เขาเริ่มมองสิ่งรอบตัวด้วยความรู้สึกแปลกใหม่
ไทเฮามีพระดำริว่าเจ้าซาลาเปาน้อยคงจะตื่นเต้นกับความยิ่งใหญ่อลังการของวังหลวงด้วยเพราะคงไม่เคยเข้าวังมาก่อน ทว่าสำหรับไป๋เสี่ยวเฉินแล้ว เขาเพียงสงสัยว่าเหตุใดวังหลวงนี่ถึงไม่งดงามเท่าเกาะศักดิ์สิทธิ์ ?
”หยานเอ๋อเจ้ามาแล้ว” ไทเฮาตรัสพร้อมแย้มสรวล “ข้าต้องขอบใจเจ้า ข้าได้ให้หมอปรุงยาเข้ามาตรวจสุขภาพแล้ว จึงพบว่าข้าป่วยจริง ๆ เช่นนั้นข้าจึงอยากพบเจ้า เพื่อขอบใจเจ้า”
ไทเฮาไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่านางถูกวางยาพิษด้วยเหตุนี้นางจึงใช้คำว่า “ป่วย” แทน ส่วนไป๋หยานก็ไม่อยากเปิดเผยตัว นางยิ้มพลางกล่าวว่า “ไทเฮา มีรับสั่งเรียกหาหม่อมฉันก็ด้วยเหตุนี้หรือเพคะ ?”
”ไม่ใช่”ไทเฮาส่ายพระเศียร “ครั้งก่อน เจ้ารีบเร่งจากไป ข้าเลยยังไม่ทันได้สนทนากับเจ้ามากนัก นี่เป็นเหตุผลที่ข้าเรียกเจ้ามาอีกในวันนี้ ว่าแต่เด็กผู้นี้คือบุตรชายของเจ้าใช่หรือไม่ ?”
ครั้นไป๋เสี่ยวเฉินได้ยินเขาก็ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดูทันที “เสด็จยายทวดไทเฮา”
”ฮ่าฮ่าเด็กดี” ไทเฮาสรวลด้วยความเอ็นดู กับความสุภาพอีกทั้งฉลาดเฉลียวของเด็กน้อย นางเอ็นดูเขาจากก้นบึ้งของหัวใจนางอย่างแท้จริง “นี่เป็นครั้งแรกที่เราพบกัน ยายทวดไม่มีของรับขวัญเจ้า มีเพียงสร้อยข้อมือทองคำนี่มอบให้เจ้าก็แล้วกันนะ”
หลังตรัสจบไทเฮาก็ถอดสร้อยข้อมือทองคำออกจากข้อพระกรของนาง ทันทีที่นางข้าหลวงเฒ่าผู้ซึ่งอยู่ข้างไทเฮาเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ กระทั่งคิดจะห้ามปราม ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มน่ารักของเด็กน้อย นางก็ได้แต่ถอนใจกล่าวคำใดไม่ออก
นานเท่าใดแล้ว?
นานเท่าใดแล้วที่ไทเฮาไม่เคยมีความสุขเช่นนี้? นับตั้งแต่ฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต พระนางก็ขังองค์เองอยู่ภายในพระตำหนักแห่งนี้ มีเพียงหลานเยี่ยมารดาของไป๋หยานเท่านั้นที่สามารถเข้าเฝ้าได้
ครั้นหลายเยี่ยตายจากไปไทเฮาก็ไม่เคยแย้มสรวลอีกเลย …
“เด็กดีเจ้าสัญญากับยายทวดนะว่าจะเก็บรักษาสร้อยข้อมือเส้นนี้ให้ดี ๆ อย่าทำหายล่ะ” ไทเฮาตรัส
ไป๋เสี่ยวเฉินรับสร้อยข้อมือพลันใบหน้าที่น่ารักของเขาก็เผยรอยยิ้มไร้เดียงสา
”ขอบพระทัยเสด็จยายทวด”
”ให้เสี่ยวเหม่ยพาเจ้าออกไปเล่นข้างนอกเถอะเจ้าจะได้ไม่เบื่อ”
เสี่ยวเหม่ยเป็นหญิงชราที่คอยรับใช้ดูแลข้างกายไทเฮาฐานะของนางในวังนั้นสูงส่งกว่าผู้อื่น หากมีนางอยู่ข้างกายเด็กน้อยย่อมจะปลอดภัย ไม่มีผู้ใดกล้าทำอันตรายเขาเป็นแน่ ไทเฮาคิด
”เสด็จยายทวดไทเฮาพี่สาวคนสวยเหล่านี้ต่างก็เหน็ดเหนื่อยมากแล้ว เช่นนั้นเฉินเอ๋อจึงไม่อยากรบกวนพวกนาง” ไป๋เสี่ยวเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าเชื่อถือ “เฉินเอ๋อ รู้ว่าพระองค์เป็นห่วงเฉินเอ๋อ แต่เฉินเอ๋อเป็นเด็กดี และเชื่อฟังเสมอ ไม่เคยสร้างปัญหาใด ๆ”
“แต่..”ไทเฮาทอดพระเนตรไป๋หยาน เหมือนอยากจะมีรับสั่งบางอย่างมากกว่านี้ ทว่าไป๋หยานเอ่ยขัดเสียก่อน
”ไทเฮาไม่ต้องทรงเป็นกังวล เฉินเอ๋อดูแลตัวเองได้เพคะ”
เฉินเอ๋อเป็นเด็กที่รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรเช่นนั้นนางจึงมั่นใจในตัวเขา
”ดี…”ไทเฮาตรัส “เช่นนั้นก็ออกไปเล่นเถอะ หากมีปัญหาใด จงนำสร้อยข้อมือที่ยายทวดให้เจ้าออกมา เห็นสร้อยข้อมือนั่นก็เท่ากับเห็นข้า จะไม่มีผู้ใดในตำหนักในนี่กล้ารังแกเจ้า”
”เฉินเอ๋อเข้าใจแล้ว”
ไป๋เสี่ยวเฉินดึงตัวเสี่ยวมี่ลงมาจากไหล่ของเขาจากนั้นก็อุ้มมันไว้ในอ้อมแขน
ทันทีที่ออกมาพ้นตำหนักเขาก็คิดว่า ตำหนักที่ไป๋รั่วหญิงชั่วร้ายนั่นพักอยู่ ไปทางไหนกันนะ ?
บทที่ 134 : อันธพาลตัวน้อย
”เจ้าเดรัจฉานน้อยเจ้ากล้าดียังไงมาเหยียบเงาของข้า !”
ในขณะที่ไป๋เสี่ยวเฉินกำลังเดินโต๋เต๋อย่างไร้จุดหมายอยู่ในสวนด้านหลังนั้นจู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงคุกคามข่มขู่ตวาดแว้ดขึ้นมา
ไป๋เสี่ยวเฉินย่นคิ้วพร้อมกับหันไปตามทิศทางที่เสียงนั้นลอยลมมา
ไม่ไกลกันนักมีกลุ่มขององค์หญิงองค์ชายตัวน้อย ๆ กำลังห้อมล้อมเด็กชายตัวเล็ก ๆ ผอมบางให้อยู่ตรงกลาง
เด็กชายร่างผอมบางคนนั้น… แต่งกายด้วยชุดผ้ากระสอบแลดูแปลกแยกจากคนในกลุ่ม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแลดูเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เขาจ้องมองเด็ก ๆ ที่ห้อมล้อมด้วยนัยน์ตาแข็งกร้าว
”เจ้ากระต่ายน้อยเจ้ากล้าดียังไงมาจ้องมองข้า !”
อันธพาลตัวน้อยที่เป็นผู้นำเตะเด็กร่างผอมเต็มแรง ใบหน้ากลม ๆ ของเขาเต็มไปด้วยความยโสโอหัง
เด็กชายร่างผอมกัดฟันแน่นไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมาเลย เขาเพียงก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวก่อนจะทรุดตัวลง
ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ร้องออกมาสักแอะ
บางทีอาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขาทำให้เขารู้ดีว่าต่อให้ร้องออกมาก็เปล่าประโยชน์ รังแต่จะทำให้เจ็บตัวหนักกว่าเดิมก็เท่านั้น
”ข้าถามแล้วไม่ตอบ! แม่ของเจ้าเป็นเพียงนางกำนัลเล็ก ๆ เจ้ามันก็แค่ลูกนางกำนัลต๊อกต๋อย !” อันธพาลตัวน้อย ก้าวไปข้างหน้า เขายกเท้าหมายจะกระทืบเด็กชายร่างผอมอย่างไร้ปรานี
ทันใดนั้นเองเสียงเด็กน้อยก็ดังแทรกขึ้น
”เสี่ยวมี่จัดการเขาซะ !”
ฟิ้ว!
แมวน้อยสีขาวกระโจนขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็วมันพุ่งเข้าหาอันธพาลตัวน้อยทันที อันธพาลตัวน้อยร้องโวยวาย ด้วยการจู่โจมของแมวขาว ทำให้อันธพาลตัวน้อยล้มลงกับพื้น
”องค์ชาย!”
ครั้นนางกำนัลเห็นอันธพาลตัวน้อยล้มลงพวกนางต่างก็หน้าซีดด้วยความหวาดกลัว พวกนางพยายามช่วยพยุงเขาขึ้นมา
แม้ว่าพระชายาไป๋รั่วจะมีเมตตาสักเพียงไรแต่หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพระโอรสของนางแม้เพียงรอยขีดข่วน นางกำนัลเหล่านี้ก็คงไม่อาจพบเจอชีวิตดี ๆ อีกต่อไป
นางกำนัลช่วยพยุงอันธพาลตัวน้อยลุกขึ้นยืนใบหน้ากลม ๆ ของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ เขาจ้องมองไป๋เสี่ยวเฉิน “เด็กผี เจ้าเป็นใคร ? มาจากไหน ?”
“ข้าไม่ใช่เด็กผีเจ้าต่างหากเด็กผี !” ใบหน้าของไป๋เสี่ยวเฉินเต็มไปด้วยความโกรธพอ ๆ กัน “นอกจากนี้ หม่ามี้ของข้า ยังสอนข้าตั้งแต่เด็กว่าหากเขาไม่รุกรานเรา เราก็อย่ารุกรานเขา เหตุใดเจ้าจึงรังแกผู้อื่น ? ”
ไป๋เสี่ยวเฉินเป็นผู้รักความยุติธรรมหากเห็นผู้ที่อ่อนแอกว่าถูกรังแก เขาก็จะไม่ยอมนิ่งเฉย
”นี่มันบ้านของข้าดังนั้นข้าจะกลั่นแกล้งใครก็ได้ !” อันธพาลตัวน้อยเชิดหน้าอย่างภูมิใจ “เจ้าก็อยู่ในบ้านของข้า เชื่อไหมว่า ข้าจะให้เสด็จปู่ของข้าตัดหัวของเจ้ายังได้ !”
”ปู่ของเจ้ามีอะไรดีนักหนา? ข้ามีทั้งป๊ะป๋า มีทั้งพ่อบุญธรรม พวกเขาทั้งคู่ต่างก็มีอำนาจมาก แค่ปู่ของเจ้าจะน่ากลัวตรงไหน ?”
แม้ว่าหัวใจของไป๋เสี่ยวเฉินจะไม่ต้องการยอมรับสถานะของตี้คังทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เขาพบว่าการอ้างถึงป๊ะป๋าก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง
อันธพาลตัวน้อยโกรธ”เสด็จแม่ของข้าบอกว่า ข้าเป็นคนมีอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรนี้ หากข้าต้องการให้ใครสักคนตาย มันก็ต้องตาย ! นอกจากนี้ ข้ายังถูกลิขิตให้ปกครองแผ่นดินนี้ ไม่เพียงแต่เจ้า แม้แต่พ่อทั้งสองคนของเจ้าก็ยังต้องเลียรองเท้าของข้า ! ”
ประกายกระหายเลือดฉายวาบผ่านแววตาของไป๋เสี่ยวเฉิน”ลองพูดอีกครั้งสิ !”
”ข้าไม่พูดแต่ข้าจะทุบเจ้าแทน ! คุกเข่า และขอความเมตตาจากข้าเดี๋ยวนี้ !”
อันธพาลตัวน้อยวิ่งเข้าหาไป๋เสี่ยวเฉินด้วยความโกรธแค้นมืออ้วน ๆ ของเขากวัดแกว่งไปที่ใบหน้าของไป๋เสี่ยวเฉินอย่างดุดัน
เสด็จแม่ของเขาเคยบอกเขาว่าเขาเป็นพระนัดดาของฮ่องเต้ เป็นบุคคลที่สูงส่งที่สุดในโลกนี้ หากมีใครไม่เชื่อฟังเขา เขาก็สามารถทุบตีคนเหล่านั้น บังคับให้คนเหล่านั้นเชื่อฟังเขา !
ทว่า…
ก่อนที่มือของอันธพาลตัวน้อยจะเข้าถึงใบหน้านุ่มๆ ของไป๋เสี่ยวเฉิน ไป๋เสี่ยวเฉินก็จับมือเขาไว้ก่อนแล้ว
บทที่ 135 : ภาพที่โหดร้าย
”เจ้าควรที่จะขอโทษพี่ชายคนนี้!”
”ทำไมข้าต้องขอโทษ? ข้าเป็นหลานชายของฮ่องเต้ ! ข้าจะทำอะไรก็ได้”
หลานชายฮ่องเต้?
ไป๋เสี่ยวเฉินกระพริบตาเด็กอ้วนคนนี้เป็นลูกชายของไป๋รั่วใช่มั้ย ? ไม่แปลกใจเลยที่เขาหยิ่งยโสเช่นนี้ !
”เสี่ยวมี่กัดเขา !”
ทันทีที่รู้ว่าเด็กอ้วนคนนี้เป็นบุตรชายของไป๋รั่วไป๋เสี่ยวเฉินก็ออกคำสั่ง พร้อมกันนั้นเขาก็ปล่อยเสือน้อยออกจากอ้อมแขน
”เมี้ยว…”
เสี่ยวมี่ร้องเมี้ยวก่อนจะรีบวิ่งตรงเข้าหาอันธพาลตัวน้อยอย่างว่องไว กรงเล็บแหลมคมของเสี่ยวมี่ข่วนใบหน้าของเด็กอ้วน ทำให้อันธพาลตัวน้อยกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
”ช่วยข้าด้วยพวกเจ้าช่วยข้าเร็ว ฆ่าแมวบ้านั่นไว ๆ !”
ขันทีและนางกำนัลที่กำลังจะเข้าไปจับตัวไป๋เสี่ยวเฉิน ครั้นได้ยินเสียงร้องเรียก ต่างก็รีบหันกลับมา พวกเขาโถมตัวพุ่งเข้าหาแมวขาว
เสี่ยวมี่เคลื่อนไหวอย่างปราดเปรียวว่องไวแมวน้อยหลบรอดจากวงล้อมของเหล่าขันที ไปโผล่ที่ด้านหลังอันธพาลตัวน้อย มันตะปบกรงเล็บลงไปอีกครั้ง เลือดไหลออกมาจากลำคอของ อันธพาลตัวน้อย พร้อมกับเสียงร้องคร่ำครวญอย่างเจ็บปวด
บรรดาองค์หญิงองค์ชายที่อยู่โดยรอบต่างก็ตัวสั่นสะท้าน เมื่อแลเห็นภาพนี้ พวกเขาก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว ต่างก็จ้องมองไป๋เสี่ยวเฉินด้วยความหวาดกลัว
”เจ้า…เป็นไงบ้าง”ไป๋เสี่ยวเฉินวิ่งเข้าไปหาเด็กผอมกะหร่องคนนั้นพร้อมกับยื่นมือให้ “ข้าชื่อไป๋เสี่ยวเฉิน ท่านแม่ของข้าชื่อไป๋หยาน นางเป็นผู้หญิงที่สวย อีกทั้งใจดีที่สุดในโลกเลย”
”ข้า… ” เด็กชายตัวผอมมองมือของไป๋เสี่ยวเฉินที่ยื่นออกมาอย่างลังเล แต่ครั้นเขาตั้งสติได้ เขาก็คว้ามือของไป๋เสี่ยวเฉินอย่างมีความสุข “ข้าชื่อหนานกงซุ่น ตอนนี้เจ้าได้ทำให้พระนัดดาขององค์ฮ่องเต้ขุ่นเคือง เขาไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่”
ไป๋เสี่ยวเฉินเบ้ปากพลางกล่าวว่า“หม่ามี้ของข้าบอกไว้ว่า หากเราไม่ได้เป็นคนก่อเรื่อง เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ฮ่องเต้แล้วไงล่ะ ? ข้าไม่กลัวหรอก”
เมื่อใดก็ตามที่ไป๋เสี่ยวเฉินกล่าวถึง”แม่” ประกายตาของเด็กร่างผอมก็จะหม่นหมองลง
”เจ้าไม่ต้องกังวลหม่ามี้ของข้าเป็นคนดีมาก ๆ เลย หากหม่ามี้ของข้ารู้ว่าเจ้าถูกรังแกแล้วล่ะก็ นางก็จะไม่ยอมนิ่งเฉยอย่างแน่นอน” ไป๋เสี่ยวเฉินตบหน้าอกของตนอย่างมั่นใจ
หนานกงซุ่นยิ้มอย่างเศร้าๆ “การมีแม่ ช่างดีจริง ๆ … ”
มารดาของเขาเป็นเพียงนางกำนัลในวังและเขาเป็นเด็กที่เกิดมาจากความผิดพลาด ราตรีนั้นฮ่องเต้เสวยน้ำจัณฑ์กระทั่งเมามาย พระองค์ได้กระทำเรื่องน่าละอายกับมารดาของเขา แต่ครั้นตื่นบรรทม ฮ่องเต้ก็ทรงหลงลืมเรื่องก่อนหน้าจนหมดสิ้น หากมิใช่เป็นเพราะมารดาของเขาตั้งครรภ์ เรื่องน่าละอายนี้ก็คงจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้
แม้ว่ามารดาของเขาจะโชคดีที่สามารถให้กำเนิดเขาได้ทว่าไม่นานนางก็ต้องเสียชีวิตเนื่องจากความอ่อนแอ
”หนานกงซุ่นนับจากนี้ไปมารดาของข้าก็เหมือนมารดาของเจ้า”
ไป๋เสี่ยวเฉินคว้าข้อมือของเด็กชายพลางกล่าวว่า“มากับข้า ข้าจะพาเจ้าไปพบหม่ามี้ของข้า”
หนานกงซุ่นตัวแข็งค้างคิ้วของเขาขมวดเป็นปม สายตาของเขาจับจ้องมองเขม็งบริเวณข้อมือซึ่งไป๋เสี่ยวเฉินจับอยู่
ครั้นไป๋เสี่ยวเฉินเห็นว่าหนานกงซุ่นไม่ขยับตัวตามเขาก็กระพริบนัยน์ตากลมโต พร้อมหันกลับไปมองอย่างสงสัย เขาทันได้เห็นสายตาของหนานกงซุ่นที่จับจ้องมองแขนของตนเอง
ไป๋เสี่ยวเฉินย่นคิ้วที่น่ารักของเขาก่อนจะยื่นมือไปเลิกแขนเสื้อของหนานกงซุ่นขึ้นดู ชั่วขณะนั้นแม้ว่าไป๋เสี่ยวเฉินจะเตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว ทว่าภาพที่เขาเห็นก็ยังทำให้เขาถึงกับตกตะลึง
แขนผอมๆ นับจากข้อมือนั้นขึ้นมาล้วนเต็มไปด้วยรอยแผล ไม่มีส่วนใดอยู่ในสภาพดีเลย รอยแผลที่ปรากฏทั่วแขน มีทั้งรอยฟกช้ำดำเขียว บางแห่งก็เป็นรอยบาดจากของมีคม บางแห่งก็เป็นรอยไหม้ ผู้ใดได้เห็นย่อมต้องตกใจ
หัวใจของไป๋เสี่ยวเฉินเศร้าเป็นอย่างมากผู้ใดกันที่สามารถทำเรื่องโหดร้ายเช่นนี้กับเด็กอายุเพียง 7 – 8 ขวบได้ ?
แค่แขนก็ยังเต็มไปด้วยบาดแผลมากมายถึงเพียงนี้เช่นนั้นเนื้อตัวภายใต้ผ้ากระสอบของเขาล่ะ ? ร่างกายของเขาจะได้รับบาดเจ็บมากมายเพียงไร ?